นับตั้งแต่วินาทีที่ เฉียน ฉีเซิน รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 24 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในปี พ.ศ.2534 นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์จีน-อาเซียน เป็นครั้งแรก
จนถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลากว่า 25 ปี ที่ความสัมพันธ์จีน-อาเซียน ได้เติบโตพัฒนาไปตามลำดับ รวมไปถึงความร่วมมือทางด้านอื่นๆ ครอบคลุมเศรษฐกิจ การค้าวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และล่าสุดกับบทบาทการเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ร่วมกัน
แต่อย่างไรก็ตามในอีกมุมหนึ่ง ความสัมพันธ์นี้ยังคงมีประเด็นคำถามอยู่เสมอ อีกทั้งผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ยังคงไม่เป็น “รูปธรรม” ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถจับต้องได้เท่าที่ควร
ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว สถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ ร่วมด้วย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดสัมมนา “เหลียวหลังแลหน้า ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน 25 ปี” ท่ามกลางตัวแทนจากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมจนเต็มห้องประชุม ภายในโรงแรมพลาซา แอทธินี
บรรยากาศจึงคึกคักตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
ชี้สามเหตุผล
ทำไมอาเซียนสำคัญกับจีน

“งานในวันนี้ได้จัดขึ้นในวาระที่มีความเหมาะสมและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง”
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานมูลนิธิสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ ได้ขึ้นกล่าวเปิดงานสัมมนาดังกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“25 ปีที่ผ่านมา อาเซียนกับจีนได้ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมาโดยตลอด ผ่านการสิ้นสุดสงครามเย็น ผ่านการปรับดุลอำนาจของมหาอำนาจ และปัญหาอื่นๆ จนมาถึงปัจจุบัน”
ก่อนจะชี้ว่าทำไมอาเซียนถึงสำคัญกับจีน ทั้งๆ จีนเองก็มีพันธมิตรมากมาย โดยแบ่งเป็น 3 เหตุผลหลัก ได้แก่
1.อาเซียนมีค่านิยมบางอย่างของเอเชียที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการอะไรที่ปฏิบัติได้จริง, การหารือกันทั้งเป็นทางการเและไม่เป็นทางการ, การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และการหาทางออกที่ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน ตรงนี้เป็นวิถีอาเซียน ซึ่งจีนเองมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากวิถีนี้
2.ความหลากหลายของอาเซียน แม้ว่าที่ผ่านมาอาเซียนจะตัดสินใจช้าเพราะความแตกต่างที่มี แต่มันกลับเป็นพลังที่ทำให้อาเซียนผ่านร้อนผ่านหนาวได้มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นการทำความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความแตกต่างไม่ใช่จุดอ่อนที่ทำให้แตกแยก แต่หากนำไปสู่ความไว้วางใจระหว่างอาเซียนกับจีนได้
3.อาเซียนมีพันธมิตรมาก สืบเนื่องจากความแตกต่างที่เรามีทำให้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศมีพันธมิตรที่แตกต่างกัน ใกล้ชิดกับทุกกลุ่มในโลก ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนสามารถสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
7 ประการสำคัญ
มุ่งสร้าง ‘ถนน’ แก่ 2 พันล้านชีวิต
ส่วนอนาคตที่จีนและอาเซียนจะก้าวต่อไปนั้น สุรเกียรติ์ได้ชี้ 7 ข้อสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ
1.สร้างรูปธรรม จีนจะต้องทำให้ความคิดริเริ่มต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่นำเสนอเป็นรูปธรรมให้ได้ นี่คือการบ้านที่ต้องทำต่อไปเพื่อให้นโยบายเหล่านี้จับต้องได้จริงในระดับประชาชน
2.ความไว้เนื้อเชื่อใจ อาเซียนกับจีนจะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อให้ความสัมพันธ์มีระดับที่ลึก ไม่ใช่แค่กว้าง ต้องลงลึกไปในระดับนักวิชาการ สื่อมวลชน ประชาชน ไม่ใช่แค่ระหว่างรัฐกับรัฐ
3.กรอบในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาทะเลจีนใต้ ที่มีความเปราะบางเนื่องจากมี 5 ประเทศเกี่ยวข้อง
4.การตัดสินใจว่าจะเปิดโอกาสร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาภายใต้ผู้นำใหม่กันอย่างไร
5.กรณีที่ไม่ได้มีการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา การปรับจุดยืนของจีนในเอเชียจะต้องเป็นการปรับที่ทำให้อาเซียนรู้เนื้อรู้ตัว ต้องมีการหารือเพื่อให้คำว่าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นั้นเป็นจริง
6.อนาคตที่เทคโนโลยีรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว และมีส่วนทำให้การค้าระหว่างประเทศลดลง จีนกับอาเซียนจะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร และ
7.ในยุคที่นโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้นเปลี่ยนไป ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ อาเซียนกับจีนจะปรับตัวกันอย่างไร
“ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ การหาทางออกจะเกิดขึ้นได้จำเป็นจะต้องมีการหารือไม่ใช่พูดแล้วต่างคนต่างทำ”
“เราจะต้องสร้างถนนของจีนและอาเซียน เพื่อให้สังคมของคนสองพันล้านคนสามารถเดินไปด้วยกันได้ในทศวรรษหน้า” สุรเกียรติ์กล่าวทิ้งท้าย
จีนย้ำมุ่งหน้าสร้างความสัมพันธ์
ตั้งเป้า ‘ทะเลจีนใต้’ เป็น ‘ทะเลแห่งสันติภาพ’

ด้าน หนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวว่า อาเซียนถือว่ามีความสำคัญกับประเทศจีนเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาจีนเองก็ได้แสดงออกให้เห็นผ่านทางนโยบายที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านการเมือง หรือเศรษฐกิจ
“โดยนโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างประโยชน์แก่ประชาชนภายในประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภูมิภาคนี้อีกด้วย”
“ในอนาคตส่วนตัวเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น” หนิง ฟู่ขุย กล่าว
หนิง ฟู่ขุย กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือความพยายามหาความร่วมมือ และการหารือในเรื่องต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เน้นความสัมพันธ์ที่เป็นการสร้างชัยชนะและผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อเป็นการยกระดับประเทศต่างๆ ในอาเซียน ทั้งความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปัญหาการก่อการร้าย
รวมไปถึง “ปัญหาทะเลจีนใต้” ที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าต้องการเปลี่ยนให้ทะเลจีนใต้นั้นเป็น “ทะเลแห่งสันติภาพ” ในอนาคต
“สำหรับประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญในอาเซียน และเป็นมิตรที่สำคัญของประเทศจีน และเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและจีน และหวังว่างานสัมมนาในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในอนาคต” หนิง ฟู่ขุย กล่าวทิ้งท้าย
อาเซียน ยังไม่พร้อมกับ ‘จีนใหม่’
ต้องเร่งพัฒนาเป็นหัวใจ ‘โลกาภิวัตน์’

ท่ามกลางเวทีเสวนาในหลายประเด็น หนึ่งในวิทยากรที่น่าจับตามองคือ “สันติธาร เสถียรไทย” หนึ่งในดาวรุ่งแห่งวงการเศรษฐศาสตร์ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย ธนาคารเครดิตสวิส ที่ประเทศสิงคโปร์ บรรยายในหัวข้อ “อาเซียนพร้อมสำหรับ ‘จีนใหม่’ หรือยัง?”
ทั้งนี้ สันติธารได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่ได้แสดงผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองระดับโลกที่พลิกความคาดหมายทั้งเบร็กซิทและการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา
โดยเขาได้อธิบายสาเหตุที่เกิดขึ้นผ่านทางกราฟรูปช้างของแบรนโก มิลาโนวิช (Branko Milanovic) ที่แสดงให้เห็นว่าตลอดยุคทอง 20 ปีของโลกาภิวัตน์ กลุ่มคนที่เสียประโยชน์ที่สุด คือ ชนชั้นกลางในอเมริกาและยุโรป
“ตรงนี้เป็นฐานเบื้องลึกว่าทำไมถึงเกิดเบร็กซิท หรือทำไมทรัมป์ถึงชนะ”
“อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลในตะวันออก โดยเฉพาะอาเซียนกับจีนจะมีโอกาสในการจับมือกันมากขึ้น”
สันติธารอธิบายว่า ปัจจุบันจีนกำลังลอกคราบจากพึ่งพาการลงทุน มาเป็นพึ่งพาการบริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขามองว่าอาเซียนยังไม่พร้อม “จีนโฉมใหม่”
“แม้ว่าการส่งออกของที่ใช้ในการบริโภค อาทิ เสื้อผ้า อาหาร ผลไม้ จะโตได้ดีและไม่ชะลอตัวลง แต่ปัญหาคือ นั่นเป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดที่ไปที่จีน ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังคงอิงกับจีนยุคเก่าอยู่”
สันติธารสรุปว่า แม้ว่าโลกาภิวัตน์จะถูกน็อกลงไปกับพื้น แต่ส่วนตัวคิดว่าจะวิวัฒนาการเป็นโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ โดยมีเอเชียเป็นศูนย์กลาง แกนเศรษฐกิจจะย้ายมาที่เอเชียมากขึ้น
“หากเราลองวาดวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5,000 กิโลเมตร และวางไว้บนแผนที่โลก เราจะเห็นว่าหากวางไว้ที่เอเชียจะได้ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก”
“ดังนั้นในพื้นที่ตรงนี้ ความสัมพันธ์ของจีนกับอาเซียนจะเป็นหัวใจสำคัญของโลกาภิวัตน์ยุคใหม่”


