ล้อมวงเล่า จากศิษย์เก่าถึงเฟรชชี่ พรุ่งนี้ (ที่ไม่สาย) ของ ‘ศิลปากร’ ปีที่ 81 เพื่อสังคมอารยะ

11.04.23 | 12:27 น.
ล้อมวงเล่า จากศิษย์เก่าถึงเฟรชชี่ พรุ่งนี้ (ที่ไม่สาย) ของ ‘ศิลปากร’ ปีที่ 81 เพื่อสังคมอารยะ

ล้อมวงเล่า จากศิษย์เก่าถึงเฟรชชี่
พรุ่งนี้ (ที่ไม่สาย) ของ ‘ศิลปากร’
ปีที่ 81 เพื่อสังคมอารยะ

บทเพลงแว่วหวาน ซานตา ลูเซีย กระหึ่มลานอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในวันแถลงครบรอบ 80 ปี พร้อมก้าวสู่ปีที่ 81 ด้วยปณิธาน “ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างสรรค์บูรณาการศาสตร์และศิลป์ เพื่อความผาสุกของสังคมอย่างยั่งยืน”

ดังที่ ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรคนใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมแถลงในงาน “80 ปีมหาวิทยาลัยศิลปากร จากสถาบันศิลปะสู่มหาวิทยาลัยเต็มรูป เพื่อสังคมอารยะ” Silpakorn@80 :From Art Academy to Multidiscipline University to Serve a Civilised Society

สถาบันการศึกษารั้วเขียวเวอริเดียนแห่งนี้ นับเป็นมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของประเทศ และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ 5 ของไทย เริ่มต้นจากโรงเรียนประณีตศิลปกรรม เมื่อ พ.ศ.2477 สู่การยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยใน พ.ศ.2486

ยุคเริ่มต้น มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านศิลปะ การออกแบบ และสถาปัตยกรรม ตั้งอยู่ ณ วังท่าพระ ถนนหน้าพระลาน กรุงเทพฯ จากนั้น ขยับขยายความรู้ นำไปสู่การจัดตั้งยังอีกหลายพื้นที่ จากเกาะรัตนโกสินทร์ สู่พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม เพชรบุรี และนนทบุรี ตามลำดับ ปัจจุบัน เปิดสอนครบมิติการศึกษาทั้งศิลปะ และ (หลาก) ศาสตร์ ประสิทธิ์ประสาทวิชา สร้างบุคลากรร่วมพัฒนาสังคมประเทศชาติ

Advertisement

ปักหมุดขับเคลื่อน 5 ด้าน
มุ่งบูรณาการศาสตร์-ศิลป์

ศาสตราจารย์ ดร.ธนะเศรษฐ์ อธิการฯศิลปากร ยิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวผ่านไมโครโฟนประกาศกึกก้อง ว่าทิศทางของมหาวิทยาลัยศิลปากร สู่การก้าวเข้าสู่ปีที่ 81 ให้ความสำคัญต่อการกำหนดค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อนำพามหาวิทยาลัยศิลปากรไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ที่ว่า ‘มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งการสร้างสรรค์
บูรณาการศาสตร์และศิลป์ เพื่อความผาสุกของสังคมอย่างยั่งยืน’ โดยกำหนดเป้าหมายเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งการสร้างสรรค์ มีความเป็นเลิศทางวิชาการและงานวิจัย โดยการสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มคุณค่า มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ เพื่อความยั่งยืนขององค์กรทั้งยังเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการทำนุบำรุง อนุรักษ์ต่อยอดศิลปวัฒนธรรม

“มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน SDGs ของมหาวิทยาลัยศิลปากร 5 ด้าน ได้แก่

1.Affordable and Clean Energy: การสร้างหลักประกันว่าชาวศิลปากรเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืน

2.Industry Innovation and Infrastructure: การสร้างความมั่นคงของมหาวิทยาลัยศิลปากร การส่งเสริมและพัฒนาชาวศิลปากรในด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการปฏิบัติงาน

3.Sustainable Cities and Communities: การทำให้ชาวศิลปากรรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เมื่อก้าวสู่มหาวิทยาลัยศิลปากร และมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน

4.Life below Water: การให้ความสำคัญกับชาวศิลปากรอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

5.Partnerships for the Goals: เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยศิลปากร รวมทั้งการสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ระดับโลก สำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน” อธิการฯศิลปากรกล่าว

ศิษย์เก่าจิตรกรรม
อำตั้ง‘คณะแพทยศาสตร์’
เชื่อศัลยกรรมงามชนะเลิศ

จากแถลงอย่างเป็นทางการ ยังมีอีกสีสันจากความทรงจำของบรรดาศิษย์เก่าต่างเจเนอเรชั่น อีกทั้งนักศึกษาปัจจุบันที่ร่วมบอกเล่ามุมมองชวนฟัง

เริ่มที่รุ่นใหญ่อย่าง ธราธิป นัทธีศรี หรือ ‘กบ’ ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ อดีตผู้บริหาร คาเฟ่ อเมซอน ที่ย้อนเล่าว่าหลังจบจากคณะจิตรกรรมฯ เมื่อปี 2527 ทำงานที่ ปตท.ตั้งแต่ปี 2530-2562 โดยมีหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์ของแบรนด์ และร้านคาเฟ่ อเมซอน

ในยุคกระโน้น การดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้องไปส่องเทียนที่สนามศุภชลาศัย ปีที่ตนสอบ มีคนสอบ 12,000 คน รับ 40 คน เป็นอะไรที่สาหัสมาก สิ่งที่ภูมิใจคือ ตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ครบรอบ 200 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ มีโอกาสได้ไปเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปราสาทพระเทพบิดร การเรียนที่ศิลปากรได้หล่อหลอมวิธีคิด ดังเช่นที่ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวว่า ‘พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว’

“สิ่งที่ภูมิใจคือการได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนจบศิลปะ ซึ่งเป็นซอฟต์เพาเวอร์ อยากให้ศิลปากรอยู่คู่คนไทยไปตลอด” ธราธิปกล่าว

ทั้งยังนำเสนอข้อคิดเห็นแบบทีเล่นทีจริง อ้างอิงวิชากายวิภาคศาสตร์ หรืออนาโตมี ที่นักศึกษาคณะจิตรกรรมฯต้องร่ำเรียน ยัง รพ.ศิริราช เพื่อให้เขียนภาพบุคคลได้สมจริง โดยบอกว่า ในอนาคต ศิลปากรน่าจะเปิดคณะแพทยศาสตร์ เชื่อว่าจะได้หมอศัลยกรรมที่ตกแต่งใบหน้าได้งามเลิศอย่างแน่นอน

“รู้สึกเป็นเกียรติที่วันนี้ได้มาร่วมงาน เราเป็นเลิศด้านศิลปะ ท่านอธิการฯบอกว่าเราเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วย ผมว่าในอนาคตน่าจะมีคณะแพทยศาสตร์ด้วยอีกคณะหนึ่ง หมอศัลยกรรมที่จบศิลปากรน่าจะตกแต่งใบหน้าได้เริ่ด น่าจะชนะเลิศ เรียนอนาโตมี อย่างไรก็แล้วแต่ต้องมาคณะจิตรกรรมก่อนจะเป็นเรื่องที่ดีมาก อยากให้น้องๆ รักและผูกพัน ผมเติบโตมาจากที่นี่ 5 ปีที่นี่สอนให้รักสถาบัน มีอะไรที่ตอบแทนได้ก็จะทำ” กล่าวจบ เสียงปรบมือพร้อมเสียงหัวเราะจากผู้ฟังดังกึกก้อง

เรียนรู้แทบไม่ทัน
ประสบการณ์ในชีวิตใหม่
เข้าใจ ‘ความเป็นมนุษย์’

ตามมาด้วยรุ่นพี่อีกรายที่มีชื่อเสียงในวงการเพลง อย่าง จรูญวิทย์ พัวพันวัฒนะ หรือ บิว เดอะวอยซ์ ศิษย์เก่าคณะโบราณคดี ที่เล่าว่า ตนเรียนสาขามานุษยวิทยา สอนให้เคารพความแตกต่างของมนุษย์ เป็นการเปิดประสบการณ์จากรั้วมัธยม ทำให้รู้ว่าความรู้ที่เคยมี มีแค่กระจุกเดียว เรียนรู้แทบไม่ทัน ทุกอย่างใหม่หมด

ความผูกพันคือบรรยากาศ เป็นการเริ่มชีวิตใหม่ที่วังท่าพระ มีประวัติศาสตร์ เพื่อนแต่ละคณะ ไม่มีกั๊กวิชา ต่างคนมีอีโก้ แต่ถามแล้วได้คำตอบ ทุกคนพร้อมแชร์ความรู้ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่เอื้อเรียนรู้คือ อาจารย์ทุกท่านเหมือนเป็นครอบครัว สามารถอภิปรายได้เต็มที่ ต่างจากมัธยม แม้เราแย้ง แต่เสียงเราไม่เท่ากัน

“เดิมอยากเรียนเอกภาษาอังกฤษ แต่คะแนนไม่ถึง เลยเรียนเอกมานุษยวิทยา แต่ไม่ใช่ว่าจะเรียนรู้ภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงเลือกภาษาอังกฤษเป็นวิชาโท ตนเรียนคณะโบราณคดี เอกมานุษยวิทยา โทภาษาอังกฤษ มาประกอบอาชีพเป็นนักร้อง ดังนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้” บิว เดอะวอยซ์กล่าว

คณาจารย์ ‘ขั้นเทพ’
ภูมิใจสายเลือดสีเขียวเวอริเดียน

ศิษย์เก่าอีกราย อดีตสร้อยห้อยท้ายคือ เด็กอักษรฯ ทว่า วันนี้ นั่งเก้าอี้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามเฉียดล้าน นั่นคือ เบลล์ พิชิตชัย โพธิ์ศิริ นักพากษ์เสียงแนวหน้าของประเทศ บัณฑิตเอกการละคร โทภาษาอังกฤษ

หลังเรียนจบไปทำงานค่ายยักษ์อย่างแกรมมี่ กรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ในฐานะทีมคอนเทนต์ ต่อมา ศึกษาเรื่องวิดีโอสั้น โดยร่วมทีมกับประเทศจีน ปัจจุบันเป็นครีเอเตอร์ติ๊กต็อก มีผู้ติดตามกว่า 970,000

“ภูมิใจมากที่ตอนไปทำงานแกรมมี่ มีคนถามว่า จบศิลปากรใช่ไหม เพราะเราเข้าใจความเป็นมนุษย์ เข้าใจสคริปต์ เข้าใจศิลปินในวงการบันเทิง

พอมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ทำวิดีโอสั้นของตัวเอง หรือกระทั่งเป็นนักพากย์โฆษณา ทุกอย่างในด้านศิลปะ ความเข้าใจเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความเป็นมนุษย์ เสียง ภาพ มาจากศิลปากรจริงๆ การได้มาอยู่ในรั้วศิลปากร เลือดสีเขียวเวอริเดียน ทำให้ภูมิใจเสมอ” เบลล์ พิชิตชัยกล่าว ก่อนเล่าต่อไปว่า ผูกพันกับฝั่งพระราชวังสนามจันทร์มาก ศิลปากรเหมือนดินแดนยูโทเปีย ไม่ว่าข้างนอกเราจะเป็นใคร แต่เมื่อเข้าสู่รั้วศิลปากร เราคือยูนิคอร์น มีอิสระ มีพลังใจ

“ปัจจุบัน น่าจะมีคำถามที่ว่า จบอักษรศาสตร์จะไปทำงานอะไร เบลจะบอกว่า เราถูกสอนว่า จบออกมาเป็นเมียทูต (หัวเราะ) จริงๆ ไม่ใช่ พูดเล่น เบลล์จะถามกลับว่า เราสื่อสารกันทุกวัน ถ้าเรายังต้องพูด ต้องเขียน ต้องสื่อสาร ถามกลับว่า แล้วทำไมไม่มาเรียนอักษรฯ เพราะจะทำให้คุณสื่อสารได้แบบเป๊ะมาก สามารถทำงานออกมาได้มีประสิทธิภาพ…อาจารย์ทุกคนที่คณะเป็นตัวแม่ ตัวพ่อ เป็นเทพจริงๆ ผิดนิดเดียวไม่รู้ว่าทราบได้อย่างไร นอกจากนี้ คณะอักษรฯ ไม่ได้มีแค่ภาษา แต่ยังมีศิลปะ ภูมิศาสตร์ สังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่รู้”

ศิลปากร ‘ไม่เหมือนที่ไหน’
เหมาะเด็กเจนใหม่
มั่นใจเลือกไม่ผิด

ว่าแล้วถึงคิวศิษย์ปัจจุบันที่ใกล้จบการศึกษา อย่าง สยาภา สิงห์ชู หรือ ‘แตงโม เดอะวอยซ์’ ดาวติ๊กต็อกชื่อดัง ‘สยาโม’ ที่มีผู้ติดตามกว่า 7 แสน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาธุรกิจดนตรีและบันเทิง คณะดุริยางคศาสตร์

สยาโมเผยว่า รุ่นตนเป็นปีแรกของระบบ TCAS เพื่อนๆ ที่เข้ามาเจอในคณะเป็นกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ มีความชอบในทิศทางเดียวกัน เป็นการเปิดโลกอีกใบ จากเด็กมัธยมที่อาจไม่ได้เจอเพื่อนที่ชอบร้องเพลงเหมือนกันทั้งหมด แต่พอเข้ามาเจอเพื่อนที่คุยภาษาเดียวกัน ทำให้มีคอนเน็กชั่นในทิศทางที่อยากไป รวมถึงคณาจารย์ที่ช่วยกล่อมเกลาจนมีวันนี้

“ต้องบอกตรงๆ ว่า ที่สยาโมเป็นสยาโมทุกวันนี้ได้ด้วยคณาจารย์คณะดุริยางค์ ศิลปากร ต้องยกความดีความชอบให้ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ปีแรกเข้ามาด้วยความชอบ และพรสวรรค์ด้านดนตรี แต่เราไม่รู้อะไรเลย เป็นเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีองค์ความรู้ที่จะเอามาต่อยอดได้เลย จนปี 2 ปี 3 ปี 4 ด้วยวิชาเรียน กิจกรรม เพื่อนๆ และคณาจารย์ หล่อหลอมให้เป็นเด็กที่โตขึ้นทุกปี

ส่วนเรื่องความสนุก คัลเจอร์ของศิลปากรไม่เหมือนที่ไหนเลย ศิลปากรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรากล้ามองหาสิ่งใหม่ๆ กล้าค้นหาตัวเอง หรือแม้กระทั่งการเป็นสยาโมที่คนรู้จักในแง่การแต่งตัววินเทจ ก็มาค้นพบเพราะเข้ามาอยู่ในรั้วศิลปากร ก่อนหน้านั้น ชีวิตคือชุดนักเรียน ไม่มีพื้นที่ให้ค้นหาว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ชอบคืออะไร แต่พอเข้ามาที่นี่ ทุกคนแต่งตัวหลากหลายมาก รุ่นพี่แบบ…เขาแต่งตัวอะไร? ทุกคนมีอัตลักษณ์ มีความเป็นตัวเองที่ไม่ต้องเกรงใจใคร ดุดันไม่เกรงใจใคร (หัวเราะ) เลยเริ่มค้นหาตัวเองจากสิ่งที่ชอบอยู่แล้วแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ สนุกมากกับการแต่งตัวไปเรียนทุกวัน ได้ทำโปรเจ็กต์ที่สนใจ 4 ปี เพิ่งส่งสารนิพนธ์สดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้า ทำให้รู้ว่าเลือกไม่ผิดที่เป็นศิลปากร” สยาโมกล่าว
ในตอนท้าย สยาโมบอกด้วยว่า น้องๆ ที่ยังลังเลว่าศิลปากรจะใช่สำหรับเราหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า ศิลปากรคือพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์

“ศิลปากรเป็นอะไรที่เปิดรับ และน่าจะเหมาะมากๆ กับเด็กเจนนี้ที่ต้องการความหลากหลาย ความยืดหยุ่น ปีนี้ก็มีหลายหลักสูตรที่มีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยและการดำเนินธุรกิจ อยากเชิญชวน พี่ลองมาแล้ว มันดี มันไม่ใช่แค่การได้ปริญญาตรี แต่เหมือนได้ปริญญาชีวิต หล่อหลอมให้เราได้เรียนรู้ทุกแง่มุมของชีวิต ใครที่ยังลังเล อยากให้เลือกศิลปากร”

ขีดเส้นใต้
‘ไอดอล-การจัดการอินฟลูฯ’
สาขาใหม่ หาตัวเองให้เจอไวๆ

ปิดท้ายด้วยเฟรชชี่ ปี 1 คณะดุริยางคศาสตร์ อย่าง พรู ธันวา เนตรไทย ศิลปินเดี่ยวจากค่าย LIT Entertainment ที่เล่าว่าเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ ฝึกทำเพลง โปรดิวซ์เพลงด้วยตนเองลงยูทูบมาก่อน พอขึ้น ม.6 หาข้อมูลต่างๆ ถึงสถานที่เรียนต่อ พบว่าคณะดุริยางศาสตร์ ม.ศิลปากร มีสาขา ‘ดนตรีเชิงพาณิชย์’ ซึ่งจะได้เรียนเกี่ยวกับการแต่งเพลง และทุกแขนงเกี่ยวกับดนตรี ตรงกับอาชีพที่อยากทำในอนาคต จึงตั้งใจติวทั้งทฤษฎีดนตรี การฟังเสียงโน้ต จำได้ว่า ติวก่อนสอบ 3 เดือน ได้รับคะแนนสูงสุด จนได้รับ ‘ทุนดุริยสังคีต’ ด้วย

“อยากให้กำลังใจน้องๆ ให้หาตัวเองเจอเร็วๆ ศิลปากร มีคณะที่รองรับความชอบของแต่ละคนเต็มไปหมด อย่างคณะดุริยางคศาสตร์ ก็แตกแขนงไปเยอะมาก เช่น สาขาที่พรูเรียนคือ เชิงพาณิชย์ เป็นการแต่งเพลง และโปรดิวซ์ หรือจะเป็นแจ๊ซ คลาสสิก สื่อสร้างสรรค์ ล่าสุดที่เปิดใหม่ปีนี้ คือ สาขาไอดอลและการจัดการอินฟลูเอนเซอร์ รองรับคนในยุคนี้ที่สามารถสร้างรายได้ อยากให้ลองศึกษา เลือกคณะที่ตัวเองชอบ” พรู ธันวากล่าว

ส่วนปีที่ 81 มุ่งหน้าสู่สังคมอารยะ

พรรณราย เรือนอินทร์