ขึ้นศักราชใหม่ในปี 2566
กับสงกรานต์ที่กลายเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองของผู้คนทุกชนชั้นให้สำเริงสำราญอย่างเท่าเทียม
ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กว้างขวางมากขึ้น ว่านี่คือ ‘วัฒนธรรมร่วม’ ในอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้มีเฉพาะไทยแท้แต่โบราณ หากแต่รัฐเพื่อนบ้านก็มีสงกรานต์ในรูปแบบของตัวเอง
ข่าวดราม่าแย่งชิงความเป็นเจ้าของ Water festival จึงค่อยๆ จางหายไปจากสมรภูมิดีเบต

สืบพุทธ ค้นพราหมณ์ เจอผี!
ประเพณีเดือน 5 สู่ศักราชใหม่
ครั้นเอ่ยถึงสรรพสิ่งใดๆ ในวัฒนธรรมร่วม โดยเฉพาะสงกรานต์ ก็ต้องยกชุดข้อมูลที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้ง นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ขยันผลิตซ้ำเผยแพร่มาต่อเนื่องยาวนาน ว่า สงกรานต์เนื่องในศาสนา ผี-พราหมณ์-พุทธ เป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ กล่าวคือ หลังฤดูเก็บเกี่ยวเข้าสู่หน้าแล้ง ดินแดนแถบนี้ไม่มีฝน ไม่ทํานา อากาศร้อน ครั้นถึงเดือน 5 ทางจันทรคติตรงกับเดือนเมษายน ทางสุริยคติ ชาวบ้านก็พากันทําพิธีเลี้ยงผีประจําปี และมีการละเล่นต่างๆ เนื่องในศาสนาผี
ครั้นรับวัฒนธรรมความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในอินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้วก็รับการขึ้นศักราชใหม่ (ไม่ใช่ปีนักษัตร) มาผสมผสานความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อดวงอาทิตย์โคจรจากราศีมีนย้ายเข้าราศีเมษ เรียกว่า ‘มหาสงกรานต์’ ในเดือนเมษายน
ปัจจุบัน พม่า (มอญ), ลาว, กัมพูชา, สิบสองปันนาในจีน และไทย มีเทศกาลสงกรานต์คล้ายคลึงกันด้วยเหตุนี้

อ่านทวาทศมาส
‘สุริยยาตรเยื้อง รอบจักร’
ความทรงจำเกี่ยวกับสงกรานต์อย่างเด่นชัด ปรากฏในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีการประกอบพิธีขึ้นศักราชใหม่ในราชสำนัก ได้แก่ พิธีพราหมณ์อยู่ในเทวสถานหลายแห่ง, พิธีพุทธในวัดหลวง เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์ และวัดมหาธาตุ, พิธีผีใน “สนามใหญ่” (สนามหลวง)
สงกรานต์ในราชสำนักสมัยอยุธยาเป็นงานใหญ่ของราชอาณาจักร มีการพระราชกุศลตั้งสวดพระปริตร ฉลองพระเจดีย์ทราย พระเจ้าแผ่นดินสรงมุรธาภิเษก สรงน้ำพระพุทธรูป สดับปกรณ์พระอัฐิเจ้านาย เวียนเทียน จุดดอกไม้เพลิง
โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งพรรณนาถึงพระราชพิธีต่างๆ ทั้ง 12 เดือน โดยเดือน 5 มีความว่า
กำหนดสุริยยาตรเยื้อง รอบจักร
เป็นที่เปลี่ยนศักราช ใหม่ได้
ขึ้นสู่เมศราษีพรัก พร้อมนับ ถือนา
บังคับแห่งโหรให้ เรียกรู้ทั่วแดน
วันเถลิงขึ้นศกใหม่ มีการ
ตั้งมุรธาภิเศกสนาน ราชไท้
มวญหมู่เหล่าพนักงาน ถวายโสรจ สรงนา
เตรียมอยู่คอยรับใช้ พรักพร้อมเพรียงกัน
‘ออกสนามใหญ่’สุดมัน แต่ไม่มีสาดน้ำ
นอกจากนี้ ราชสำนักยังจัดการละเล่นในท้องสนามให้ราษฎรเข้าร่วม เรียกว่า ‘ออกสนามใหญ่’ มีล่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชน ชุมพาชน ช้างชน คนชน ปรบไก่ ปล้ำมวย ตีดั้ง ฟันแย้ง เล่นกล คลีม้า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวบ้านยุคนั้นไม่ได้จัดงานใหญ่โตโอฬาร เพราะสงกรานต์เป็นพิธีหลวง ทว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งตรงกับเดือน 5 หน้าแล้ง ก็มีพิธีเลี้ยงผีประจําปีดังที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยความเชื่อท้องถิ่น มีการไหว้สาผีบรรพชน
และผีเครื่องมือทํามาหากิน เพื่อวอนขอความอุดมสมบูรณ์ ทั้งผีครก, ผีสาก, ผีนางด้ง หรือกระด้งฝัดข้าว, ผีลอบผีไซ เป็นต้น
ทั้งยังครึกครื้นด้วยการละเล่นต่างๆ อาทิ เข้าทรงลงผีได้แก่ เข้าทรงผีฟ้า, เข้าทรงแม่ศรี หรือผีแม่โพสพ
สุจิตต์ระบุด้วยว่า สงกรานต์อยุธยา ไม่มีการสาดน้ำโครมๆ เหมือนยุคนี้ มีแต่ ‘สรงน้ำพระ’ และ ‘รดน้ำดำหัว’ ผู้หลักผู้ใหญ่ ขนทรายเข้าวัด ทำบุญเลี้ยงพระ
ดังปรากฏในวรรณคดี ‘ขุนช้างขุนแผน’ ความตอนหนึ่งว่า
‘ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้าจะทำบุญให้ทานการศรัทธาต่างมาที่วัดป่าเลไลยหญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัดขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่ก่อพระเจดีย์ทรายเรียงรายไปจะเลี้ยงพระกะไว้ในวันพรุ่งนี้’
กล่าวโดยสรุปคือ สงกรานต์เป็นพิธีขึ้นปีใหม่ที่รัฐโบราณในอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับจากคติพราหมณ์ โดยเกิดขึ้นในราชสำนักก่อนแล้วจึงแพร่หลายสู่ราษฎรในภายหลัง จากสงกรานต์ของราชสํานักเดือนเมษายนกับการเลี้ยงผีเดือน 5 ของชาวบ้านนั่นเอง

ขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 สังเวยเทวดา
สมโภชเครื่อง เลี้ยงโต๊ะปีใหม่
หลักฐานเกี่ยวกับสงกรานต์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ปรากฏในงานวรรณกรรม อาทิ
นิทานสงกรานต์เรื่องท้าวมหาพรหม จดจารบนจารึกในวิหารพระนอน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ท่าเตียน อีกทั้ง นิราศเดือน ของเสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) กวีในแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ซึ่งพรรณนาประเพณีสงกรานต์ว่ามีการสรงนํ้าพระ โดยช่วงเวลาดังกล่าวสงกรานต์เผยแพร่สู่สามัญชนอย่างกว้างขวาง มีพราหมณ์หลวงทําพิธี “มหาสงกรานต์” ในเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า, ราชสํานักมีประกาศสงกรานต์ ตามความเชื่อนิทานท้าวมหาพรหมราษฎรทําบุญเลี้ยงพระในวัด มีการละเล่นตามนัดหมายในชุมชน, พระสงฆ์ชักบังสุกุล มีการละเล่นในชุมชนคือเข้าทรงผีที่สิงในเครื่องมือทํามาหากิน เป็นต้น
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังเกิดธรรมเนียม ‘สังเวยเทวดา สมโภชเครื่อง เลี้ยงโต๊ะปีใหม่’ ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 โดยถือเป็นการเข้าสู่ปีใหม่ เป็นการผสมผสานในสิ่งที่เคยมีมาแต่เดิม (คือการสังเวยเทวดาและสมโภชลูกขุน) กับการเลี้ยงโต๊ะตามธรรมเนียมฝรั่ง จัดเป็นการเลี้ยงปีใหม่แก่พระราชวงศ์ เสนาบดี คณะทูต โดยมีการเล่นละครให้ชมด้วย

‘ศรีสัจจปานกาล’
ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ในเดือนตรุษ
นอกจากนี้ ในเดือน 5 ยังมีพระราชพิธีใหญ่ที่สืบเนื่องมาแต่โบราณในราชสำนัก คือ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา หรือเดิมเรียกว่า พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล กระทำปีละสองครั้ง คือในช่วงเดือนตรุษและเดือนสารท
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม พระนครศรีอยุธยา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชพิธีดังกล่าวตอนหนึ่งว่า รูปแบบพิธีจัดขึ้นเพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำสาบานว่าจะจงรักภักดีและซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการให้สัตย์สาบานประเภทหนึ่งที่ใช้น้ำเป็นสื่อกลาง
ส่วนในทางปฏิบัติของการถือน้ำนั้นเป็นการเอาคมศาสตราวุธต่างๆ มาทำพิธีสวดหรือสาปแช่ง โดยการอ่าน ‘ลิลิตโองการแช่งน้ำ’ แล้วเสียบลงในน้ำที่จะนำไปพระราชทานให้ดื่มเป็นหลักสำคัญ
ในสมัยอยุธยาข้าราชการถือน้ำที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาย้ายไปที่พระวิหารมงคลบพิตร เมื่อถือน้ำแล้วใช้ดอกไม้ธูปเทียนไปถวายบังคมพระเชษฐบิดร เป็นรูปเทวดาฉลองพระองค์พระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แล้วจึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน
ครั้นล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สถานที่ประกอบพระราชพิธี คือ ‘วัดพระศรีรัตนศาสดาราม’ โดยมีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาถวายบังคมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1 และถวายบังคมพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาปัยกาธิบดีแทนพระเชษฐบิดร ด้วย
ในรัชกาลต่อๆ มา ยังมีการถวายบังคมพระอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนๆ ซึ่งเสด็จสวรรคตล่วงไปแล้วโดยลำดับ
นับเป็นพัฒนาการต่อเนื่องยาวนานของสงกรานต์แห่งอุษาคเนย์ สยาม และประเทศไทยในวันนี้
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

