เริงโลกด้วยจิตรื่น : เหตุที่เหงาลึก
เคยไหมกับความรู้สึกเหมือน “อยู่คนเดียวในโลก”
ไม่ใช่รอบข้างไม่มีใคร บ่อยครั้งเสียด้วยซ้ำที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ในงานสังสรรค์ของกลุ่มคนรู้จักมักคุ้น ท่ามกลางเสียงเฮฮาของเพื่อนฝูง แต่กลับดิ่งไปในความรู้สึกเวิ้งว้าง เดียวดาย
ดูดั่งคนโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด
ในยุคสมัยนี้คนหนุ่มสาวอยู่ในความรู้สึกนี้กันมาก
สังคมที่เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ชีวิตที่ต้องแข่งขันช่วงชิงกันมากขึ้นในทุกมิติ ขณะเสียงร่ำร้องชีวิตเสรีในหัวใจที่มีกันมากขึ้น
เป็นเรื่องน่าคิดว่าแท้จริงแล้ววิถีชีวิตเช่นนี้หรือไม่ที่ก่อความรู้สึกโดดเดี่ยว
ชีวิตจากวัฒนธรรมของครอบครัวใหญ่ เด็กๆ เติบโตมากับพ่อแม่ ลุงป้า น้าอา พี่น้อง เครือญาติ ขยายสู่หมู่บ้าน ชุมชนที่รู้จักมักคุ้น มีมิตรไมตรีต่อกันแบบญาติโกโหติกา
มาเป็นครอบครัวเดียว อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ที่ไม่มีใครรู้จักใคร หรือพอรู้บ้างก็ผิวเผิน สัมผัสไม่ได้ถึงไมตรีจิตมิตรภาพ
การเติบโตมาในสังคมแบบนี้
ในธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนคือการสร้าง “ตัวตน” ให้เป็นที่ยอมรับ คนเราเกิดมากต้องเป็นอะไรสักอย่าง เป็นใครสักคนที่คนอื่นรู้จัก และให้ความสำคัญ
มันง่ายที่ญาติมิตรจากครอบครัวใหญ่ และชุมชนที่เรียกขานกันเป็นพี่น้อง ลุงป้า น้าอา ปู่ย่า ตายาย จะมอบมิตรไมตรีให้รู้สึกถึงความเป็นตัวตนอะไรสักอย่าง
ง่ายที่จะได้รับความรัก และไมตรีที่ให้ความอบอุ่นต่อกันและกัน
คนหนุ่มคนสาวในยุคสมัยเช่นนั้น แม้จะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ง่ายที่จะได้รับการปลอบประโลมจากความรัก และมิตรไมตรีจากสังคมชุมชนเครือญาติ
แต่ถึงวันนี้ ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ด้วยแม้แต่คนที่คล้ายกับเป็นเพื่อนสนิท บ่อยครั้งที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า อาจมีบางทีก่อความสงสัยในใจว่า “เรารู้จักกันจริงหรือ”
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ต่างคนต่างล่องลอยไปตามความคิด ความฝันของตัวเอง อย่างไม่รู้ทิศ รู้ทางเสียด้วยซ้ำ
ได้แต่เตลิดไปตามสิ่งเร้าที่เรียกร้องความปรารถนาในใจแต่ละครั้งละคราวตามประสาปุถุชนที่ชีวิตดำเนินไปในวิถีต้องสร้างตัวตน
เป็นตัวตนที่จำเป็นต้องมี “การยอมรับของคนอื่น” เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ
เมื่อทิศทางของ “ความสำเร็จในตัวตน” อยู่ที่การให้คนอื่นรับรู้ถึงสิ่งที่หามาสะสม ทรัพย์สิน เงินทอง ความร่ำรวย เครื่องใช้แบรนด์เนม ยศ ตำแหน่ง และภาพของชีวิตหรูหรา อวดโชว์กันกระทั่งสัตว์เลี้ยง
เรื่องราวที่แข่งขันกันมีกันได้นี้ ในที่สุดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแค่การเสริมตัวตนชั่วคราว เมื่อได้มาจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ รู้สึกว่ามีตัวตนในทางที่คนอื่นชื่นชม หรืออิจฉาอยู่ช่วงไม่นานจากนั้นก็ต้องดิ้นรนแสวงหาใหม่ ให้อลังการ ใหญ่โต โก้หรูกว่าเดิม
ขยายและหาเพิ่มไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ รู้พอ
ชีวิตที่ต่างคนต่างต้องพึ่งพาสิ่งต่างๆ มากมาย เพื่อโชว์อวดความมีตัวตนให้เกิดการยอมรับ ชื่นชม หรืออิจฉา
อยู่ในแวดวงชนชั้นสูง กินอาหาร้านหรู ขับรถคันเท่ เสื้อผ้า เครื่องประดับแบรนด์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหนือกว่า ช่วยให้ตัวตนพองโตได้เป็นครั้งๆ ไป ใครหาได้บ่อยก็พองโตได้บ่อย แต่วันที่เป็นคนอื่นหามาได้ หรือมีที่ดีกว่าก็แฟบลงอีก
หนีจากความรู้สึกเดียวดายไปไม่พ้น
เหงา และว้าเหว่ ท่ามกลางผู้คน
เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เกิดจากพาชีวิตเดินผิดทาง
หนทางที่แท้ของชีวิตไม่ใช่การสร้าง และขยายตัวตน
แต่เป็นการทำความเข้าใจ “ความไร้ตัวตน”
เข้าใจถึง “ความว่าง” เห็นความเป็นไปอันวุ่นวาย เคลื่อนไหวไปใน “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ขณะที่รับรู้ถึง “ความสงบในใจ”
“ตัวตน” ทั้งหลาย แค่เกิดขึ้น เคลื่อนไป และดับสลายลงเป็นธรรมดา โดยไม่มีใครควบคุมกำหนดให้เป็นไปอย่างใจของใครได้โดยแท้จริง

