รับส่งมุขกันอย่างมีชั้นเชิง บนเวทีเสวนาหัวข้อ ‘อ่านอินเดียในโลกบริติชราช’ ระหว่าง สุภัตรา ภูมิประภาส ผู้แปลหนังสือขายดีเล่ม ล่าสุดอย่าง ‘The Last Mughal – เมื่อบัลลังก์ล่ม เดลีร้าง’ และ สมฤทธิ์ ลือชัย นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอุษาคเนย์และเอเชีย ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 51 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จบลงไปอย่างงดงาม
“ใครสนใจให้คุณแหม่ม (สุภัตรา) แปลหนังสืออวสานอะไร ก็ส่งข้อมูลมา เพราะเธอชอบอะไรๆ ที่เป็นอวสานของคนอื่น” สมฤทธิ์ติดตลก ชวนให้ผู้ชมผู้ฟังและผู้อ่านเบิกบานใจ ก่อนกล่าวอวยยศว่า หนังสือ The Last Mughal ซึ่งเขียนโดย William Dalrymple เล่มนี้ แปลชื่อภาษาไทยได้อย่างงดงามว่า ‘เมื่อบัลลังก์ล่ม เดลีร้าง’
บอกเล่าชะตากรรมของกษัตริย์ราชวงศ์โมกุล (Mughal) องค์สุดท้าย
บะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 ซึ่งมีพระชนม์ชีพระหว่าง ค.ศ.1775-1862 โดยทรงถูกเนรเทศไปยังร่างกุ้ง พม่า หลังกองทัพของอีสต์อินเดียคอมปานีปราบกบฏซีปอย (Sepoy-ทหารรับจ้างชาวอินเดียของบริษัทบริติชอีสต์อินเดียคอมปานี) ถล่มเมืองเดลี ราชธานีโมกุล จับพระองค์เป็นนักโทษ
สุภัตรา รับว่า ทุกอย่างที่เป็น The Last เป็นเรื่องที่ทุกคนอยากรู้ เป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากของอินเดีย ซึ่งเปลี่ยนผ่านจาก ‘ระบอบกษัตริย์’ สู่ประเทศ ‘อาณานิคม’ ก่อนจะเป็น ‘ประชาธิปไตย’ จนถึงทุกวันนี้

เปิดบันทึกราชสำนัก
ความลับจากเอกสาร 2 หมื่นชิ้น
เปิดประเด็นน่าสนใจด้วยข้อมูลในหนังสือ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เคยใช้มาก่อน เพราะเป็นบันทึกจากราชสำนักที่ใช้ภาษาเปอร์เซีย ภาษาอูรดู และภาษาฮินดี โดยผู้เขียนค้นคว้าด้วยความอุตสาหะจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติอินเดีย
“สิ่งที่สำคัญคือ หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลใหม่มาก เป็นบันทึกจากราชสำนัก มีความลับมากมายซุกซ่อนอยู่ในเอกสารกว่า 20,000 ชิ้น กล่าวถึงเหตุการณ์กบฏอินเดีย ค.ศ.1857 แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เคยใช้มาก่อน เพราะเป็นภาษาเปอร์เซีย ภาษาอูรดู ภาษาฮินดี จึงไปใช้ข้อมูลของฝ่ายอังกฤษ” สุภัตราเล่าชวนตื่นเต้น ก่อนสารภาพว่า ‘แปลยากมาก’
“เล่มนี้ใช้เวลาแปลนานมาก มีเรื่องอ่อนไหวมาก มีคำศัพท์เกี่ยวกับศาสนา อย่างศาสนาอิสลามมีการแยกนิกาย ต้องปรึกษาแล้วปรึกษาอีก แต่พอแปลเสร็จก็ภูมิใจมาก”
สำหรับประเด็นศาสนา สมฤทธิ์เสริมว่า อีสต์อินเดียคอมปานีมาพร้อมกับศาสนา เช่น การยกเลิกพิธีสตี การยกเลิกพิธีบูชายัญคน ซึ่งก็ดี แต่สร้างความขัดแย้งสูงมากในทางศาสนา พอเกิดการจลาจล พวกทหารซีปอยลุกฮือ ฝรั่งคนไหนถ้าหันมานับถือศาสนาฮินดู หรือศาสนาอิสลามรอดชีวิต แต่ถ้าคนอินเดียไปนับถือศาสนาคริสต์ตายหมด
“ศาสนาเป็นประเด็นหนึ่งในความขัดแย้ง แต่หนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไปไม่แตะ”

อีสต์อินเดียคอมปานี
การค้าที่มาพร้อม ‘กองทัพ’
สุภัตรา แนะนำว่า องค์กรที่สำคัญที่ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจ คือ บริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) หรืออีสต์อินเดียคอมปานี กลุ่มบริษัทพ่อค้าอังกฤษที่ได้สัมปทานจากราชสำนักลอนดอน ให้ทำการค้าในเขตตะวันออก บริษัทมีทั้งลูกจ้างฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร โดยได้รับสิทธิให้ตั้งกองทัพของตัวเองเพื่อที่จะปกป้องการค้า
“ก่อนเหตุการณ์กบฏอินเดีย ค.ศ.1857 มีการทำการค้า และยึดเมืองต่างๆ ของอินเดีย โดยเดลีเป็นเมืองสุดท้าย ตอนที่จะยึดเดลี จักรพรรดิมีสถานะในเชิงสัญลักษณ์ แต่บริษัทก็ให้เงินช่วยเหลืออุดหนุน เหมือนตอนที่ไปยึดพม่า มัณฑะเลย์ก็เป็นด่านสุดท้าย
ถ้าอังกฤษยึดเดลีได้ เท่ากับยึดทั้งอินเดียได้ทั้งหมด แต่อังกฤษซวย เพราะพวกทหารซีปอยสู้กับพลานุภาพทางทหารที่ยิ่งใหญ่ของโลกในตอนนั้น เป็นการสู้ที่พลิกประวัติศาสตร์โลก ทหารพวกนี้เป็นลูกจ้างของอีสต์อินเดียคอมปานี แต่ด้วยความอึดอัดคับข้องใจในความเหลื่อมล้ำ การถูกปฏิบัติไม่ดี ความพยายามในการเปลี่ยนศาสนา
พอทหารซีปอยสู้ เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง แต่สู้ไม่ได้ ถามว่าทำไมอังกฤษถึงทำกับอินเดียรุนแรงมาก เพราะคนอังกฤษถูก
ฆ่าตายไปเยอะ แล้วเดลีก็กลายเป็นเมืองร้าง มีการขับไล่คนออกจากเมือง มีการไปยึดมัสยิดเอามาทำอย่างอื่น เอาโรงเรียนสอนศาสนามาประมูล พ่อค้าเอามาทำเป็นโกดังเก็บของ อังกฤษรู้สึกว่ามุสลิมเป็นตัวปัญหา” ผู้แปลไขปมความรุนแรง พร้อมเผยด้วยว่า
นอกจากชะตากรรมของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังเผยให้เห็นชีวิต ‘คนเล็กคนน้อย’ ในเมืองว่าต้องพบกับความขมขื่นยิ่งกว่า

อังกฤษ วรรณะใหม่ของอินเดีย
‘กบฏซีปอย’ บทเรียนสำคัญมหาตมะ คานธี
ด้าน สมฤทธิ์ เสริมว่า หนังสือเล่มนี้เป็นเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้เกิดการ
ยึดอินเดียโดยอีสต์อินเดียคอมปานี ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน โดยเมื่อแรกก่อตั้ง ได้รับพระราชทานตราตั้งโดยพระราชินีอลิซาเบธที่ 1
“อีสต์อินเดียคอมปานี ค้าขายในเขตตะวันออก โดยพร้อมกับ The Wealth of Nations หรือความมั่งคั่งของชาติ ทำการค้าขายไปทั่วโลกและยึดหัวเมืองต่างๆ เช่น ฮ่องกง ในอินเดียมีการยึด เบงกอล เจนไน มุมไบ จนกระทั่ง ค.ศ.1857 จึงยึดเดลีได้ เรื่องราวพวกนี้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์บอลลีวูดเยอะมากฉากสำคัญ จักรพรรดิบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 ถูกจับที่สุสานฮูมายุน ท่านอยู่ตรงนั้นเพื่อเตรียมลี้ภัย หนังสือเล่มนี้ให้ข้อมูลดีมาก บอกว่าทำไมถึงไปรอตรงนั้น เพราะคนที่ไปทัดทานท่านคือคนที่ถูกอังกฤษซื้อ พอรู้ว่าราชสำนักหมดประโยชน์แล้ว การหักหลังจึงเกิดขึ้น
พวกเราต้องระวังคนพวกนี้เอาไว้ คนที่คบเราตอนมีประโยชน์ อ่านเล่มนี้จะได้ข้อคิด ท่านต้องรักษาอำนาจและผลประโยชน์เอาไว้ ถ้าหมดเมื่อไหร่จะถูกทรยศทันที เหมือนที่ราชวงศ์นี้จบสิ้น” สมฤทธิ์กล่าว
จากนั้น เล่าต่อไปว่าตอนเกิดกบฏอินเดีย ค.ศ.1857 ในราชสำนักแตกกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเข้าข้างอังกฤษ อีกฝ่ายหนึ่งเกลียดอังกฤษ ก็เข้าข้างกบฏ
“เรื่องราวในนี้ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์เส้นตรง แต่มีความซับซ้อน ตัวละครเยอะ อังกฤษคือวรรณะใหม่ของอินเดีย ทำตัวเป็นเจ้านาย อยู่เหนือวรรณะทั้งหมด นอกจากนี้ ยังสูบทรัพย์สมบัติของอินเดียไปไว้ที่อังกฤษ ที่สำคัญยังเอาเพชรโคอินัวร์ไปด้วย
กบฏซีปอยเป็นบทเรียนสำคัญให้กับมหาตมะ คานธี ท่านจึงใช้สันติวิธีจนชนะอังกฤษ วันนี้คนอินเดียก็ยิ่งชนะอังกฤษ เมื่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ริชี ซูแน็ก มีเชื้อสายอินเดีย” นักประวัติศาสตร์เลื่องชื่อวิเคราะห์

เสน่ห์แรงด้วยข้อมูลหลากหลาย
‘จะเชื่อหรือไม่ก็เป็นสิทธิของท่าน’
สุภัตรา ตัดฉากมาเล่าถึงเรื่องราวหลากสีสันที่ปรากฏในหนังสือนอกเหนือจากเหตุการณ์กบฏ นั่นคือ ‘ฮาเร็ม’ และชะตากรรมหลังถูกเนรเทศสู่ร่างกุ้ง ทั้งจากเอกสารของอังกฤษ และบันทึกของผู้คุม
“เมื่อพระชนมายุได้ 62 พรรษา จักรพรรดิบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับราชินีซัยนัต มาฮาล ซึ่งมีอายุเพียง 19 ปี ส่วนพระชายาคนแรกโดนดีดออก แต่สุดท้ายก็ถูกเนรเทศไปร่างกุ้งพร้อมจักรพรรดิ”
ด้าน สมฤทธิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ซัยนัต มาฮาล มีพระชนม์ชีพต่อมาอีก 20 ปีก็สิ้นพระชนม์ ทรงมีโอรส 1 องค์ ซึ่งตั้งใจให้ขึ้นครองราชย์ต่อโดยให้อังกฤษสนับสนุน แต่เกิดการลุกฮือของทหารซีปอยเสียก่อน
อีกประเด็นสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ท่านนี้ตั้งข้อสังเกตคือ มุมมองประวัติศาสตร์ของ William Dalrymple ผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เห็นด้วยกับอังกฤษ แต่เห็นใจจักรพรรดิบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 เมื่ออ่านประวัติของเขาจึงเข้าใจ
“พอมาอ่านประวัติผู้เขียนพบว่าเป็นชาวสกอตแลนด์ที่ไปอยู่อินเดียตอนอายุ 18 อยู่ที่นั่น 20 ปีตั้งแต่ ค.ศ.1984 ได้แรงบันดาลใจจากการไปนั่งที่ป้อมแดง (ป้อมพระราชวังของจักรพรรดิราชวงศ์โมกุล) แล้วเขียนวิพากษ์อังกฤษว่าไปทำลายพระราชวังเยอะมาก ที่เหลือทุกวันนี้น้อยกว่าครึ่ง เขาจึงศึกษาด้วยความสามารถทางภาษาอังกฤษ ภาษาเปอร์เซีย ภาษาอูรดู และภาษาฮินดี
Vincent Arthur Smith เจ้าพ่อประวัติศาสตร์อินเดีย ที่ผ่านมา หนังสือส่วนใหญ่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้โดยอ้างหลักฐานฝ่ายเดียว แต่หนังสือเล่มนี้อ้างอิงจากหลักฐานทุกฝ่าย ไม่ได้อิงข้างใดข้างหนึ่ง มีการวิพากษ์วิจารณ์จักรพรรดิด้วยว่า ไม่ค่อยเข้มแข็ง ไหลตามน้ำ ทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่โรแมนติก ไม่ใช่ว่าอ่านแล้วรักคนนู้นคนนี้เหลือเกิน ทำให้เห็นตัวละครทุกตัวในนี้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่สมมุติเทพ
เสน่ห์ที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คืออาศัยจากข้อมูลหลากหลาย ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่เขาให้ข้อมูลที่หลากหลายให้แก่เรา แล้วเขาก็นำพาเราไปสำรวจรวบรวมมาไว้ในเล่มขนาดนี้ และทำให้เรารู้ว่าอวสานราชวงศ์โมกุลมีเหตุปัจจัยอะไรบ้าง ไม่ใช่เฉพาะการกบฏซีปอย
ไทยต้องการประวัติศาสตร์แบบนี้ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ด้านเดียว แล้วเราก็จำจำจำ พอมีคนมาบอกว่าประวัติศาสตร์อีกด้านเป็นแบบนี้ ปรากฏว่าด่าด่าด่า ซึ่งผมเคยเขียนแนวนี้ เราก็ไม่แคร์ ยิ่งด่ายิ่งดัง” สมฤทธิ์ทิ้งท้ายแซ่บ พร้อมจบแบบสปอยล์ว่า
จักรพรรดิบะห์ดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ที่ 2 สิ้นพระชนม์ตอนตี 5 ของวันที่ 7 พฤศจิกายน 1852 เป็นการฝังให้ลืมแบบไม่มีหมุดหมาย เพื่อให้ทุกคนลืม
เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืม
ศศวัชร์ คมนียวนิช

