“หากท่านมองว่านี่คือการชิงสุกก่อนห่าม คือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป ขอให้มองออกไปที่ประเทศอื่นๆ บริษัทเทสลาในอเมริกา เริ่มผลิตรถเมล์ไฟฟ้าในปี 2008 ปีนี้ 2023 ผ่านมา 15 ปี นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป”
เสียงของ เนอส ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.เขตบางซื่อ กล่าวปิดฉาก หลังตัวแทนจากพรรคก้าวไกล รุมขยี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โน้มน้าวใจเพื่อนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ร่วมผลักดันให้เกิด ‘กฎหมายรถเมล์อนาคต’ โละตำนานพื้นไม้กระดาน เกษียณอายุรถเมล์ยุค Y2K ให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้าภายใน 7 ปี
พอดิบพอดีกับช่วงนาทีทองของพรรคการเมืองและบรรดาว่าที่ ส.ส. ต่างก็มุ่งเดินหน้าขายฝันคนกรุง ด้วยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากการโหน “รถเมล์ไฟฟ้า” ของพรรคก้าวไกล เพื่อไทย ภูมิใจไทย มาจอดหราหน้าสถานที่สมัครรับเลือกตั้ง
การแก้ปัญหาเมืองที่ท่วมฝุ่นควัน กลายเป็นโจทย์สำคัญที่พรรคต้องฟาดฟันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งัดกันที่นโยบายใครเด็ด และเอาจริง?

รับไม่ได้ ฝุ่นกทม.
อ้อน ส.ก.ช่วยกันปักหมุดแรก
พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญเรื่องนี้ คือผู้เปิดประเด็นให้เกิดการถกเถียง เริ่มจากหย่อนไอเดียลดฝุ่นของพรรค ‘รถเมล์อนาคต’ กระทั่ง ส.ก.เห็นพ้องยกมือโหวตผ่าน (5 เม.ย.) ว่าควรศึกษาอำนาจและหน้าที่ของ กทม. เพื่อตราเป็น “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง รถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะ พ.ศ.”
ล่าสุด 12 เมษายน สภา กทม. ฉลองสงกรานต์ให้คนมหานคร ด้วยการผลักดันก้าวแรกของรถเมล์อนาคต ได้สำเร็จ
ในวันนั้น พุทธิพัชร์ อ้อนบรรดา ส.ก.ด้วยการเริ่มจากร่ายปมโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก หนึ่งในต้นตอสำคัญคือสารจากเครื่องยนต์แบบสันดาป ใช้น้ำมันในการเผาไหม้ ซึ่งช่วงปีที่ผ่านมานี้ปัญหาทวีคูณความรุนแรง การควบคุมของภาครัฐกลับไม่ได้เอาจริงเอาจัง ยังใช้กฎหมายล้าสมัยอย่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2535
“ฝุ่นพวกนี้เกิดขึ้นจากมลภาวะจากยานพาหนะถึง 61% มาจากรถยนต์และรถสันดาปด้วยดีเซล … 90% ของไอเสียสร้าง PM2.5 ปัจจัยหลักมาจากรถเมล์กว่า 10% คุณภาพอากาศที่ WHO กำหนดไว้ควรจะอยู่ที่ 5 มคก./ลบ.ม. PM10 อยู่ที่ 15 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพสูงกว่านั้นมาก อยู่ที่ประมาณ 20 ขึ้นไป (ปี 2564) ซึ่งเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชน
ถ้าเราเปรียบเทียบ PM2.5 กับคนสูบบุหรี่ เท่ากับว่าคนทุกคนในกรุงเทพสูบบุหรี่ปีละ 1,261 มวน ท่านเดินอยู่ดีๆ ก็เหมือนดูดบุหรี่ไปแล้ว 3.45 มวนต่อวัน” พุทธิพัชร์รับไม่ได้
พร้อมยกสถิติ ปี 2564 มาชี้ชัด กทม.ติดอันดับ 2 ของประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปอด 2,500 คน/ปี หากรวมประชากรแฝง
ก็ปาเข้าไป 4,400 คน/ปี ถ้าเปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้าทั้ง กทม. คาดว่าจะช่วยลดฝุ่นพิษได้มากกว่า 20% ทันที!
“การที่รถเมล์ไฟฟ้าเกิดขึ้นในกรุงเทพฯภายใน 7 ปี เท่ากับว่าเราได้ยกระดับศักยภาพของรถโดยสารสาธารณะ คนจะใช้รถยนต์น้อยลงเป็นโดมิโน ยิ่งค่าน้ำมันแพง เมื่อรถเมล์ดีขึ้นคนก็อยากใช้ ปัญหาฝุ่นก็ยิ่งลดลงตามลำดับ ยังไม่รวมอีก 8 ปีข้างหน้า ไม่รู้ว่าฝุ่นจะขึ้นสูงไปอีกขนาดไหน”
“ไม่ว่าจะรวยหรือจน จะหรูหราอยู่บนตึกสูงมีเครื่องฟอกอากาศ สุดท้ายพอท่านออกมาจากบ้าน ท่านก็ใช้อากาศร่วมกัน มันเป็นต้นทุนที่ทุกคนต้องรับ การที่สภา กทม. ได้ยื่นข้อบัญญัติเหล่านี้ เป็นการปักหมุดจุดเริ่มต้นในการทำให้กรุงเทพมหานครและ ส.ก.ทุกท่านรู้ว่า อำนาจการบริหาร การดูแลกรุงเทพฯ มีส่วนสำคัญจากสมาชิกทั้ง 50 เขต” พุทธิพัชร์ วอนเพื่อน ส.ก.ช่วยกันโหวตผ่านวาระ 1 เพื่อเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร แก้ไขฝุ่นที่จุดเริ่มต้น
พัฒนานวัตกรรมของรถเมล์ ไม่ใช่แค่เพื่อลดฝุ่น แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่ง ส.ก.ก้าวไกล ให้คำมั่นว่าจะผลักดันกฎหมายนี้ให้สุดทาง

คำนวณเม็ดเงิน ร่ายข้อดี
วิน–วิน ถ้าเปลี่ยนเป็นรถ EV
หลังสิ้นเสียง ส.ก.เขตยานนาวา ถึงตา ฉัตรชัย หมอดี ตัวแทนเขตบางนา ลุกขึ้นหนุนด้วยข้อดีมากมาย ร่ายประโยชน์ที่พ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพฯจะได้รับ ถ้า กทม.ตราข้อบัญญัติดังกล่าว เศรษฐกิจของประเทศจะกระเตื้อง ผู้ประกอบการรถเมล์จะต้องเร่งเปลี่ยนเครื่องยนต์ ซึ่งจะกระตุ้นอุตสาหกรรมผลิตรถ EV ในระดับประเทศ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ S-curve นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็น Hub ของรถ EV
1,000 คัน คือจำนวนรถ EV ใน กทม.ที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกแล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนปฏิรูปกรุงเทพมหานคร ส.ก.ฉัตรชัย คาดว่าจะมีรถเมล์ไฟฟ้าประมาณ 3,000 คัน
“ดูเหมือนจะเยอะ แต่ว่าเรายังมีรถร่วมเอกชน รถสองแถวและรถตู้รวมกันมากกว่า 9,000 คันที่สามารถเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถเมลล์ขนาดใหญ่ หรือรถมินิบัส หากคิดมูลค่ารวมทุนคร่าวๆ กับตัวรถไฟฟ้าในส่วนที่เหลืออยู่ 9,000 คัน ก็ประมาณ 36,000 ล้านบาท ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนในประเทศในส่วนอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าโดยสารได้” ส.ก.เขตบางนา คำนวณให้เห็นชัดๆ
ไม่พลาดขยายภาพความเป็นไปได้ ว่าจะทำให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตรถและแบตเตอรี่กว่า 8,500 ล้านบาท ปัจจุบันภาคเอกชนไทยพร้อมและสามารถผลิตรถเมล์ไฟฟ้าจากตัวชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ได้แล้ว โดยมีกำลังผลิตมากกว่า 9,000 คันต่อปี และเอกชนเจ้าอื่นๆ ก็กำลังเปิดการผลิตรถ EV รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญ มีบริษัทร่วมกันวิจัยกับ NIA โดยนำรถเก่าของ ขสมก.มาดัดแปลงเป็นรถโดยสารไฟฟ้า จนตอนนี้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว
ส่วนสิ่งที่ผู้ประกอบการเดินรถเมล์ทั้ง ขสมก.และเอกชนจะได้รับ คือ ‘ต้นทุนในการเดินรถที่ถูกลง’ ถึง 23% อีกทั้งยังหารายได้ตามเทรนด์โลก ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ จากการขายคาร์บอนเครดิต เนื่องจากรถเมล์ไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนเครดิต = 0 เมื่อเทียบกับรถสันดาปเครื่องยนต์ดีเซลที่ปล่อยคาร์บอนเครดิตประมาณ 60-100 ตันคาร์บอน/ปี ซึ่งในอนาคต หากไทยมีนโยบายภาคบังคับเพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนที่ได้สัญญาไว้กับเวทีโลก จะทำให้ตลาดคาร์บอนของไทยมีมาตรฐานเทียบเท่ากับตลาดยุโรปได้ ซึ่งขณะนี้สามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ 114 ยูโรต่อ 1 ตันคาร์บอน หรือประมาณ 4,000 บาท ต่อ 1 ตันคาร์บอน
หากเปลี่ยนเครื่องยนต์โดยสารแบบสันดาปที่มีเหลืออยู่ใน กทม. กว่า 9,000 คัน ผู้ประกอบการเดินรถจะสามารถสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตรวมกันถึง 2,160-3,600 ล้านบาท/ปี เลยทีเดียว
“นี่คือโอกาสของผู้ประกอบการรถเมล์ไทย จากการเดินรถระบบไฟฟ้า เมื่อต้นทุนลดลง รายได้ก็เพิ่มขึ้น รัฐบาลหรือ กทม.สามารถอุดหนุนเงินเข้าไปเป็นค่าโดยสารให้กับประชาชนได้ การจ่ายให้กับรถเมล์จะถูกกว่าปัจจุบันแน่นอน และทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลง ได้นั่งรถเมล์ที่มีคุณภาพ มีเงินเหลือใช้มากขึ้น ดีต่อเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ อีกทางส่วนผู้ประกอบการ ก็สามารถอยู่รอดได้จากการทำธุรกิจเดินรถที่ปกติมักจะขาดทุนจากต้นทุนที่สูง” ตัวแทนคนบางนา ฝากให้คิด

วิ่งว่อนกรุง เฉียด 10 ล้านคัน!
มั่นใจไม่เป็นภาระ ให้เวลา 7 ปี
ด้าน สราวุธ อนันต์ชล ส.ก.เขตพระโขนง พรรคก้าวไกล เสริมด้วยเหตุผลอย่างโรคฮิต ไม่ว่าจะมะเร็งปอด โรคระบบทางเดินหายใจ ที่คน กทม.ป่วยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ย้ำว่าสาเหตุสำคัญมาจากการปล่อยควันพิษของรถยนต์ที่มีหลายล้านคันในกรุงเทพฯ
“ถ้ารวมมอเตอร์ไซค์ด้วยก็เกือบ 10 ล้านคันแล้ว ถ้าใหม่ๆ ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่พวกรถเก่าควันดำนี่สิ ที่เป็นปัญหา และสำคัญคือรถเมล์ วิ่งกันอยู่หลายพันคันทั่วกรุงเทพฯทุกวัน แต่จะไปโทษผู้ประกอบการก็ไม่ได้เต็มปากเพราะเขาทำธุรกิจของเขา ที่ต้องโทษหลักๆ คือภาครัฐที่ยังยอมให้รถเมล์ควันดำเก่าร่วม 30 ปี วิ่งใน กทม. ผมจึงต้องสนับสนุนญัตตินี้เพื่อศึกษาให้รู้แน่ชัดว่า สรุปแล้ว สภา กทม. มีอำนาจออกข้อบัญัติไปใช้บังคับแก้ไขเพื่อประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ หรือไม่ ?” สราวุธลั่น
โต้ความเห็นที่ว่า การออกกฎหมายบังคับให้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง ยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด จะสร้างความลำบากให้กับผู้ประกอบการ สราวุธ มั่นใจว่า ทำได้ ไม่เป็นภาระมาก เพราะกำหนดระยะเวลาใช้บังคับ 7 ปีให้หลัง เพื่อให้ได้ปรับตัวก่อน
“ตัวเลขนี้ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ 7 ปี คืออายุของใบอนุญาตเดินรถเมล์ หมายความว่า อย่างไรก็ต้องขออนุญาตเดินรถใหม่อยู่แล้ว ก็จะได้มีโอกาสเปลี่ยนให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าไปเสียทีเดียว ไม่มีใครต้องเสียประโยชน์ พี่น้อง กทม.ก็จะสบาย ได้นั่งรถเมล์ใหม่ที่ไม่ปล่อยควันไอเสียด้วย” ส.ก.เขตพระโขนง ว่าอย่างนั้น
ไม่ได้ฝันเพ้อ
มีพร้อมหมด ขาดแค่กฎหมาย
“เรื่องการเปลี่ยนรถเมล์ไฟฟ้านี้ ไม่ได้เป็นเรื่องเพ้อฝันลอยๆ รัฐบาลเองก็พยายามจะทำอยู่แล้ว”
สราวุธ ขุดหลักฐาน เมื่อครั้ง นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปลงนามใน COP26 เมื่อปี 2564 โดยสัญญาว่าไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ในปี 2065 โดยยังระบุเรื่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็น 1 ในแนวทางขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย
“อย่างเมื่อกลางปี’65 ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้ประกาศที่จะเปลี่ยนรถเมล์ทั้งประเทศ ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าภายใน 3 ปี อย่างรถของ ขสมก. ที่ได้ยินปัญหาเรื่องการจัดซื้อ ตอนนี้ก็เปลี่ยนนโยบายว่าจะเปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้าแทน และตั้งเป้าหมายจัดหารถเมล์ไฟฟ้ามาวิ่ง ถึง 2,300 คัน
ในภาคเอกชน รถเมล์ไฟฟ้าของไทยสมายล์บัส ที่วิ่งอยู่ทั่ว กทม.แล้วตอนนี้ บริษัท EA ซึ่งเป็นบริษัทแม่ก็มีแผนจัดหารถเมล์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 4,000 คันภายใน 3 ปีนี้ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ส่งเสริมการใช้รถเมล์ไฟฟ้า และ ขสมก.ก็ขานรับอย่างจริงจัง รวมถึงผู้ประกอบการรถเมล์ เอกชน
เท่าที่ทราบตอนนี้ รถเมล์ไฟฟ้าของเอกชนเข้ามาแทนที่รถเมล์ควันดำเดิมๆ เป็นพันคันแล้ว นโยบายรัฐก็มีแล้ว เอกชนที่สนใจก็มีแล้ว เหลืออย่างเดียวที่ยังไม่มีคือ กฎหมายที่จะบังคับให้รถเมล์ทุกคันต้องเป็นรถไฟฟ้า กทม.ในฐานะเมืองใหญ่ มีคนอยู่เยอะ และรถเมล์เยอะสุด ควรริเริ่มมีกฎหมายของตัวเองเพื่อเป็นหลักให้เอกชนวางแผนทำธุรกิจ” สราวุธ วอน ส.ก.ให้ร่วมโหวตผ่าน เพื่อคืนอากาศสดชื่นให้กับคนในเมืองใหญ่

ก้าวแรก คืนอากาศสะอาด อำนาจอยู่ในมือ
ไม่พลาด ดาวเด่นสภา กทม. โฆษกพรรคก้าวไกล ภัทราภรณ์ หรือ ส.ก.เนอส ตัวแทนพี่น้องเขตบางซื่อ เชื่ออย่างแรงกล้าว่า ข้อบัญญัติแรกในรอบ 22 ปีที่ถูกเสนอโดยฝ่ายสภา กทม.นี้ จะส่งผลต่ออนาคตของลูกหลานอย่างต่ำ 20-30 ปี
“วันนี้ ดิฉันขอให้ท่านพิจารณาโหวต รับหลักการ เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องชาว กทม.กว่า 10 ล้านคนได้มีอากาศสะอาดภายใน 7 ปีข้างหน้า จากการเปลี่ยนรถเมล์ดีเซล เป็นรถ EV”
“เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เราอาจจะต้องการรถเมล์ประหยัดน้ำมันที่วิ่งได้ระยะทางไกลๆ แต่ในวันนี้โจทย์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องการความมั่นคงทางด้านสาธารณสุข รถเมล์พื้นไม้ เปิดกระจก พ่นควันดำท่วมรถท่วมถนน ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ฝุ่น PM2.5 ที่เข้าปอด ไปสู่เส้นเลือดและตรงเข้าสมอง เป็นโจทย์ของคนไทยในขณะนี้ ทั่วทั้งโลกตอบรับการเปลี่ยนแปลงของเราไปก่อนเป็นสิบๆ ปี ก้าวแรกของเราเริ่มได้วันนี้ ตอนนี้ ในสภา กทม.แห่งนี้”
“ดิฉันเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการต่อต้าน ย่อมมีคนบอกว่าเราเพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ว่าพรรคก้าวไกลนี่มันเป็นอะไร อยู่เฉยๆ ไม่ได้ จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ เปลี่ยนประเทศอะไรอยู่ได้ ทำไมเราถึงไม่จับควันดำแบบที่ทำกันอยู่นี้ไปเรื่อยๆ แต่ดิฉันจะบอกว่า วันที่สตีฟ จอบส์ เสนอไอโฟน ก็โดนหาว่าบ้า ในวันที่สมัคร ส.ก.เป็นครั้งแรก ก็ดูเพ้อฝัน ไม่มีใครรู้จักเรา คนเป็นหมื่นๆ เขาจะมาเลือกได้อย่างไร แต่วันนั้นพวกท่านก็มาด้วยความฝัน ท่านมีความหวังว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตพี่น้องในเขตของท่าน วันนี้ได้เข้ามานั่งในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้แล้ว และอำนาจในอากาศที่พวกเขาหายใจ ก็อยู่ในมือของท่านแล้ว” ส.ก.บางซื่อปลุกใจ
นับเป็นสัญญาณแรกของการเปลี่ยนแปลงเมือง เมื่อ ส.ก.สลับกันลุกขึ้นเห็นแย้ง เห็นด้วย สุดท้ายโหวตให้ผ่านร่าง ‘กฎหมายรถเมล์อนาคต’ ในวาระ 1 ด้วยคะแนนเสียง 33:3 เดินหน้าคืนอากาศสะอาดให้คนกรุงกว่า 10 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะผ่านวาระ 3 ได้ในสมัยประชุมหน้า ต้นเดือนกรกฎาคมนี้
นับเป็นมิติใหม่ของการเมืองท้องถิ่น อีกไม่นานปอดคนกรุงจะถูกยืดอายุการใช้งาน เมื่อกฎหมายหลังบานประตูรถเมล์ไฟฟ้า เปิดได้สุดทาง

