
หนีขึ้นยานพิชิตดาวพลูโต สำรวจให้รู้แล้วรู้รอด อวกาศ การเมือง ชีวิต
อัดแน่นไปด้วยสาระและความรู้ แบบจัดเต็ม
เปลี่ยนภาพจำวิทยาศาสตร์ที่ลึกลับซับซ้อน ให้เข้าใจได้แบบไม่ต้องกุมขมับ
สำหรับเวที ‘SUNDOGS : Science Odyssey ปรากฏการณ์หนีตามวิทยาศาสตร์’ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 51 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผสมผสานระหว่างมุมมองของคนรุ่นใหม่ อย่าง ชยภัทร อาชีวระงับโรค ทีมงานจาก Spaceth.co ผู้แปลหนังสือ ‘Chasing New Horizons : ภารกิจพิชิตดาวพลูโต’ หนึ่งใน 26 ปกใหม่ที่ขายดีเทน้ำเทท่า และ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ เจ้าของผลงาน ‘Need to Know รู้แล้วรู้รอด’

นั่งล้อมวงเปิดฉากหนังสือสองเล่มแรกจาก SUNDOGS สำนักพิมพ์น้องใหม่ในเครือมติชน ที่โกยสาระ ‘วิทยาศาสตร์’ มาย่อยให้เป็นเรื่องที่เล่าสู่กันฟังได้อย่างสนุกสนาน พร้อมที่จะพานักอ่านผู้หลงใหลในโลกของตรรกะและเหตุผล มาร่วมกันค้นหาคำตอบในเรื่องที่จำเป็นต้อง ‘รู้’
กระโดดขึ้นยานอวกาศไปสำรวจหลังม่านของดาวเคราะห์ดวงสุดท้ายในระบบสุริยะ
วัฏจักร ขับเคลื่อนโลก
ว่าแต่ ‘วิทยาศาสตร์’ คืออะไรกันแน่?
ชยภัทร ได้หยิบยกความเห็นที่น่าสนใจของ Neri Oxman จากสถาบัน MIT Media Lab มาอธิบายคำจำกัดความว่า ‘วิทยาศาสตร์’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่วิทยาศาสตร์ แต่ผสานไปกับศาสตร์แขนงอื่น แม้แต่ศิลปะ วิทยาศาสตร์จะไปช่วยส่งเสริมและเปลี่ยนมุมมองความคิดของคนในยุคหนึ่ง กระทั่งคนในยุคนั้นสร้างศิลปะขึ้นมา และศิลปะจะทำหน้าที่โดยการสร้างแรงบันดาลใจแก่นักวิทยาศาสตร์ต่อไป ทั้งหมดจึงเกิดเป็นวัฏจักรที่ประกอบสร้าง โดยสังคม วัฒนธรรม และศิลปะ เข้าด้วยกันอย่างผสมกลมกลืน
“วิทยาศาสตร์ในยุคนี้ทำให้เราเริ่มเข้าใจจักรวาลมากยิ่งขึ้น” ชยภัทร เด็กหนุ่มผู้สนใจอวกาศเปิดมุมมอง
ไม่ใช่แค่เข้าใจจักรวาลภาพกว้าง ใต้แว่นของ ดร.นำชัยเห็นว่าวิทยาศาสตร์ทำให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจโลกได้ดียิ่งขึ้น
“เรารู้ว่า ใครทำอย่างนั้น เพราะอะไร มีอะไรที่เป็นเบื้องหลังหรือเปล่า”
ฟังถึงตรงนี้ก็เผลอพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ท่ามกลางความเชื่อและมายาลวงตา วิทยาศาสตร์จะช่วยให้มองเห็นความจริงด้วยการพิสูจน์ วิเคราะห์ และหาคำตอบ โดยมี ‘เหตุ’ และ ‘ผล’ มารองรับ เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์
มายาสร้างความมั่น ตัดสินคนอื่น ชูหางตัวเอง
อุณหภูมิฮอตปรอทแทบแตก แน่นอนว่าต้องเปิดด้วยประเด็น ‘การเมือง’ ที่กำลังร้อนแรงไม่แพ้กัน ซึ่ง ดร.นำชัยไม่พลาดที่จะหยิบมาสอดแทรกไว้ในบทหนึ่ง ‘ผู้นำ ผู้ตาม และอำนาจ’ ของหนังสือ ‘Need to Know รู้แล้วรู้รอด’ เรียกว่าอ่านแค่ชื่อก็ทำให้อยากพลิกไปสืบต่อ ไม่ว่าจะ ‘การเมืองทำให้โง่?’, ‘อำนาจทำให้ฉ้อฉล?’, ‘เห็นมั่นๆ นี่เก่งจริงปะ?’ หาคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์
ผู้เขียนไม่ได้ขู่ แต่กระซิบอย่างตรงไปตรงมาว่า “รู้คำตอบฟังแล้วอาจจะอ้าปากหวอ” เพราะเป็นเรื่องจริง
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพตามได้ง่าย เช่นอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยสีสันของการหาเสียง พรรคการเมืองต่างเร่งทำคะแนนโดยการโน้มน้าวประชาชนด้วยนโยบายชวนฝัน ทั้งยังนำเสนอถึงความดีเลิศของตนเองเพื่อให้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เกิดเป็นคำถามในใจว่า มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่นักการเมืองเหล่านี้จะ ‘เก่ง’ อย่างที่ ‘พูด’ เพราะภาพหลังการเลือกตั้ง ประเทศไทยยังไม่ต่างไปจากเดิม
ฟังคำตอบฟังแล้วก็อดที่จะหันมาทบทวนตัวเองไม่ได้ ดร.นำชัยอธิบายว่า คนส่วนใหญ่จะประเมินตนเองสูงกว่าความเป็นจริงเสมอ และเป็นเรื่องที่งานวิจัยทำมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เวลาให้ประเมินตัวเองเมื่อไหร่ คนเกิน 80% จะตอบว่าตัวเองอยู่เหนือค่าเฉลี่ย” แต่สำหรับ ดร.นำชัย ยืนยันหนักแน่นว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ในขณะเดียวกัน คนที่อวดอ้างเก่ง มักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานโดยที่ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าเพราะอะไร เพราะบางครั้งความมั่นใจที่สูงเกินพอดีของคน ก็เปรียบเสมือนการลวงหลอกให้เข้ามาติดอยู่ในภาพมายาที่ตัวเองสร้างขึ้น เป็นภาพลวงที่ดูเหมาะเหลือเกินที่จะทำให้ตนเองปีนบันไดขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงยิ่งกว่า
ถามว่ารู้เรื่องเหล่านี้จะได้ประโยชน์อะไร? นักวิทย์ท่านนี้ไม่รีรอที่จะไขข้อข้องใจว่า จะมีประโยชน์ในการตัดสินตัวเอง และตัดสินคนอื่น
“เวลาตัดสินคนอื่น ให้พึงระวังเสมอว่าเราชูหางของตัวเองตลอดเวลา มันจะส่งผลให้เรากดคนอื่นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เพราะฉะนั้น เวลาเราจะตัดสินความดีความเลวของคนอื่นและของตัวเอง จงพึงระวัง”
ละเลงอารมณ์จนหยุดคิด คลั่งการเมืองจัด ระวังโง่ลง
พาร์ตหนึ่งของหนังสือที่เรียกความสนใจเป็นอย่างมาก กับชื่อบทที่ชวนให้อยากเปิดอ่านเสียตอนนี้ ‘การเมืองทำให้คนโง่ลง?’

จริงแท้แค่ไหน เป็นคำถามที่ชวนให้ตั้งข้อสงสัยกับช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งคำถามนี้เข้าหูของชยภัทรเต็มๆ
ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ ชยภัทร ให้คำตอบว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่เราเชื่อเรื่องการเมืองอะไรสักอย่าง มันอาจจะทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย นำไปสู่การตีความข้อมูล หรือตีความข้อเท็จจริงเข้าหาตัวเองจนมากเกินไป
“ตีความเป็นฝั่งเดียว อาจจะทำให้คนโง่ลง”
ซึ่ง ดร.นำชัยเห็นด้วยกับ ชยภัทร ในคำตอบนี้ พร้อมกับให้ข้อมูลที่มีงานวิจัยรองรับเสริมไปอีกว่า ในมุมของการเมืองสามารถแบ่งคนได้ 3 กลุ่มใหญ่เท่านั้น กลุ่มที่ 1 คือพวกฮอบบิต (Hobbit) เป็นกลุ่มคนที่ไม่สนใจการเมือง คิดว่าการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิต กลุ่มถัดมา คือ กลุ่มวัลแคน (Vulcan) กลุ่มคนที่อาศัยข้อมูล และหลักการเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจที่ชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อนำจำนวนของทั้ง 2 กลุ่มรวมกันยังไม่เทียบเท่ากลุ่มใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มฮูลิแกน (Hooligan) เป็นคำเรียกที่ใช้แทนกลุ่มสนับสนุนกีฬาที่มีพฤติกรรมรุนแรง อันตราย ซึ่งคนกลุ่มนี้สนใจการเมือง เป็นต้นว่าถึงอย่างไรก็จะชนะ เป็นคนจำพวก ‘ฉันจะไม่แพ้’ ซึ่งน่าสนใจตรงที่ส่วนใหญ่คนที่มาเล่นการเมืองมักมาจากกลุ่มนี้
“เวลาเห็นพรรคการเมืองที่ชอบกำลังพูดอยู่ กับพรรคการเมืองที่ไม่ชอบกำลังพูด เราจะเกิดปฏิกิริยาแบบหนึ่งที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Confirmation Bias หรือการมีอคติตอกย้ำเรื่องที่เราเชื่อ ซึ่งคนเราไม่ชอบคิด คนเราชอบใช้อารมณ์ ฉะนั้น ถ้าถามว่าการเมืองจะทำให้โง่จริงหรือเปล่า ต้องตอบว่าปฏิกิริยาร่างกาย กลไกมันจะทำให้เราคิดน้อยลง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะ ‘โง่ลง’ ถ้าหากคลั่งไคล้การเมืองจัดๆ” ดร.นำชัยวิเคราะห์สาเหตุ
ปกติที่จะหลง การไม่ลืมนับเป็น ‘โรค’
มนุษย์ทุกคนล้วนหลงลืมเป็นเรื่องปกติ แต่คงมีน้อยคนนักที่จะทราบสาเหตุของพฤติกรรมนี้ เป็นโอกาสดีที่ ดร.นำชัยได้อธิบายถึงพฤติกรรมดังกล่าวซึ่งมนุษย์ล้วนประสบกันจนเคยชินให้รู้โดยทั่วถึงตามแบบฉบับวิทยาศาสตร์
กับพาร์ต ‘ฉลาดโง่ลืมจำ’ บทหนึ่งของหนังสือ Need to Know รู้แล้วรู้รอด ฟังเผินๆ ดูเหมือนกำลังถูกด่าก็ไม่ปาน แต่ ดร.นำชัยก็ไม่ปล่อยให้ต้องค้างคาใจนาน เขาอธิบายถึงการหยิบยกงานวิจัยเกี่ยวกับสมองมาเค้นหาคำตอบให้กับพฤติกรรม หลงๆ ลืมๆ ซึ่งในงานวิจัยที่ถูกรวบรวมมาชี้ว่าเป็นเรื่องปกติ มนุษย์คนไหนที่ไม่หลงลืมนั่นสิ ‘ประหลาด’
ดร.นำชัยสารภาพว่า อ่านหนแรกไม่เข้าใจว่าคนเราจะไม่ลืมได้อย่างไร แต่ก็ถึงบางอ้อในทันที
“ปรากฏว่ามีมนุษย์ประหลาดที่เป็นโรคบางอย่าง เขาสามารถจำรายละเอียดแบบวันต่อวันได้ เลยสงสัยว่าถ้าหากคนประเภทนี้อกหักแล้วจะเป็นอย่างไร จะจำวันที่ 14 กุมภา ซ้ำซากหรือเปล่า” นักวิทย์พูดเอาฮา ก่อนหยิบสาระส่วนหนึ่งในหนังสือมาขยายความว่า
โดยปกติมนุษย์มีธรรมชาติของความจำหลากหลาย ถ้าถามว่าทำไมมนุษย์ต้องลืม? เป็นเพราะในแต่ละวันสมองของมนุษย์มีการไหลเวียนของข้อมูลมากมาย ส่งผลให้สมองมีการจัดระเบียบข้อมูลเหล่านั้น ส่วนที่ไม่สำคัญก็จะถูกตัดทิ้งไป เช่นเดียวกับการทบทวนบทเรียน แต่ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของตัวบุคคลเช่นกัน
ความฝันพิชิตดาว ‘บนอวกาศ’ มันยิ่งกว่าหนังทริลเลอร์’
อีกหนึ่งปกของพ็อคเก็ตบุ๊กแนววิทย์ ที่อ่านแล้วจะติดใจ อย่าง Chasing New Horizons ภารกิจพิชิตดาวพลูโต ผลงานของ Alan Stern และ David Grinspoon ที่ ‘ชยภัทร อาชีวระงับโรค’ แปลอย่างตั้งใจ ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่สนใจโลกอวกาศ

ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สายดาราศาสตร์ต้องไม่พลาดที่จะหยิบเข้าชั้นหนังสือ เพราะเนื้อหาในเล่มนี้จะบอกเล่าเบื้องลึกของภารกิจสำรวจดาวพลูโต โดย ยานอวกาศนิวฮอไรซันส์ (New Horizons) ที่ดำเนินการมายาวนานเป็นสิบปี จากความฝันของเด็กตัวเล็กๆ ที่สนใจดาวพลูโต กระทั่งรวบรวมคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกันจนเกิดเป็นภารกิจพิชิตดาวในดวงใจ
“หนังสือเล่มนี้เล่าความฝันของคนเป็นหลัก ไม่ได้เล่าแค่ภารกิจหนึ่งที่เกิดขึ้นมา เสร็จแล้วก็อนุมัติ หลังจากนั้นสร้างยาน และส่งยานขึ้นไป แต่เล่าว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร ทีมของเขาต้องทำอะไรบ้าง ต้องทำแคมเปญส่งจดหมายไปให้นักวิทยาศาสตร์ ส่งไปหานาซาแสนฉบับ ในขณะเดียวกันก็ต้องสู้กับระบบภายในที่มีคู่แข่ง
ผมอ่านและคิดตลอดว่าทำไมชีวิตจริงมันถึงมันเหมือนหนังได้ขนาดนี้นะ ในฉบับภาษาอังกฤษมีคนหนึ่งเขียนไว้ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนดูหนังทริลเลอร์เลย” ชยภัทรพูดพร้อมกับแววตาเป็นประกาย
‘พลูโต’ ดาวยูนีคที่ยังไม่ตาย อาจเคยมี ‘สิ่งมีชีวิต’
โชคดีที่ ‘นาซา’ ลดการดันโครงการใหญ่ เปลี่ยนมาสนับสนุนโครงการที่มีขนาดเล็กลงให้ถี่ยิ่งขึ้น ประกอบกับมีนักการเมือง และคนในองค์กรที่ร่วมสนับสนุน จนท้ายที่สุดโครงการนี้ก็เกิดขึ้น แต่ระหว่างภารกิจก็ต้องพบกับความจริงที่น่าใจหาย
เมื่อดาวพลูโตถูกลดสถานะจากดาวเคราะห์เป็นดาวเคราะห์แคระ แต่โครงการนี้ยังคงยืนยันสถานะเดิมของดาวพลูโตด้วยความมุ่งมั่นพร้อมกับความหวังว่าการสำรวจครั้งนี้จะนำมาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์
“ในปี 2015 นิวฮอไรซันส์ ก็ได้ส่งข่าวดีกลับมายังโลก ด้วยภาพของดาวพลูโตในรูปแบบคมชัด ซึ่งส่วนนี้ทำให้ชยภัทรรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย จากครั้งแรกที่ได้เห็นดาวพลูโตเมื่อปี 2012 ที่เป็นเพียงก้อนเบลอๆ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี กลับเป็นภาพที่คมชัด เดิมทีความคิดก่อนสำรวจ คนมองกันว่าดาวพลูโตอาจจะเป็นดาวที่ตายไปแล้ว และเป็นเพียงก้อนหินที่ลอยอยู่บนอวกาศ แต่หลังจากสำรวจกลับพบว่ามีธารน้ำแข็งพร้อมกับหลักฐานที่มีการยืนยันว่ามีของเหลวไหลเวียนอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีบรรยากาศที่ซับซ้อน” ชยภัทรฉายให้เห็นความพิเศษของดาวดวงนี้
ที่ ดร.นำชัยก็ยังออกปากว่า ดาวพลูโตมีอะไรที่น่าสนใจมาก
“มันมีความแปลกจากคนอื่น ทั้งเส้นทาง วงโคจร ลักษณะการหมุน หรือตัวโครงสร้างของมันเอง นั่นคือสาเหตุที่เขาถกเถียงและถอดออกจากดาวเคราะห์”
“ในส่วนของรูปหัวใจบนดาวพลูโตที่เป็นพื้นที่ว่าง และธารน้ำแข็ง สามารถอธิบายได้ว่าการมีธารน้ำแข็งบนดาวอื่นสิ่งสำคัญเลยคือต้องมีน้ำ แต่ต้องเป็นน้ำซึ่งอยู่ในสภาวะของเหลวซึ่งจะนำไปสู่การเกิดสิ่งมีชีวิตอื่น เพราะฉะนั้นจึงเป็นความหวังเล็กๆ ว่า ดาวพลูโตอาจจะเคยมีสิ่งมีชีวิต หรืออาจจะกำลังมีสิ่งมีชีวิต” ดร.นำชัยตั้งสมมุติฐาน
บานประตูสู่การตั้งหลัก รู้ในสิ่งที่พูด
ชยภัทรเชื่อว่า การที่หนังสือวิทยาศาสตร์เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น นับเป็นสัญญาณดีที่ทำให้คนกลุ่มใหญ่มีตัวเลือกในการอ่านหนังสือ โดยส่วนตัวที่เป็นคนในแวดวงวิทยาศาสตร์ รู้สึกดีใจที่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น พร้อมกับความหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนอีกหลายคน
“มันน่าจะเป็นประตูที่เปิดให้คนได้เข้าถึงองค์ความรู้มากขึ้น” ชยภัทรทิ้งท้าย
ด้าน ดร.นำชัยปิดจบอย่างสวยงาม มั่นใจว่าหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ จะดีทั้งกับคนอ่านและประเทศชาติ ถ้าหากหันมาอ้างอิง พึ่งพิง และเชื่อถือความรู้ โดยไม่ยึดถืออารมณ์เป็นหลัก จะสามารถเดินทางในฐานะปัจเจกบุคคล ในฐานะคนของประเทศได้ดียิ่งขึ้น
“โลกของวิทยาศาสตร์ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลง และปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเราจะทำยังไงเราถึงจะตั้งหลักได้และเดินตรง เราควรที่จะต้องมีความรู้ในสิ่งที่พูด เป็น Fact based society, Knowledge based society ก็จะดี”
ไพลิน อินต๊ะสืบ
