อาศรมมิวสิก : เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ : ดนตรี, อำนาจ, การเมือง นี่แหละมนุษย์
เ รื่องเอกลักษณ์ทางเสียงเฉพาะตัวของวงซิมโฟนีออร์เคสตรา เป็นเรื่องที่คนฟังดนตรีคลาสสิกจะทราบกันดีว่าเป็นเรื่องที่เด่นชัดประจักษ์ได้ด้วยโสตประสาท และมันก็เด่นชัดมากในยุคครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 หลังคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา วงออร์เคสตราทั่วโลกดูจะเปลี่ยนวิธีการบรรเลงดนตรีมาเป็นสำนักเดียวกันหมด ด้วยน้ำเสียงที่ระรื่นหู, กลมกล่อม, ละเมียดละไม เป็นผู้ดีเหมือนๆ กันหมด ในสมัยก่อนศตวรรษที่ 20 เสียงของวงออร์เคสตราในประเทศหลังม่านเหล็กอย่าง อดีตสหภาพโซเวียต ดูจะเป็นสุนทรีย์ทางเสียงที่แปลก (หรือประหลาดในบางมิติ) สำหรับผู้รักดนตรีในโลกเสรี พวกเขามีวิธีการบรรเลงดนตรีที่เป็นตัวของตัวเองสูง บรรดาวงซิมโฟนีออร์เคสตราจากอดีตสหภาพโซเวียตสร้างตำนานแห่ง
สุนทรีย์ทางดนตรีไว้เป็นที่ประจักษ์ต่อโลกสากล และหนึ่งในตำนานนั้นก็คือวงซิมโฟนีออร์เคสตรา “แห่งรัฐ” ของพวกเขาในยุคนั้นที่ใช้ชื่อว่า “USSR State Symphony Orchestra” ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรคู่บารมีของวงคือ “เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ” (Yevgeny Svetlanov) ที่เคยมาสร้างตำนานเปิดการแสดงในเมืองไทยไปเมื่อ 34 ปีก่อน (วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ.2532 พวกเขาคือวงออร์เคสตราต่างชาติวงแรกที่ได้มีโอกาสบรรเลง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย)
หลายวันก่อน ผู้เขียนได้ไปอ่านเจอจดหมายเปิดผนึกที่ “เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ” วาทยกรชาวรัสเซียผู้ที่ทั้งยิ่งใหญ่และเป็นตำนานเขียนไว้ราว 2 ปีก่อนเสียชีวิต (เขาเสียชีวิต พ.ศ.2545) อ่านแล้วก็ทั้งตกใจและใจหายในชะตากรรมแห่งความเป็นมนุษย์ที่ศิลปินระดับนี้ต้องเผชิญในช่วงสุดท้ายของชีวิต หลายคนที่อ่านบทความนี้จบแล้วก็อาจคิดว่ามันคือเรื่องธรรมดาๆ แต่ผู้เขียนคิดว่ามันยังคงเสมือนบทเรียนชีวิตให้พวกเราต้องเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่บางทีเราก็คาดไม่ถึง หรือไม่อยากจะยอมรับมันก็ตาม ละครชีวิต (แฝงหลักธรรมะ) ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตัวของ เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ เองก็ต้องถึงกับแทบช็อกเป็นธรรมดา เมื่อเขาถูกคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการวงดนตรีคู่บารมีวงนี้ ที่เขาดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 35 ปี (พ.ศ.2508-2543) เนื้อความในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินใหญ่ที่เต็มไปด้วยความสับสน แบบตั้งตัวไม่ติดจากการสูญเสียตำแหน่งแห่งที่และเกียรติยศที่สั่งสมมานานราวสี่ทศวรรษ ตำแหน่งวาทยกรหลักของวงออร์เคสตราแห่งรัฐ และการเป็นที่ยอมรับนับถือมาอย่างยาวนาน
เขาถูกคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งนี้ในปี พ.ศ.2543 คำสั่งที่ลงนามโดยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้น นามว่า “มิคาอิล เอฟิโมวิช ชวิดคอย์” (Mikhail Efimovich Shvydkoi) และสเว็ทลานอฟยังได้แฉเบื้องหลังคำสั่งปลดฟ้าผ่าฉบับนี้ของเขาว่า ก่อนคำสั่งปลดจะได้รับการลงนามไม่นานนัก เขาได้มีโอกาสพบหน้าเป็นการส่วนตัวกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมผู้นี้ โดยท่านรัฐมนตรียังได้กล่าวในเชิงให้สเว็ทลานอฟเตรียมตัวรับชะตากรรมว่า “…ไม่ต้องแปลกใจหรอกนะถ้าวงออร์เคสตราในกรุงมอสโคว์ (Moscow) ทุกวงปฏิเสธที่จะร่วมงานกับคุณ คุณจะเห็นได้เลยว่านักดนตรีในวงมีเจตนาความตั้งใจอันเป็นพิเศษยิ่ง ในการรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นอย่างแน่นแฟ้น…” เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ บรรยายต่อในจดหมายฉบับนี้ว่า “….ผมรู้สึกตระหนักดีว่า ก่อนที่เขาจะลงนามในคำสั่งปลดผมนี้ ท่านรัฐมนตรีชวิดคอย์คงจะได้ปรึกษาหารือกับใครบางคนในระดับสูง ผู้ซึ่งได้ ‘เปิดไฟเขียว’ ให้กับเขา ผมตระหนักดีถึงความรอบคอบของเขาในเรื่องนี้ ผมจึงแน่ใจว่า เขาต้องได้รับการรับรองว่าเขาสามารถกระทำการนี้ได้โดยไม่ต้องรับโทษใดๆ ในภายหลัง…”

สำหรับข้อกล่าวหาที่สเว็ทลานอฟถูกคำสั่งปลดก็คือ การละเลยภาระหน้าที่ประจำในรัสเซีย ด้วยการออกมารับ “งานนอก” มากเกินไป ในการรับเชิญเป็นวาทยกรรับเชิญให้กับวงออร์เคสตราในยุโรปมากมาย ทั้งในอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์ หรือแม้แต่ในญี่ปุ่น จนไม่มีเวลาให้กับงานประจำที่วง USSR State Symphony Orchestra (ในขณะนั้น) ไม่เป็นการยากที่จะเกินความเข้าใจ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในรัสเซียหลังการล่มสลายลงของระบอบสังคมนิยมใหม่ๆ (หรือแม้แต่ในสมัยภายใต้ระบอบสังคมนิยม) เป็นสภาพเศรษฐกิจที่สับสนวุ่นวาย ข้าวยากหมากแพง ที่ใครก็ตามพอที่จะเจาะช่องน้อยเอาตัวรอดก็คงจะต้องรีบทำ และก็ต้องยอมรับผลกระทบที่จะติดตามมา “วงออร์เคสตราแห่งรัฐ” ที่สเว็ทลานอฟครอบครองตำแหน่งอยู่นั้นก่อตั้งวงในปี พ.ศ.2479 (ค.ศ.1936) ด้วยพันธกิจอันสำคัญในด้านการเมือง ก็คือ นอกจากเป้าหมายการเป็นวงอันดับหนึ่งในสหภาพโซเวียตแล้ว พันธกิจอันจำเป็นยิ่งอีกด้านหนึ่งก็คือ การเป็นตัวแทนประเทศในการเผยแพร่ผลงานดนตรีซิมโฟนี จากฝีมือการประพันธ์ของดุริยกวีรัสเซียทั้งหมดทั้งมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบันทึกเสียงมรดกดนตรีเพลงซิมโฟนีรัสเซีย ในชื่อชุด “Anthology of Russian Symphony Music” กับค่ายแผ่นเสียงรัสเซียที่ชื่อ “เมโลดิยา” (Melodiya) ซึ่งสเว็ทลานอฟกล่าวว่า มีผลงานออกมาเกือบ 2,000 ชุด ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960-1990
หากเราได้ลองศึกษาเรื่องราว ประวัติการก่อตั้งวง, ก่อร่างสร้างตัวของวงออร์เคสตราต่างๆ ของโลก เรามักจะพบช่วงเวลาแห่งการต่อสู้, บุกเบิกการต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ช่วงเวลานั้นเองที่วาทยกรประจำจะมีบทบาทอย่างยิ่งในการต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต สำหรับ “วงออร์เคสตราแห่งรัฐ” วงนี้ สเว็ทลานอฟเป็นวาทยกรหลักคนที่ 4 นับจากการเริ่มก่อตั้งวง และดำรงตำแหน่งวาทยกรหลักอย่างยาวนานที่สุด (35 ปี) ทั้งนี้ยังไม่นับการร่วมอำนวยเพลงรับเชิญเป็นครั้งคราวก่อนหน้านั้นอีก 10 ปี อันพอจะกล่าวได้โดยไม่ผิดว่า เขาได้ใช้เวลาเกือบชั่วชีวิตกับวงออร์เคสตราแห่งรัฐวงนี้ไม่มากก็น้อย ที่เราคงต้องยอมรับว่า เขาคือผู้อุทิศตนสำหรับวงดนตรีวงนี้อย่างแท้จริง
ในช่วงเวลาแห่งความสับสนทางอารมณ์ และการตื่นตกใจด้วยการเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ซึ่งเขาพาดหัวว่า “ผมถูกไล่ออกจากรัสเซียได้อย่างไรในยุคประชาธิปไตย” สเว็ทลานอฟยังได้เขียนจดหมายเปิดผนึกอีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2543 ถึง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เนื้อความในจดหมายก็คือการร้องทุกข์ ขอความเป็นธรรม จากคำสั่งปลดแบบไร้ความเป็นธรรม วิงวอนขอความเห็นใจที่ถูกกีดกันไม่ให้ไปปรากฏตัวบนเวทีคอนเสิร์ตใดๆ ในรัสเซีย แม้แต่กับโรงละครบอลชอย (Bolshoy) ที่เขาได้รับตำแหน่ง “วาทยกรเกียรติยศ” (Honorary Conductor) เขาทิ้งท้ายในจดหมายฉบับบนี้อย่างผิดหวังและขมขื่นว่า “…ผมมองไม่เห็นอนาคตในการทำงานทางศิลปะดนตรีทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร? เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ ผู้ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากในต่างประเทศ แต่กลับถูกเลิกจ้างงานในรัสเซีย!…ผมแค่หวังว่า ผมคงจะไม่ต้องร่วมชะตากรรมกับเพื่อนๆ ศิลปินที่ต้องถูกบังคับให้ลี้ภัย…”

ผู้เขียนเอง เขียนบทความชิ้นนี้ มิได้เพื่อที่จะมาสร้างความน่าเศร้าทางอารมณ์, ความเห็นอกเห็นใจสเว็ทลานอฟ แต่เพียงประการเดียว อย่างที่ได้กล่าวพาดหัวไว้แล้วว่า “นี่แหละมนุษย์” ละครกึ่งโศกนาฏกรรมชีวิตของสเว็ทลานอฟเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อมีอำนาจ วาสนาบารมี อันมั่นคง จนเป็นใครก็อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะอยู่คู่กับชีวิตของตัวเองไปตราบจนวันตาย ณ จุดยืนของผู้รับชะตากรรมนั้น มันคือเรื่องน่าเศร้าของการทรยศหักหลัง แต่ในภาพรวมแห่งละครใหญ่ คงจะต้องมีจุดยืนและมุมมองที่เราควรต้องพิจารณาให้ครอบคลุมกว้างขวางที่สุดเพื่อเป็นบทเรียนชีวิต และมองให้เห็นความเป็นอนิจจัง เรื่องราวของสเว็ทลานอฟก็เช่นเดียวกัน
ผู้เขียนได้มีโอกาสสอบถามเรื่องราว “เบื้องหลังการแสดง” บางอย่างที่คิดว่ามีประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่จะได้รับรู้ โลกของศิลปินดนตรี (อันแสนขมขื่น) ในยุคสังคมนิยมหลังม่านเหล็ก ซึ่งผู้เขียนได้สอบถามพูดคุยกับ คุณวิทยา ตุมรสุนทร อดีตผู้จัดการวง BSO (บางกอกซิมโฟนีออร์เคสตรา ในขณะนั้น) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการชักนำวง USSR State S.O. มาแสดงในปี พ.ศ.2532 เรื่องราวเบื้องหลังการแสดงที่หลายท่านคงยังไม่ทราบถึง “การแบ่งชนชั้น” ในโลกสังคมนิยม เสรีนิยม ความเท่าเทียมกันที่มิได้ดำรงอยู่จริง คำเรียก “สหาย” (Comrade) แต่ลมปาก หากแต่ในชีวิตจริง พวกเขาก็คือ พระเจ้าซาร์องค์เล็กองค์น้อย ช่องว่างทางสังคมที่กว้างอย่างไม่มีทางบรรจบ สิ่งเหล่านี้สะท้อนอยู่ทั้งในสังคม และใน “วงออร์เคสตราแห่งรัฐ” วงนี้

คุณวิทยาเล่าว่า ในสมัยนั้น นักดนตรีในวงราวๆ 100 ชีวิต ได้พำนักอยู่ที่โรงแรมมโนราห์ (ถนนสุรวงศ์) ซึ่งก็เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย อย่างไม่น่าอับอายใดๆ เลย แต่ตัวสเว็ทลานอฟเองไปพำนักที่โรงแรมแชงกรีลา ขอห้องที่มืดสนิท เพื่อการนอนหลับสนิท สภาพนักดนตรีในวงในเวลานั้น คุณวิทยาเล่าว่า น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง ในยามที่พวกเขาได้รับ “ของว่าง” จากทางคณะผู้จัดงาน (อาทิ กล้วยหอม, ขนมขบเคี้ยวต่างๆ) พวกเขานั่งบนพื้นห้องรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย แบบที่เราอาจใช้คำว่า “ไม่เคยพบไม่เคยเห็น” เรื่องราวที่พวกเราในโลกเสรีนิยมได้รับคำบอกเล่ามาก็คือ ในยุคสังคมนิยมโซเวียตนั้น อาหารการกิน, เครื่องนุ่งห่ม ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต หายากมาก การต่อคิวเข้าแถวซื้อเนื้อ, ซื้ออาหาร ที่ยาวเหยียด (พอถึงคิว อาหารก็อาจหมดลงแล้ว) นี่คือชีวิตจริงอันแร้นแค้นในอดีตสหภาพโซเวียต ที่ทั้งประชาชนและศิลปิน ต้องได้รับอย่างถ้วนหน้า และในทางตรงกันข้าม “ชนชั้นปกครอง” ที่เรียกด้วยคำเป็นกันเองว่า “สหาย” ทั้งหลาย ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่หรูหรา อู้ฟู่ แบบผู้มีอำนาจทั้งหลายแหล่ ในสังคมดนตรีก็เช่นเดียวกัน ที่วาทยกรหลักอย่างสเว็ทลานอฟนั้นมีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างจากนักดนตรีลูกวงแบบฟ้ากับเหว คุณวิทยาเล่าว่า นักดนตรีหนุ่มสาวในวงขณะนั้นเมื่อพูดถึงสเว็ทลานอฟแล้ว พวกเขามักเบะปาก หรือยักคิ้วขึ้นบน พร้อมกับเรียกด้วยถ้อยคำเชิงเสียดสีว่า “พ่อสังคมนิยม” (That’s Socialist) (ที่นั่งเครื่องบินคนละชั้น โรงแรมที่พักคนละชั้น)
เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ ถึงแก่กรรมที่กรุงมอสโคว์ รัสเซีย ในปี พ.ศ.2545 เมื่อเวลาผ่านไปได้ 3 ปี ในปี พ.ศ.2548 ทางรัฐบาลรัสเซียก็ได้ทำการประกาศเกียรติคุณ (ย้อนหลัง) ให้กับ เยฟเกนี สเว็ทลานอฟ ด้วยการเติมชื่อของเขาเข้าไปท้ายชื่อวงเดิม เสมือนเพื่อเป็นการประกาศรับรองว่านี่แหละคือวงออร์เคสตรา “แห่งรัฐ“ ขนานแท้ วงซึ่งในอดีตเคยมีวาทยกรเกียรติยศผู้ทุ่มเทอุทิศชีวิตให้กับวงดนตรีวงนี้ ชื่อใหม่ที่ว่านี้ก็คือ “State Academic Symphony Orchestra Yevgeny Svetlanov” หรือในชื่อภาษาอังกฤษที่สั้นกว่าว่า “Russian State Symphony Orchestra” ชื่อของวงออร์เคสตราในรัสเซียมักจะสร้างความสับสนอยู่เสมอๆ ในทุกยุคทุกสมัย (เพราะชื่อวงจะยาวเหยียดและใช้โครงสร้างชื่อที่คล้ายๆ กัน) ผู้เขียนคิดว่าการใส่ชื่อ “Yevgeny Svetlanov” เข้าไปข้างท้ายนั้น ในเชิงหลักการอันสวยหรูก็คือการสดุดีให้เกียรติกับอดีตวาทยกรผู้อุทิศตนทุ่มเทกับองค์กร-สถาบัน แต่ในทางการค้าแล้ว ลูกค้าจะได้ไม่เกิดความสับสน วงนี้แหละ “สเว็ทลานอฟ ของแท้และดั้งเดิม” (แบบก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตสมัยก่อน ที่มักจะอ้างกันว่า “โกฮับ ของแท้และดั้งเดิม”!)
เรื่องราวของเกียรติยศหลังความตายของศิลปิน จึงมักเป็นละครชีวิตที่สะท้อนให้เราเห็นความกลับกลอก ย้อนแย้งของสังคมมนุษย์ ที่เกิดขึ้นได้ในทุกยุคทุกสมัย ถ้าไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองไปอ่านเรื่องราวของ “โมซาร์ท“ กับเมืองซอลส์บวร์ก (Salzburg) บ้านเกิดของเขาดูเถิด เรื่องราวระหว่างท่านอาร์ชบิชอป เจ้าเมืองที่ปฏิบัติต่อโมซาร์ทอย่างไร จนโมซาร์ทต้องหนีไปแสวงโชคชะตาชีวิตที่กรุงเวียนนา โลกและสังคมปฏิบัติต่อเขาอย่างไร และทุกวันนี้ใครที่ได้ไปเที่ยวเวียนนาและซอลส์บวร์ก ก็จะรู้ดีว่าเราแทบจะชนกันตายกับสินค้าสารพัดชนิดที่โหนรูปเครื่องหมายการค้า “โมซาร์ท“ นี่แหละละครชีวิต

