เริงโลกด้วยจิตรื่น : โลกที่ไม่มีด้าน

23.04.23 | 12:33 น.

เริงโลกด้วยจิตรื่น : โลกที่ไม่มีด้าน

เ รามักได้ยินอยู่เสมอ “คนนี้มองโลกในแง่ร้าย คนนั้นมองโลกในแง่ดี”

มีคำแนะนำให้ได้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่า เรื่องเดียวกันมี 2 ด้าน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเห็นด้านไหน คนที่มีความสุขจะมองในด้านดี ส่วนคนที่มองในด้านร้ายจะทำให้มีความทุกข์

อย่างเช่น วันที่รายได้เราลดลง หาเงินได้น้อยและยากขึ้น

คนมองโลกในแง่ไม่ดี จะเห็นความยากลำบากของการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น เกิดความกลัวว่าเงินจะไม่พอใช้ วิตกกังวลถึงอนาคต

Advertisement

ส่วนคนมองโลกในแง่ดี จะเห็นว่านี่เป็นโอกาสทบทวนตัวเอง เห็นความไม่แน่นอนของการทำมาหากิน ทำให้เกิดความคิดว่าต้องหาหนทาง หรือหาอาชีพที่มั่นคงกว่านี้ พร้อมๆ กับทบทวนการจ่ายเงินของตัวเองและครอบครัวว่า ประเมินรายจ่ายที่จำเป็น กับไม่จำเป็นใหม่ หาหนทางให้ชีวิตอยู่กับรายได้ที่ลดลงโดยไม่เดือดร้อน พูดคุยทำความเข้าใจชีวิตเพื่อหาทางฝ่าข้ามไปด้วยกัน โดยรักษาความอบอุ่นกับคนในครอบครัว

รายได้ที่ลดลงแทนที่จะสร้างปัญหาการอยู่ร่วมกัน กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าอกเข้าใจ พร้อมดูแลกันและกัน

ในเรื่องอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้ เพียงเมื่อไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม หากเห็นมุมที่สร้างความวิตกกังวล ก็ควรจะพยายามมองกลับมาหามุมที่เป็นความหวัง มองให้เห็นว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความหวังอะไรในทางที่จะเป็นประโยชน์กับชีวิตในวันข้างหน้าได้

ความยากลำบาก ไม่ได้ทำให้ทุกข์ท้อเท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งยังสร้างความอดทนให้ชีวิต ทำให้จิตใจแข็งแกร่ง รู้จักวิธีฟันฝ่าอุปสรรคมากขึ้น

นั่นเป็นการมองต่างมุมในสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราวต่างๆ

ใช่อยู่ หากจะมองว่าคนที่มองในมุมดีย่อมมีความสุขกว่า

แต่คนที่มองเห็นทั้ง 2 มุม คือ ทั้งด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี ย่อมถือว่าเป็นผู้เข้าถึงปัญญามากกว่า เพราะถึงที่สุดแล้วผลกระทบต่อความเป็นไปของเรานั้นจะเกิดขึ้นทั้งด้านดี และด้านไม่ดี

เราจะต้องเห็นว่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า เรื่องราวนั้นส่งผลด้านดีต่อชีวิตอย่างไร ขณะเดียวกันจะต้องมองเห็นว่าแล้วด้านไม่ดีเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจรับผลด้วยความไม่ประมาท

การมองเห็นทั้ง 2 ด้าน จะทำให้เราไม่ดีใจ เสียใจ จนเลยจากเหตุที่เกิดขึ้น มองเห็นความเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งว่าเกิดจากปัจจัยที่มาประกอบกัน เมื่อปัจจัยต่างๆ แปรเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ธรรมชาติของสรรพสิ่งเป็นเช่นนั้น

ถ้ามองเห็นให้ครบอย่างเข้าใจ ไม่ต้องไปทุกข์ ไปสุข ไปยินดี ยินร้ายกับปรากฏการณ์อัน “เป็นเช่นนั้นเอง” ให้มากมาย

พร้อมๆ กับรู้ตัวว่าพร้อมอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน มีเหตุที่ต้องแปรเปลี่ยน โดยมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวบงการให้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ล้วนเกิดจากผลจากการแปรเปลี่ยนของทุกปัจจัยที่มาประกอบ

การตัดสินใจเกิดผลในด้านดี และด้านไม่ดี เป็นเพียงความคิด ตามความคาดหวังของเราเอง

เราใช้ความคิด ความหวังเป็นตัวตัดสินว่าดี ว่าไม่ดี

ชอบใจ เสียใจเพราะความคิด ความหวังของเรา ขณะที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากความคิด ความหวังของเรา แต่เป็นไปตามเหตุที่มาประกอบกันของแต่ละเรื่อง

อาจจะเป็นไปได้ที่ความหวังมีส่วนให้เราไปจัดการปัจจัยให้เอื้อต่อความสมหวัง

แต่นั่นก็เป็นเรื่องปัจจัยเดียว มีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่จะนำพาให้เป็นไปส่วนใหญ่แล้วเราควบคุมไม่ได้

สรรพสิ่งในโลกดำเนินไปเช่นนี้เอง

หากเห็นเป็นธรรมดา ไม่ต้องไปมีสุข มีทุกข์กับมัน ความยุ่งยากก็ไม่มี