จาม-เวียดเป็นใคร และการเมืองความสัมพันธ์ สยาม-เวียดนาม ในทริป MIC INTER TRIP#03 เวียดนามกลาง
หลังจากที่ ศูนย์ข้อมูลมติชน และ มติชนอคาเดมี จัดทริปพิเศษที่ ลาวใต้ เมื่อกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา และมีประเด็นที่ อ.สมฤทธิ์ ลือชัย เล่าถึงปราสาทวัดพูและเมืองเศรษฐปุระ ที่เกี่ยวข้องกับ “จาม” ซึ่งเป็นรัฐสำคัญที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเล อยู่แถวตอนกลางของประเทศเวียดนาม
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนของรัฐจามปา ว่าสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ รวมถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเวียด จึงจัดทริป MIC INTER TRIP#03 เวียดนามกลาง เว้-ฮอยอัน-ดานัง-หมี่เซิน-บานาฮิลล์ นำเที่ยวโดย สมฤทธิ์ ลือชัย

แต่ก่อนที่จะไปสัมผัสกับสถานที่จริง ทางศูนย์ข้อมูลและมติชนอคาเดมี ขอนำข้อมูลประวัติศาสตร์สำคัญแบบย่อๆ ของจามปา และความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเวียด
จามเป็นใคร? มาจากไหน? เมื่อไร?
จามเป็นชื่อทางวัฒนธรรม (คล้ายกับคำว่าแขก, ขอม, สยาม) หมายถึงประชากรของรัฐจามปาในเวียดนาม นับเป็นทายาทของบรรพชนชื่อ “ซาหวิ่น” กลุ่มคนดั้งเดิมในเวียดนาม ซึ่งประกอบด้วยคนนับถือศาสนาผีมีหลายชาติพันธุ์ที่พูดภาษากลางคือ ภาษามลายู (ในตระกูลภาษาชวา-มลายู) และชำนาญเดินเรือทะเลสมุทร
เริ่มรับวัฒนธรรมอินเดียราวเรือน พ.ศ.1000 สมัยแรก นับถือศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ปะปนศาสนาผี แล้วแผ่ขยายอิทธิพลไปทางลุ่มน้ำโขงบริเวณจัมปาสัก (ในลาว) ถึงอีสาน (ในไทย) สมัยหลัง เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม (ซึ่งรับผ่านทางจีน)
เข้าถึงอ่าวไทย
บรรพชนจาม (“ซาหวิ่น”) เข้าถึงอ่าวไทยทางบ้านเมืองลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลองราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือราว พ.ศ.500 นอกจากนั้นยังมีส่วนสำคัญในการกระจายการค้าระหว่างภาคพื้นทวีปกับกลุ่มเกาะของอุษาคเนย์ ดังพบหลักฐานสำคัญเป็นวัตถุในศาสนาผี 2 อย่าง ได้แก่ (1) ลิงลิงโอ และ (2) กลองทอง (มโหระทึก)
ครั้นหลัง พ.ศ.1000 เริ่มแรกการค้าโลก (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี) มีรัฐจามปาในเวียดนาม เป็น “คนกลาง” (ร่วมกับ “ศรีวิชัย”) เดินเรือทะเลสมุทรค้าขายทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ แล้วแลกเปลี่ยนกับรัฐบริเวณอ่าวไทยซึ่งมีชื่อในเอกสารจีน ได้แก่ (1) หลั่งยะสิว หรือหลั่งเกียฉู่ บริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง และ (2) โถโลโปตี หรือทวารวดี บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี
รัฐจามปามีส่วนสำคัญผลักดันกำเนิดรัฐกัมพูชา จึงมีความทรงจำเรื่องนางนาค-พระทอง โดยเชื่อว่าพระทองคือจามหรือวัฒนธรรมจามหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย
(คัดบางส่วนมาจากเรื่อง “จาม” จาก “จามปา” พูดภาษามลายู ดูแลกองเรือรบรัฐอยุธยา ชำนาญการค้าทางทะเลสมุทร เขียนโดยสุจิตต์ วงษ์เทศ เผยแพร่ในมติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564)

ชมงานช่างชิ้นเอก พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม
พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม ตั้งอยู่ที่เมืองดานัง เพื่อจัดแสดงประติมากรรมในศิลปะจามโดยเฉพาะ ที่มาของการก่อตั้งสืบเนื่องจากการสำรวจโบราณสถานจามของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (Ecole Francaise d’ Extrime Orient) ในแหล่งโบราณคดีจามได้ค้นพบประติมากรรมจำนวนมาก ในท้ายที่สุดราวพุทธศตวรรษที่ 25 ได้นำประติมากรรมจามจำนวน 90 ชิ้น มาจัดไว้ที่สวนใกล้กับแม่น้ำฮ่าน (Han River) ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน


ต่อมาในปี พ.ศ.2458 จึงมีการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นโดยสถาปนิกชาวตะวันตก ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ประติมากรรมในศิลปะจามที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่ง
ตัวอย่างประติมากรรมสมัยหมี่เซิน E1 ชิ้นสำคัญ เช่น หน้าบันรูปพระวิษณุจากปราสาทหมี่เซิน E1, พระพิฆเณศจากปราสาทหมี่เซิน E5, ฐานรองรับศิวลึงค์จากปราสาทหมี่เซิน E1, ส่วนงานศิลปกรรมสมัยดงเดือง คือพระพุทธรูปจากปราสาทดงเดือง, ทวารบาลจากปราสาทดงเดือง, ตำราสำริดที่ใหญ่สุดในศิลปะจาม
นอกจากนี้ มีงานประติมากรรมสมัยหมี่เซิน A1 ด้วย อาทิ ฐานประดับนางรำและนักดนตรีจากตราเกียว ส่วนประติมากรรมสมัยบิ่งดิงที่น่าสนใจ เช่น ฐานศิวลึงค์ประดับถันสตรี การประดับประติมากรรมรูปถันสตรีโดยรอบฐานศิวลึงค์เป็นลักษณะที่ไม่เคยพบมาก่อนในศิลปะใด สำหรับในศิลปะจามนั้นปรากฏในศิลปะหมี่เซิน A1 เป็นครั้งแรก และนิยมอย่างมากในสมัยบิ่งดิง มีผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับที่มาของการประดับดังกล่าวไว้ต่างกัน บางกลุ่มเชื่อว่าอาจมาจากพวกชนเผ่าที่อยู่ตามเทือกเขาอันนัม บางท่านเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับตำนานบรรพบุรุษของกษัตริย์อินทรปุระซึ่งมีนามว่า อุโรหะ หรืออุระ คำดังกล่าวแปลว่าพระถัน
(คัดบางส่วนมาจาก ศิลปะเวียดและจาม เขียนโดย ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช สนพ.มติชน, สิงหาคม 2557)
การเมืองและความสัมพันธ์ สยาม-เวียดนาม
คนไทยเรียกอาณาจักรเวียดว่า “ญวน” โดยความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองดินแดนนั้นมีทั้งระหว่างระดับราชสำนักและระดับชาวบ้าน
ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักปรากฏหลักฐานชัดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-23 ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นไปในลักษณะขัดแย้ง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องการมีอำนาจเหนือลาวและเขมร ซึ่งการสงครามระหว่างสองอาณาจักรต่างผลัดกันแพ้และชนะจนกระทั่งอาณาจักรเวียดตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจของทั้งสองฝ่ายจึงสิ้นสุดลง
นอกจากความสัมพันธ์ในลักษณะสงครามแล้ว เชื้อพระวงศ์บางพระองค์ของราชสำนักเวียดเข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารของราชสำนักสยาม คนแรกคือ องเชียงชุน อนุชากษัตริย์เมืองเว้ ได้เข้ามาขอพึ่งบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงธนบุรี และต่อมาคือ องเชียงสือ (เหงียน ฟุก อั้ง) ซึ่งเป็นพระนัดดาขององเชียงชุน ได้หนีกบฏเต็ยเซินมาพึ่งพิงราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใน พ.ศ.2325 ต่อมา องเชียงสือยกกองทัพกลับไปรบกับพวกกบฏที่เวียดนาม และท้ายสุดสถาปนาราชวงศ์เหงียนใน พ.ศ.2345 และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์พระนามว่าพระเจ้าเยียลอง (คนไทยเรียกพระเจ้ายาลอง)
จากหลักฐานเอกสาร พบว่าชาวเวียด หรือชาวญวน อพยพเข้ามาในดินแดนไทยราวสมัยอยุธยา มูลเหตุการอพยพมี 2 ประการ คือ 1.หนีภัยทางการเมืองและศาสนา 2. ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกสงคราม กรณีแรก อาทิ ชาวเวียดที่หนีภัยกบฏเต็ยเซินและชาวเวียดเข้ารีตที่ลี้ภัยเนื่องจากนโยบายต่อต้านคริสต์ศาสนาของกษัตริย์เวียด ส่วนตัวอย่างกรณีที่ 2 เช่น การกวาดต้อนชาวเวียดในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ทรงนำกองทัพไปโจมตีบันทายมาศใน พ.ศ.2314 เป็นต้น
อาจระบุไม่ได้แน่ชัดว่า การอพยพเข้ามาของชาวญวนเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่ปรากฏหลักฐานว่าใน พ.ศ.2091 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองมหานาคขึ้น และกล่าวว่าคลองนี้ผ่านวัดขุนญวน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะมีชาวเวียดเข้ามาตั้งหลักแหล่งแล้ว การตั้งชุมชนคงคล้ายกับในบันทึกของ เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับชุมชนชาวต่างชาติในสยามว่าตั้งเป็นชุมชนนอกตัวเมือง โดยชาวสยามเรียกว่า “บ้าน” แต่ชาวโปรตุเกสเรียกว่า “แคมป์” (ค่าย) ทั้งนี้ แต่ละชาติก็ต้องเลือกหัวหน้าของตนขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างชุมชนและราชสำนักสยาม
สมัยต่อมามีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชาวเวียดในดินแดนไทยเช่นกัน ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อองเชียงชุนเดินทางมายังสยามนั้น ได้พาไพร่พลมาด้วย พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงพระราชทานที่นอกฝั่งพระนครด้านทิศตะวันออกให้ บริเวณนั้นปัจจุบันคือ พาหุรัดจึงมีชื่อเรียกว่า “บ้านญวนพาหุรัด” แต่ในปลายรัชกาล เนื่องด้วยพระเจ้ากรุงธนบุรีพิโรธองเชียงชุน จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตและขับไล่พวกญวนให้ออกไปอยู่นอกพระนคร
ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พวกญวนที่ถูกขับไล่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาตั้งบ้านเรือนในที่เดิมได้และบางส่วนให้ไปอยู่ที่ตำบลบางโพ และเมื่อองเชียงสือได้นำผู้คนเข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภาร ก็โปรดเกล้าฯให้ตั้งบ้านเรือนที่ใต้บ้านต้นสำโรง ตำบลคอกกระบือ ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งสถานทูตโปรตุเกส และต่อมาได้โปรดเกล้าฯให้ไปตั้งบ้านเรือนที่สามเสนด้วย แต่ญวนสามเสนจะต่างจากกลุ่มอื่นคือเป็นญวนที่นับถือคริสต์ศาสนา หลังจากสมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว ชาวเวียดนามยังมีอพยพเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยปัญหาการเมืองและศาสนาภายในอาณาจักรของตนเอง
(คัดบางส่วนมาจาก ศิลปะเวียดและจาม เขียนโดย ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช สนพ.มติชน, สิงหาคม 2557)
ศูนย์ข้อมูลมติชน

MIC INTER TRIP#03 เวียดนามกลาง เว้-ฮอยอัน-ดานัง-หมี่เซิน-บานาฮิลล์
วิทยากร สมฤทธิ์ ลือชัย
ฟังเรื่องราว ประวัติศาสตร์ของ “รัฐจามปา” พร้อมชมงานช่างชิ้นเอกในวัฒนธรรมจาม และประวัติศาสตร์นอกตำราว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเวียด
26-29 พฤษภาคม 2566 ราคา 38,900 บาท
.
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
สำรองที่นั่ง Add LINE โดยคลิก line.me/ti/p/zM-t9v3Y9w
หรือ LINE ID : MatichonMIC
สอบถามรายละเอียด : หญิง โทร 09-2246-4140

