วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร อารามเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ในเมืองนครเขื่อนขันธ์ หรือพระประแดง เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามด้วยฝีมือช่างชั้นสูงสมกับเป็นพุทธสถานยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สร้างโดย กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ หรือวังหน้า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ท่ามกลางศิลปกรรมอันอ่อนช้อย ประณีต ละลานตา มีประติมากรรมชุดหนึ่งในพระวิหารซึ่งดูคล้ายจะ “ไม่เข้ากัน” กับส่วนประกอบอื่นๆ นั่นคือ หุ่นปั้นรูปบุคคลสวมใส่อาภรณ์วิจิตรพิสดาร ทรงชฎายอดแหลม นั่งประนมมืออยู่ที่ฐานทั้งสองด้านของพระพุทธรูปประธาน บางส่วนเป็นบุคคลมีสี่หน้า
ประติมากรรมเหล่านี้เคยสร้างความกังขาให้นักประวัติศาสตร์อย่าง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง กระทั่งต่อมามีพระสงฆ์รูปหนึ่งในวัดให้ข้อมูลว่า หุ่นชุดดังกล่าวคือเทวดาประดับพระเมรุของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ หรือวังหน้าในรัชกาลที่ 3 ปริศนาจึงค่อยกระจ่าง
ในขณะเดียวกัน ก็เกิดการตั้งคำถามถึงหลักฐานและความเป็นไปได้ ชวนให้เปิดปูมประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง

จาก ‘พระองค์ช้าง’ สู่ ‘วังหน้า’
ก่อนอื่น เรื่องราวของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ หรือวังหน้า ผู้มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าอรุโณทัย” เมื่อทรงพระเยาว์เรียกกันว่า “พระองค์ช้าง” ประสูติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2328 เป็นพระเจ้าลูกยาเธอที่ 17 ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อทรงพระเจริญวัยขึ้น รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างวังบนถนนหน้าพระลานเป็นที่ประทับ (ปัจจุบันคือที่ตั้งกรมศิลปากร)
ผลงานสำคัญคือการที่ทรงมีบทบาทในการจัดการปกครอง เปลี่ยนแปลงระเบียบการเก่าบางอย่างสำหรับเมืองนครศรีธรรมราช
ครั้นล่วงมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นแม่กองการก่อภูเขาและปลูกต้นไม้หน้าเขื่อนเพชรชั้นใน และอื่นๆ เมื่อรัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคต ทรงได้รับการสถาปนาเป็นวังหน้า
ข้อมูลในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระเดชพระคุณ พระราชมงคลมุนี อดีตเจ้าอาวาส ระบุถึงประวัติวัดไว้ตอนหนึ่งว่า วัดแห่งนี้สร้างแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ถามว่าเหตุใด กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพจึงทรงรอนแรมมาสถาปนาวัดห่างไกลจากพระนคร ก็ต้องย้อนไปถึงเหตุการณ์ในรัชกาลที่ 2 ซึ่งโปรดให้มีการก่อสร้าง “พระสมุทรเจดีย์” โดยมีกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพกับพระยาราชสงคราม เป็นผู้คิดแบบพระเจดีย์ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว จึงโปรดฯให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาทรงขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3) กับเจ้าพระยาพระคลังเป็นผู้อำนวยการสร้าง
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องทรงเดินทางมายังหัวเมืองแห่งนี้นั่นเอง
กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงประชวรด้วยพระโรคมานน้ำ กระทั่งสวรรคตเมื่อวันอังคาร เดือน 6 ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2375 เสด็จดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรฯ มาได้ 8 ปี มีพระชนมายุได้ 48 พรรษา ปัจจุบันมีการสร้างพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้ภายในวัดไพชยนต์พลเสพย์ฯ
ทว่าเรื่องการนำ “เครื่องประดับพระเมรุ” ดังเช่นเทวดามาไว้ที่วัดแห่งนี้ ยังไม่มีการค้นพบข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร

ขนบโบราณ กับความ ‘ไม่เข้ากัน’ ที่ลงล็อก!
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ผู้เปิดประเด็นเรื่องนี้ มีความเห็นว่า กลุ่มประติมากรรมรูปเทวดาซึ่งมีสีกายต่างๆ รวมถึงพระพรหมซึ่งมีสี่หน้านี้ ตนเคยทราบข้อมูลจากพระสงฆ์รูปหนึ่งในวัดว่าเป็นประติมากรรมที่ใช้สำหรับเป็นเครื่องประดับพระเมรุของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ผู้เป็น “วังหน้า” สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ เนื่องจากพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น
ดังนั้น หลังเสร็จงานพระเมรุจึงอาจมีการนำเครื่องประดับพระเมรุบางส่วนมาเก็บรักษาไว้ที่นี่
อีกทั้งเมื่อพิจารณารูปแบบศิลปกรรม โดยเฉพาะลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องแต่งกายของประติมากรรมก็เก่าแก่ไปถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ อีกทั้ง “ไม่เข้ากัน” กับส่วนประกอบอื่นๆ ในวิหาร รวมถึงโบราณวัตถุสถานในวัด ที่สำคัญคือ ตามขนบโบราณ ไม่เคยมีการสร้างประติมากรรมชุดเทวดาเพื่อประดับบริเวณฐานพระพุทธรูปประธานมาก่อน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการค้นคว้าเอกสารประกอบ อาทิ หมายรับสั่งที่เกี่ยวข้องกับงานพระศพในช่วงเวลานั้น
“เทวดาพวกนี้ มีรูปแบบเก่าไปถึงรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4 ลักษณะโดยรวมไม่เข้ากันกับสิ่งอื่นๆ ในวิหารเลย เชื่อว่าน่าจะถูกนำมาจากที่อื่น ตามขนบโบราณก็ไม่เคยพบว่ามีการสร้างเทวดามาวางไว้ที่ฐานพระประธาน ข้อมูลที่เคยทราบมาว่า เป็นเทวดาประดับพระเมรุของวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีความเป็นไปได้ เพราะท่านเป็นผู้สร้างวัด ถ้าจะให้มีความแน่ชัดต้องค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากหมายรับสั่งในช่วงงานพระเมรุ” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว

พระสงฆ์ลึกลับ ผู้กำปริศนา
อีกหนึ่งกุญแจสำคัญของประเด็นนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้บอกข้อมูลอันจุดประกายให้ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ซึ่งก็คือพระสงฆ์รูปหนึ่งในวัด ทว่าไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามแน่ชัด กลายเป็นบุคคลปริศนา จึงน่าเสียดายที่ไม่สามารถสอบถามที่มาที่ไปของคำบอกเล่าดังกล่าวได้
พระนนทชัย ชยานันโท พระลูกวัดซึ่งรับหน้าที่ดูแลและนำชมโบราณสถานในวัดไพชยนต์ฯ เล่าว่า โดยปกติ วิหารแห่งนี้จะถูกปิดไว้ตลอด เว้นแต่มีงานหรือมีผู้เดินทางมาทัศนศึกษา หรือมีผู้ขอเข้าเยี่ยมชม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการ สำหรับพระสงฆ์ที่ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวว่าเป็นผู้ให้ข้อมูลว่าเทวดาเป็นเครื่องประดับพระเมรุนั้น เข้าใจว่าเป็นรูปที่พำนักอยู่ต่างประเทศในขณะนี้ เดิมเป็นผู้ดูแลนำชมมาโดยตลอด ส่วนตนเพิ่งมารับหน้าที่แทนราว 1 เดือนมานี้ จึงไม่ทราบข้อมูลมากนัก แม้จะเป็นชาวบ้านในย่านนี้โดยกำเนิด

เจ้าอาวาสเผย ตั้งอยู่ในวิหารไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษ ขอผู้รู้ช่วยค้นคว้า
ด้าน พระครูสิริธรรมธาดา อายุ 67 ปี เจ้าอาวาส ระบุว่า ท่านบวชที่วัดแห่งนี้มานานถึง 45 พรรษา ได้เห็นประติมากรรมชุดดังกล่าวมาตั้งแต่แรก โดยตั้งอยู่อย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้าย อย่างไรก็ตาม ไม่เคยได้ยินเรื่องเครื่องประดับพระเมรุวังหน้ามาก่อน จึงอยากให้ผู้รู้ค้นคว้าเอกสารเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน หากเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง จะได้ใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติวัดต่อไป
“อาตมาเห็นประติมากรรมชุดนี้มานานกว่า 45 ปีที่บวชอีก เพราะเป็นชาวบางพึ่ง เกิด โต และเรียนหนังสือที่นี่ แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องที่ว่ารูปปั้นเทวดาเป็นเครื่องประดับพระเมรุมาก่อน ถ้ามีคนค้นคว้าเอกสารให้ชัดเจน ก็เป็นเรื่องที่ดี จะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติวัด นอกจากนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณวัตถุอื่นๆ ในวัดเพิ่มเติมด้วย เช่น เรื่องบุษบกพระพุทธสิหิงค์”
นี่อาจเป็นเพียงประเด็นเล็กๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือพลิกหน้าประวัติศาสตร์ แต่มีความสำคัญต่อผู้คน ชุมชนและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ชวนให้สืบค้นเป็นอย่างยิ่ง




