อาศรมมิวสิก : น้องวุฒิตีสุดใจ ชีวิตต้องสู้ ดนตรีสร้างชีวิตและให้ชีวิต
น้องวุฒิ ชื่อจริงคือ นายณัฐวุฒิ กีรติชัยพันธ์ เป็นดาวน์ซินโดรม บกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งครอบครัวมีประสบการณ์ผ่านชีวิตที่ควรศึกษา น่าจะนำเรื่องราวมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และการดำเนินชีวิต เมื่อเป็นผู้ถูกกระทำจากสังคมและบริบทของสิ่งแวดล้อม เส้นทางชีวิตที่ต้องต่อสู้เพื่อหาพื้นที่ยืนในสังคม เริ่มจากการก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาในโรงเรียน เมื่อครูพบว่าน้องวุฒิมีความถนัดเรื่องดนตรี พ่อแม่ก็ต้องหาครูหาโรงเรียนดนตรีเพื่อว่าน้องวุฒิจะได้ใช้ดนตรีนำไปพัฒนาชีวิต แต่ก็ถูกปฏิเสธจากผู้บริหารโรงเรียน ต้องเรียกร้องพึ่งต่อศาลปกครอง เพื่อขอสิทธิการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2566 (13.00-14.00 น.) น้องวุฒิได้เปิดการแสดงดนตรีเพื่อจบชั้นปีที่ 4 จากวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แม้การเรียนดนตรีในช่วงปี พ.ศ.2562-2566 เป็นช่วงที่มีโรคระบาดโควิด แต่น้องวุฒิและครอบครัวก็ไม่ย่อท้อ เสาร์-อาทิตย์ก็ออกไปแสดงดนตรีเปิดหมวกในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่ใจบุญทั้งหลาย กระทั่งน้องวุฒิมีความชำนาญการเล่นดนตรีในพื้นที่สาธารณะและน้องวุฒินั้นชอบเล่นดนตรีมาก โดยมีผู้คนบริจาคเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิต
ย้อนกลับไปดูอดีตของน้องวุฒิ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมดนตรี (พ.ศ.2559-2561 ได้คะแนนเฉลี่ย 2.80) ตามเกณฑ์แล้วมีสิทธิที่จะเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้ เข้าสอบสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2562 เพื่อจะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรี คณะกรรมการสัมภาษณ์ได้อนุญาตให้พ่อแม่เข้าร่วมฟังด้วย กรรมการทั้ง 3 ท่าน ได้แจ้งในวันสัมภาษณ์ด้วยวาจาว่า “สอบผ่าน” ต่อมาอีก 3 วัน ได้รับแจ้งใหม่ว่า น้องวุฒิสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน เพราะผู้บริหารระดับสูงไม่ให้ผ่าน
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 พ่อแม่น้องวุฒิได้ทำหนังสือเพื่อขอคำชี้แจงและได้เข้าพบกับผู้บริหารระดับสูง ก็ได้คุยกัน 3 ชั่วโมง ผู้บริหารได้ให้เหตุผล 3 ข้อด้วยกันที่ไม่รับน้องวุฒิเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี
“ข้อแรก กลัวรุ่นพี่ที่จบจากสถาบันเดียวกันจะมาต่อว่าได้ ว่ารับคนอย่างน้องวุฒิเข้าเรียนได้อย่างไร และถ้าเข้าเรียนจะให้ใบประกาศนียบัตรได้อย่างไร เหมือนใบประกาศนียบัตรไม่มีค่า ข้อที่สอง กลัวว่าครูที่สอนน้องวุฒิจะไม่มีเวลากลับบ้านไปพบหน้าลูกหน้าเมีย เพราะต้องทุ่มเทใช้เวลาสอนน้องวุฒิ ข้อที่สาม ไม่มีหลักสูตรดนตรีสำหรับคนพิการ ถ้าจะเรียนดนตรีก็สามารถเรียนวิชาดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป สถาบันจะไม่ออกใบรับรองคุณวุฒิให้”
จากเหตุผลทั้ง 3 ข้อ ทำให้พ่อแม่น้องวุฒิต้องจดจำไปชั่วชีวิตและรู้สึกว่ามันเจ็บปวดกับคำตอบที่ได้รับจากผู้บริหารสถาบันการศึกษาชั้นสูง ซึ่งผู้บริหารระดับสูงยังได้แนะนำน้องวุฒิว่าไม่ต้องเรียนและยังได้บอกว่า เพื่อนของตนที่จบมาได้ใบปริญญา ยังไม่มีงานทำเลย
วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2562 พ่อแม่น้องวุฒิได้ไปยื่นจดหมายเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่องสถาบันการศึกษาไม่รับเข้าเรียนดนตรี ทั้งๆ ที่ได้เรียนจบหลักสูตรมัธยมดนตรีจากสถาบันเดียวกันมาแล้ว
วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2562 คุณแม่น้องวุฒิ (ภรณี เช้าเจริญประกิจ) เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ได้ยื่นฟ้องผู้บริหารสถานศึกษาต่อศาลปกครองที่ปฏิเสธน้องวุฒิเรื่องการเข้าศึกษาต่อวิชาดนตรี
“ขณะนี้ศาลได้ส่งหมายแจ้งกำหนดให้วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2566 เป็นวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ต่อไปศาลก็จะกำหนดวันนัดนั่งพิจารณาและวันนัดฟังคำพิพากษาต่อไป” ซึ่งเป็นข้อสรุปจากทนายความผู้ดูแลช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรม คดีของน้องวุฒิ
ก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะเป็นคดีประวัติศาสตร์ของเด็กพิการ (ดาวน์ซินโดรม) ที่ต่อสู้เพื่อใช้สิทธิในการเข้าเรียนดนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แม้ว่าน้องวุฒิเองจะไม่ได้ประโยชน์จากคดีนี้โดยตรง แต่คดีนี้จะเป็นประโยชน์แก่เด็กพิการคนอื่นๆ และจะเป็นบรรทัดฐานของการปฏิบัติต่อเด็กพิการในอนาคต
มาตรา 27 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคลฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุคนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม”
มาตรา 71 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
“รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง รวมตลอดทั้งส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
รัฐพึงส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น
รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว…”
น้องวุฒิชอบตีกลอง เคยร่วมงานกับ “เป๊ก ผลิตโชค” พ่อแม่น้องวุฒิได้ให้น้องวุฒิเรียนดนตรีและแสดงดนตรี เพราะดนตรีให้ชีวิตกับน้องวุฒิ การเล่นดนตรีวิธีเปิดหมวกในพื้นที่ศูนย์การค้า ซึ่งมีนักดนตรีและพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งเป็นครอบครัวของเด็กพิการคอยติดตามและเฝ้าดูศึกษากรณีของน้องวุฒิ เพราะเป็นวิถีที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในสังคมท่ามกลางผู้คนที่เห็นแก่ตัว ต่อสู้กับการดูถูกหยามเหยียดด้อยค่าคนพิการ ชีวิตของน้องวุฒิจึงเป็นต้นแบบและเป็นตำราที่น่าบันทึกไว้ศึกษา
พ่อของน้องวุฒิกล่าวว่า เมื่อได้พบกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาแล้ว ได้รับการปฏิเสธที่ไม่มีเยื่อใยและเจ็บปวด จึงได้ไปสมัครเรียนดนตรีที่วิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อสอบได้เข้าไปเรียนต่อ ส่วนตัวของน้องวุฒินั้นอยากเรียนต่อที่เดิมมากกว่า เพราะมีเพื่อน มีความคุ้นเคยกับอาจารย์ที่สอน และมีความคุ้นเคยกับอาคารสถานที่ ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กพิการที่จะต้องอยู่กับบริบทที่คุ้นเคย

การฟ้องร้องศาลปกครองเพื่อเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้องใช้เวลา แต่ชีวิตของน้องวุฒิจะเป็นต้นแบบให้ผู้พิการคนอื่นๆ ได้ศึกษา ครอบครัวน้องวุฒิจึงไม่ได้รอคำตัดสิน เพราะน้องวุฒิต้องเผชิญชีวิตและต้องดำเนินชีวิตต่อไป ต้องต่อสู้กับเหตุการณ์ในสังคมทุกวัน จึงไม่รอผลการพิสูจน์อะไรในเรื่องอดีต ชีวิตต้องสู้อยู่กับปัจจุบันและอยู่เพื่ออนาคต เกิดมาเป็นคนต้องอดทนให้ได้ อย่าให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่งมาดูถูก ด้อยค่า หยามเหยียด แล้วต้องหยุดความเจริญหรือหยุดความก้าวหน้าของชีวิต
วันนี้ น้องวุฒิมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จสูงแล้ว ได้เรียนดนตรีที่ชอบ ดนตรีที่เรียนได้ช่วยชีวิตให้มีคุณค่า มีรายได้ ชีวิตน้องวุฒิมีความสุข มีพัฒนาการโดยอาศัยการตีกลอง น้องวุฒิมีความรับผิดชอบต่องาน พอเสร็จงานวันนี้ ก็จะถามว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปจะไปเล่นที่ไหน น้องวุฒิสร้างโอกาสให้ชีวิตด้วยการตีกลอง สร้างพื้นที่ของชีวิต มีชีวิตที่ต้องสู้และอยู่อย่างมีความสุข ดนตรีสร้างชีวิตและดนตรีได้ให้ชีวิตแก่น้องวุฒิ
ชีวิตน้องวุฒิเป็นต้นแบบของครอบครัวของเด็กพิการ พ่อแม่ต้องลาออกจากงาน พ่อต้องมาขับรถส่งน้องวุฒิให้ไปเรียนดนตรีตีกลอง แม่ต้องออกจากงานหันมาศึกษาหาโอกาสให้น้องวุฒิ ทั้งครอบครัวถูกทำร้ายจิตใจจากสังคม วันนี้ทุกคนในครอบครัวได้ผ่านชีวิตที่รันทดไปแล้ว เหลือแต่จะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ขมขื่นแบบหนังชีวิตให้แก่คนอื่นอย่างไร ครอบครัวน้องวุฒิต้องทำงานหนัก สู้โดยไม่ย่อท้อ จึงทำได้สำเร็จ
วันนี้น้องวุฒิมีเพื่อนมาก ทั้งผู้พิการและผู้ที่มีชีวิตสมบูรณ์ คอยช่วยเหลือได้ร่วมเล่นดนตรี ซึ่งน้องวุฒิได้สร้างพื้นที่ใหม่ มีเวทีดนตรีใหม่ สร้างงานและสร้างอาชีพดนตรีที่มีรายได้ เป็นอาชีพที่มีเกียรติเชื่อถือได้ น้องวุฒิกลายเป็นสมบัติที่ล้ำค่าและเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ เป็นความภูมิใจสำหรับคนที่พบเห็นและติดตาม ชีวิตของน้องวุฒิและครอบครัวเป็นหนังสือเล่มงาม เป็นต้นแบบให้ครอบครัวเด็กพิการได้เรียนรู้การดำรงชีวิต
ใบปริญญามีความหมายน้อยลง แต่การเรียนรู้เพื่ออยู่ให้รอดมีความสำคัญกว่า การมีอาชีพ การเอาตัวรอด การมีรายได้ เป็นวิชาที่สำคัญที่สุดของชีวิต สังคมและผู้คนที่มีการศึกษาดูถูกเหยียดหยามครอบครัวน้องวุฒิ ทำให้ทุกคนในครอบครัวน้องวุฒิมุ่งมั่นต่อสู้และต้องฝ่าฟัน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก ส่วนผู้บริหารการศึกษาผู้ผลักไสและปฏิเสธคนพิการอย่างน้องวุฒิ ทำให้ชีวิตน้องวุฒิออกไปต่อสู้ข้างถนน แม้จะบอบช้ำถูกซ้ำเติม แต่ก็สร้างให้น้องวุฒิและครอบครัวมีความเข้มแข็งและอดทน ฝ่าฟันอุปสรรคจนสำเร็จ
ชีวิตของน้องวุฒิได้ใช้ดนตรีสร้างชีวิตและดนตรีได้ให้ชีวิตแก่น้องวุฒิ เป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง อุปสรรคที่ดูเหมือนจะยาก ก็เป็นเพียงบททดสอบเท่านั้น อุปสรรคที่แท้จริงของชีวิตก็คือ การดำรงอยู่และการเอาตัวรอดให้ได้

