เริงโลกด้วยจิตรื่น : ชีวิตที่‘เข้าท่า’

30.04.23 | 12:33 น.

เริงโลกด้วยจิตรื่น : ชีวิตที่‘เข้าท่า’

ตามประสาโลกยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่จะมี “กลุ่มไลน์”

ตั้งมาเพื่อรวมเพื่อนบ้าง ประสานการทำงานบ้าง หรืออะไรอีกหลายๆ บ้างตามแต่อยากให้ร่วมเพื่ออะไร

วันหนึ่งคนส่งคลิป “มวยชิงแชมป์โลก” มาให้ โดยเชียร์ให้เปิดดูว่า “เป็นคนจีนคนแรกที่ได้แชมป์รุ่นเฮฟวีเวท”

เป็นรุ่นยักษ์ ระหว่าง “นักมวยจีน” กับ “นักมวยผิวสี”

Advertisement

อาจเพราะรู้อยู่แล้วตามคำที่เชียร์ให้เปิดดู ตามประสาเข้าข้างผู้ชนะไว้ก่อน หรือครั้งแรกของคนเชียร์ด้วยกัน พอเปิดดูปุ๊บเชียร์นักชกจีนปั๊บ ลุ้นให้เขาเล่นงานคู่ต่อสู้ให้อยู่หมัด

สนุกครับ ดูและเชียร์ฝ่ายหนึ่งให้เล่นงานอีกฝ่าย

ดูไปได้สองยก จู่ๆ ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ถ้าดูแบบไม่เชียร์ใคร ดูแบบเห็นเฉยๆ ดูแค่ให้รู้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายสู้กันอย่างไร ไม่ไปอยากให้ใครแพ้ ให้ใครชนะ” จะเป็นอย่างไร

สรุปคือ เกิดความ “ไม่สนุก” ขึ้นมาทันที จนแปลกใจว่าทั้งที่ชีวิตไม่ได้มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับนักมวยทั้ง 2 คน ไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ แต่มีเพื่อนส่งคลิปมาชวนให้ดู ทำไมไปสนุกกับการที่ต้องเชียร์ ต้องเลือกเข้าข้างใครสักคน ถึงจะ “สนุก” ได้

นึกถึงความสุขที่ต้องขึ้นกับการเสพอะไรสักอย่าง ความสุขที่เกิดจากการเป็นผู้ชนะ ไม่ชนะเอง ก็เอาชัยชนะของคนที่เชียร์มาเป็นความสุข

ความคิดขยายออกไปเห็นว่าชีวิตของคนเราก็เป็นอย่างนี้ทุกเรื่อง มีเรื่องราว หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาสู่ความรับรู้ จะต้องเริ่มที่เลือกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วเข้าข้าง อยากให้เป็น หรือเข้าข้างที่ชอบ

ในความรู้สึก นึก คิดเพื่อเสพความชอบนั้น สมอยากก็มีความสุข ผิดหวังก็หงุดหงิดรำคาญ

นึกอย่างเข้าใจว่า “ปุถุชน” ก็เป็นแบบนั้น เป็นธรรมดาของชีวิตที่ดำเนินอยู่ในโลก

นึกไปนึกมาก็สรุปว่า หากไม่เข้าข้างใคร ก็ไม่รู้จะดูไปทำไม ดูอย่างต้องลุ้นไม่ดูเสียดีกว่า

แต่ก็อีกใจคิดว่าไหนๆ ดูแล้ว ก็ดูต่อ อยากจะรู้ว่าหากทนอยู่กับการดูโดยไม่ต้องเชียร์ฝ่ายไหน ดูเฉยๆ มาชกต่อยกันอย่างไร จนไปเรื่อยๆ แล้วจะเป็นอย่างไร

ดูเฉยๆ โดยเปิดการตื่นรู้ในการชกของ 2 ทั้งฝ่าย โดยไม่ไปอยากให้ใครชนะ ให้ใครเหนือกว่าใครไปสักพัก เกิดความรู้สึกว่า “เข้าท่าอยู่”

ไม่ต้องรู้สึกว่าดีใจเมื่อเป็นอย่างไร หรือหงุดหงิดเมื่อไม่เป็นอย่างกับอะไร เห็นทุกหมัด หรือการถูกหมัดของทั้ง 2 ฝ่ายไปตามเรื่องที่ควรจะเป็น

สัมผัสได้ถึงความรู้ว่าที่โดนเข้าอย่างนั้น เพราะเป็นมาอย่างนี้

ที่จมูกแตก ตาปิดเพราะโดนหมัดเข้าเต็มๆ หลายหมัด

มันต้องเป็นอย่างนั้น

หลังจากจบแมตช์ เกิดความรู้ขึ้นมาว่าทุกเรื่องราวในโลกก็เป็นอย่างนี้

เมื่อมีอะไรเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ แล้วเราวางใจว่าไม่ได้อยากหรือไม่อยากให้สิ่งนั้นเป็นอย่างไร ไม่เป็นอย่างไร ไม่ไปลุ้นไปเชียร์ตามความอยากอะไร

เป็นอย่างไรก็แค่เห็นว่าเป็นอย่างนั้น เพราะมีเหตุให้เป็น

ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุ

เราไม่ต้องไปสุข ไปทุกข์กับอะไร

จริงอยู่ที่จะเป็นชีวิตที่น่าเบื่อแน่ๆ สำหรับคนเราที่ปรารถนาความสุขจากการเสพ การสัมผัส สัมพันธ์ นั่นเป็นความเคยชินของชีวิต

แต่หากสร้างความเคยชินใหม่ว่า “ชีวิตไม่ต้องสุขต้องทุกข์ ก็สบายดี” ขึ้นมาได้

ก็น่าจะ “เข้าท่า” อยู่