เมื่อความจนเฆี่ยนตีผม (วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์), สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น (หนุ่มเมืองจันท์), ก้าวใหญ่ๆ ใช้ใจเริ่ม (กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร), วิ่งได้ ไม่ใช่แค่ได้วิ่ง (ครูดิน), ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว (ธนินท์ เจียรวนนท์)
เหล่านี้คือรายชื่อส่วนหนึ่งของหนังสือที่จะเป็นเหมือนเสียงกระซิบส่งต่อความหวัง ให้กำลังใจผู้คนตัวเล็ก แผ่ขยายลงไปในชุมชน 60 แห่งทั่วทุกภูมิภาค ภายใต้โครงการ
“ไทยประกันชีวิต Read For Life ส่งมอบความรู้สู่ชุมชน” ที่บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับมติชน เป็นหนที่ 2
หลังเฟสแรก เดินหน้าบริจาคหนังสือให้กับโรงเรียน 80 แห่งทั่วประเทศ ในโอกาสครบรอบ 80 ปี เสียงตอบรับกลับมายินดีล้นหลาม ครั้งนี้จึงคัดสรรหนังสือ 39 ปก ทั้งฮอตครองใจนักอ่าน ทั้งขายดีเทน้ำเทท่าในงานสัปดาห์หนังสือ เรียกว่าจัดเต็มครบทุกแนว แต่ขอเน้นหนักไปที่การสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้ผู้คนในศตวรรษนี้ได้เปิดรับแนวคิด ไม่ว่าจะ Ten Lesson บทเรียนเพื่อโลกหลังการระบาด (แปลโดย วิภัชภาค), ปีศาจ (เสนีย์ เสาวพงศ์) ไปจนถึงหนังสือเล่มที่ได้รับรางวัลอย่าง วินาทีไร้น้ำหนัก (วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ) รางวัลชมเชย ประเภทนวนิยาย จากรางวัลหนังสือดีเด่นประจำปี 2565 รวมทั้ง คนจรดาบ (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) ที่คว้ารางวัลชมเชย ประเภทนวนิยาย ปี 2566 จาก สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ก็อยู่ในลิสต์นี้ด้วย
ยังไม่รวม 1 ปีเต็ม ที่นิตยสารศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน จะส่งต่อห้องสมุดชุมชนและห้องสมุดโรงพยาบาลทั้ง 60 แห่ง มุ่งหวังให้เกิดการ ‘ยกระดับคุณภาพชีวิตคน’ ผ่านการอ่าน อันเป็นหนึ่งในพลังทางอ้อมที่จะช่วยผลักดันประเทศไทย


‘โลกหมุนเร็ว’ ความท้าทายแห่งยุค
“จากที่เราสังเกต โรงเรียนที่คัดเลือกต่างพึงพอใจ เพราะไปช่วยให้คนในชุมชนและเด็กนักเรียนได้มีหนังสืออ่าน เราอยากให้ทุกคนมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ใช้
ชีวิตอย่างมีคุณค่า ด้วยความรัก รอบนี้
จึงยังเกาะธีมเดิม เน้นเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจ”
ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มสื่อสารองค์กร บมจ.ไทยประกันชีวิต ย้อนเล่าที่มาของโครงการ มองความท้าทายของการใช้ชีวิตในยุคนี้คือการเดินไปกับโลกที่หมุนเร็ว จนอาจลืมคุณค่าและความหมายของบางอย่าง
“ปัจจุบันนี้มีการหมุนเปลี่ยนของโลกค่อนข้างรวดเร็ว ทุกอย่างสามารถหาได้จากมือถือ จากอินเตอร์เน็ต จนอาจจะทำให้คนเดินไปกับโลกที่รวดเร็วเกินไป ความท้าทายคือการที่เราได้ใช้เวลาศึกษา
หาข้อมูลต่างๆ”
“แวะไปร้านหนังสือมติชนมา ทำหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เยอะมาก ปัจจุบันนี้เด็กเจนใหม่ค่อนข้างสนใจแนวประวัติศาสตร์ ดูรูปแบบการเขียน สไตล์รูปเล่มแล้วน่าสนใจ ทำให้คนอยากจะลองอ่าน”
ฐิติมามองสวนทางกับความคิดที่ว่าหนังสือกำลังจะตาย เพราะเห็นเทรนด์ว่า ‘ยังมา’ จากงานสัปดาห์หนังสือที่วัยรุ่นสมัยนี้เปิดรับมากขึ้น
หนังสือเล่มที่มีหลักการอ้างอิง จึงยังสำคัญในโลกที่คลิกหาอ่านคอนเทนต์ได้ในไม่กี่พริบตา
“จริงๆ เราก็ไม่ได้หวังอะไร นอกจากการสร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากจะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน ถ้าไม่เริ่ม 1 จะไม่เกิด 2 3 4 ถ้าเราอ่านเจอในสิ่งที่ชอบ เจอมุมมองที่ผู้เขียนจุดประกายอะไรเราบางอย่าง หนังสือเพียงเล่มแรกมันจะต่อไปเล่มอื่นๆ ได้อีกเยอะ ฟีลมันต่างกันนะ เวลาเราอ่านคอนเทนต์บนมือถืออินเตอร์เน็ตเต็มที่เขาก็ให้เราอ่าน 2 อ่าน A4 มันจะไม่ลึกเท่าหนังสือ พอดแคสต์ก็ย่อเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราได้ถ้าเราอ่านหนังสือจริงมันจะลึกกว่า มีเวลาซึมซับ”

สะสมต้นทุนชีวิต ใช้ให้มีค่า
ฐิติมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สัมผัสจากการหยิบจับหนังสือ คือทุกครั้งที่อ่านจะได้คิดได้เกร็ดบางอย่าง ที่สุดท้ายเอามาประยุกต์ใช้กับชีวิต
“ทุกเล่มที่เลือกอ่านจะทิ้งอะไรบางอย่างให้เรา เหมือนเก็บต้นทุนไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ได้พลิกชีวิต แต่เปลี่ยนความคิดชั่วขณะ”
‘ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และเห็นความสำคัญของความรัก’ คือหัวใจที่แบรนด์อยากส่งต่อให้กับสังคม
“เราเชื่อว่าความรักเป็นพื้นฐานที่ขับเคลื่อนทุกๆ อย่าง เหมือนอย่างที่คุณ ไชย ไชยวรรณ (CEO) เคยให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้งว่า คนเราจะซื้อประกัน เราซื้อให้คนอื่นมันเหมือนซื้อกระดาษแผ่นหนึ่ง เราซื้อด้วยความรักเพราะเราห่วงคนอื่น สิ่งที่ไทยประกันอยากส่งต่อคือเรื่องของการทำให้คนเห็นคุณค่าของตัวเองและคนที่รัก และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า” ฐิติมาเปิดใจ
นอกจากหนังสือที่จะช่วยส่งเสริมปัญญา ยังมีส่วนช่วยชีวิตคน
“ถ้าไม่ใช่หนังสือ เราทำหลายมิติมาก บริจาคเลือดคู่กับสภา กาชาดไทย รณรงค์บริจาคเพื่อช่วยเหลือการผ่าตัดหัวใจเด็กที่พิการมาแต่กำเนิด รวมถึงช่วยภัยพิบัติต่างๆ เราจะโฟกัสที่การช่วยเหลือคน เพราะหัวใจของธุรกิจเราคือการประกันชีวิต ดูแลชีวิตคุ้มครองคน”
หนังสือที่จะถูกส่งต่อไปยัง 60 ชุมชน จึงไม่ใช่แค่หนังสือ แต่คือจุดเริ่มต้นปลุกสังคมให้เห็นคุณค่าของลมหายใจ
อ่านเพื่อขยายหัวใจ
ในโมงยามที่เร่งรีบ สำหรับ วราภรณ์ ลีกุลนิมิต ผู้อำนวยการสายงาน สายงานกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บมจ.ไทยประกันชีวิต ขอเลือกคัลเจอร์ที่ค่อนข้างคลาสสิก ด้วยการสร้างความอิ่มเอมจากหนังสือ อ่านเพื่อซึมซับอรรถรสจากกระดาษ อ่านเพื่อจับความคิดของผู้เขียน หาสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร
“ทุกวันนี้บางทีถ้าได้กลับมาดื่มด่ำ มีที่สงบๆ อ่านหนังสือ ก็จะได้ไอเดียส่งต่อเด็กรุ่นใหม่ๆ หรือบางทีไปพักผ่อน นอนนิ่งๆ อ่านหนังสือทั้งวัน ก็อยากมีฟีลนั้นเหมือนกัน”
“เด็กก็อาจจะเลือกอ่านหนังสือที่เขาชอบและสนใจ แต่สิ่งที่เขาอ่าน เขาได้ประโยชน์ที่เราไม่รู้ แล้วเขามาแชร์ให้เราฟัง ว่าเขาได้เรียนรู้จากคนคนนี้นะ หรือฟังพอดแคสต์ประวัติศาสตร์ ฟังจนเขาอยากไปอ่านประวัติศาสตร์ แล้วแต่ว่าเริ่มจากที่ไหนแล้วไปต่อยอดเป็นอะไร
หรือแม้แต่การนั่งดูแคสต์เกม ปรากฏว่าสิ่งที่เขาได้กลับมา คือคำศัพท์ภาษาอังกฤษมีคลังคำใหม่ๆ โดยที่ไม่รู้ตัว”
วราภรณ์คือหนึ่งในผู้บริหารคน ที่ได้กลยุทธ์จากการอ่านสามก๊ก
“พูดตามจริง แต่ก่อนเปิดหนังสืออ่านไม่กี่หน้าก็หลับแล้ว แต่หลังจากโควิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะฟังพอดแคสต์ โห ทำไมเขารู้เรื่องนั้น เรื่องนี้เยอะ แล้วเราอยากรู้บ้าง อยากติดตามสิ่งที่เขาเล่า ก็จะไปตามหาหนังสือ ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกในชีวิตที่สามารถอ่านหนังสือได้ 8 เล่ม และอ่านทุกหน้า เป็นคนอ่านหนังสือช้า เวลาอ่านจะอ่านทุกบรรทัด ทุกคำไม่เว้น
ได้เรียนรู้เรื่องของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตส่วนตัวเพื่อทำให้สุขภาพดีขึ้น ในเชิงจิตวิทยา เพื่อเข้าใจคนอื่น เข้าใจผู้คนในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสังคม ว่าถ้าเราไปสวมหมวกเขา เราจะรู้ว่าทำไมเขาถึงมีพฤติกรรมแบบนี้ มันทำให้เราเข้าใจคนยิ่งขึ้น ความขัดแย้งก็จะน้อยลงในความรู้สึกเรา”
“รู้สึกว่าเรานิ่งและฟังมากขึ้น ได้รู้มุมมองของคนอื่น”
เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่ผู้บริหารท่านนี้ได้สัมผัส และเชื่ออย่างยิ่งว่า ถ้าหนังสือเหล่านี้ลงไปสู่ชุมชนจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันของคนในสังคม มองคนที่เห็นต่างได้อย่างเข้าใจมากขึ้น
“สิ่งสำคัญคือมันทำให้เราเข้าใจคนอื่น ลดความขัดแย้งได้ดีมาก ตัวเราเริ่มก่อน ถ้าเราเริ่มรู้สึกไม่ดี ธงแดงต้องเกิดขึ้นกับเราก่อนแล้ว แล้วเราจะรู้ว่าเขาเป็นอย่างนี้เพราะอย่างนี้ เราจะหาคำตอบด้วยตัวเองก่อน การอ่านสำหรับเราทำให้เกิดการขยายขอบเขตไปเรื่อยๆ อยากรู้เรื่องอะไรก็ต่อยอดไป ทั้งแนวปรัชญา การใช้ชีวิต”
ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่คือกระแสและ ‘แรงผลัก’
ทำไมต้องเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์มติชน?
วราภรณ์ตอบอย่างมั่นใจว่า ด้วยชื่อเสียงของมติชนด้วยส่วนหนึ่ง ผู้เขียนหนังสือแต่ละเล่มก็ค่อนข้างเป็นที่รู้จักของนักอ่าน อย่าง หนุ่มเมืองจันท์ ที่ทุกวันนี้น่าจะอินสไปร์เด็กรุ่นใหม่หลายๆ คน
“บางทีความรู้ หรือแรงบันดาลใจในห้องเรียนอาจจะไม่เพียงพอ ปีนี้เลยค่อนข้างวาไรตี้ นอกจากแนวสร้างแรงบันดาลใจ ยังมีวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ทำให้เขามีความรู้หลากหลายขึ้น คนรุ่นใหม่ ผู้ปกครอง หรือครู ก็สนใจและอ่านได้ เราพยายามขยายเป้าหมายจากโรงเรียนไปโรงพยาบาล มีปกิณกะเรื่องสุขภาพบ้าง และอาจจะเป็นแหล่งชุมชนที่คนต้องการอ่านหาความรู้ โอเพ่นขึ้น”
ไม่ใช่แค่เน้นส่งมอบ แต่ถึงขั้นส่งผู้บริหารในพื้นที่ไปเซอร์เวย์ สอบถามผู้รับว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ ซึ่งครั้งนี้เสียงตอบรับหลากหลาย มีตั้งแต่โรงเรียนประถม มัธยม อาชีวะ หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาล แหล่งเรียนรู้ของชุมชน อบต. จึงไม่ลืมเพิ่มเนื้อหาให้ครอบคลุมความสนใจ
“หนังสือที่เรามอบให้ มีนิตยสารทั้งมติชนรายสัปดาห์ และเทคโนโลยีชาวบ้าน ตรงนี้เป็นความรู้ปัจจุบันทันด่วน ซึ่งเขาสามารถเรียนรู้ได้ หรือแม้กระทั่งเกี่ยวกับเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน เราก็มีให้
1 ปีเต็ม เพื่อให้เขาต่อยอดสร้างอาชีพ”
สำหรับคนในเมืองใหญ่ วราภรณ์อยากชักชวนให้ลองวางมือถือสักพักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่
“วันนึงเราเดินทางด้วยรถไฟฟ้า แล้วเราหยิบหนังสือมาอ่านเรื่อยๆ คนที่เห็นเรา เขาก็อาจจะคิดแล้วว่าทำไมคนนี้ถึงอ่านหนังสือ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่ยกโทรศัพท์ ความรู้หาได้หลายแบบ แต่ความฟินในการถือหนังสือเล่มนึงมันมีนะ สำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือ”
“ขอแค่ให้ได้หยิบเถอะ มีสักคนหนึ่ง เพื่อนหยิบ อีกคนมาหยิบตาม เดี๋ยวก็จะเกิดกระแสเอง” วราภรณ์ตอบด้วยความเชื่อมั่น
ว่าการเปิดโอกาสให้ได้หยิบอ่าน จะเป็นก้าวแรกของการกระตุ้นให้เกิดซอฟต์เพาเวอร์ ผลักดันสังคมในทางอ้อม
อธิษฐาน จันทร์กลม

