ตื๊ดหูก่อนเข้าคูหา 6เพลง 6พรรค ผ่าตัวโน้ต เพลงหาเสียง อะไรซ่อนในท่อนฮุก?

5.05.23 | 13:10 น.

ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่กำลังจะถึงนี้ ทุกพรรคการเมืองต่างงัดไม้เด็ด ไม้ว่าจะเป็นนโยบายหรือยุทธศาสตร์ของพรรคตัวเอง และขึ้นประชันฝีปากพร้อมโชว์วิสัยทัศน์กันอย่างดุเดือดในเวทีดีเบตที่จัดขึ้นทั่วประเทศไทย รวมไปถึงการลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดต่างๆ ซึ่งไพ่ใบสำคัญในการลงพื้นที่หรือขึ้นรถแห่คงจะหนีไม่พ้นเพลงที่ใช้ในการเปิดระหว่างการหาเสียง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงทำให้ผู้คนจดจำชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรค นโยบาย และหมายเลขในการเลือกตั้งได้ การเลือกแนวดนตรี แต่งเนื้อร้องให้ติดหู และสอดแทรกชื่อพรรคและผู้สมัครลงไปได้นั้นมีส่วนสำคัญกับแต่ละพรรคการเมืองอย่างมาก

อาจารย์กุลธีร์ บรรจุแก้ว

พูดคุยกับ อาจารย์กุลธีร์ บรรจุแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่ฟังและชำแหละเพลงหาเสียงของ 6 พรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์

“ส่วนใหญ่เพลงหาเสียงจะต้องเป็นเพลงสนุกสนานคึกคัก มีความหวัง มีความชื่นชมยินดี จะสังเกตว่าไม่ค่อยมีเพลงช้า ถ้าเป็นเพลงช้าก็จะอยู่ในลีลาของฮิพฮอพ เป็นเหมือนการกระตุ้นการซื้อการขาย นึกถึงเพลงช้อปปิ้งออนไลน์ โปร 7.7.7 หรือ 8.8.8 คล้ายๆ กัน คือต้องการสร้างการรู้จำในแบบที่ภาษาการตลาดเรียกกันว่า ‘brand awareness’” อาจารย์เกริ่นนำ

 

Advertisement

จาก ‘สามช่า’ ยอดฮิต
สู่ ‘เพลงตื๊ด’ สนุกแต่ (แก้ปัญหา) จริงจัง

อาจารย์กุลธีร์อธิบายว่า เรื่องของแนวเพลงหาเสียง ถ้าสังเกตในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา หนีไม่พ้นแนวสามช่า แต่ในยุคใหม่เราจะเห็นว่ามีหลายพรรคเป็นแนวสามช่าประยุกต์ ถ้าอ้างอิงคือเป็นสามช่าแบบวงคาราบาว แต่ในปัจจุบันจะมีอาการที่เรียกว่า เพลงตื๊ด หรือเพลงรถแห่ เข้ามา ส่วนฮิพฮอพก็เป็นกระแสรอง แต่ส่วนใหญ่ก็จะยึดโยงกับดนตรีที่มีความสนุกสนาน เต้นรำได้เวลาไปใช้หาเสียงหน้าเวที

แนวทางการออกแบบที่พยายามแกะโครงสร้างของมันคือเกือบทุกพรรคจะมีโครงสร้างที่มีลักษณะคือ

ท่อนเวิร์ส (ท่อนแรกของเพลง) จะเป็นท่อนพรรณนา บางพรรคจะใช้พื้นที่ตรงนี้เล่าว่าเคยได้ทำอะไรบ้าง ใช้เล่าว่าอนาคตจะต้องเป็นอย่างไร หรือบางพรรคใช้เป็นพื้นที่ในการท้วงติงว่าที่ผ่านมาประเทศแย่อย่างไรบ้าง

ท่อนพรีฮุก (ก่อนท่อนหลัก) ก็จะเป็นท่อนสั้นๆ ทำให้ทุกคนรอว่าจะมีความหวังอะไรเกิดขึ้น

ท่อนฮุก (ท่อนหลักของเพลง) จะเป็นการตอบคำถามจากท่อนเวิร์ส และบอกว่าถ้าเลือกพรรคเราจะเกิดอะไร

โดยทุกพรรคจะใช้ทั้งสามท่อนนี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ไม่มีพรรคไหนหลุดออกจากกรอบนี้

“ด้านการออกแบบอารมณ์และความรู้สึก จะเห็นว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่จะออกแบบบันไดเสียงไมเนอร์ (Minor Scale) เนื่องจากจะมีมายาคติบางอย่างกับเพลงตะวันตกว่าถ้าใช้ไมเนอร์จะทำให้เพลงเศร้าสร้อยได้อย่างสุดขั้วและจะสามารถแทนความรู้สึกขึงขังจริงจังกับการแก้ปัญหา เพื่อให้คนฟังรู้สึกว่าเรามาแบบจริงจังจริงๆ แต่จะมีบางพรรคที่ใช้บันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scale) เพื่อความสนุกสนาน อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ”

แนวดนตรีชี้กลุ่มเป้าหมาย
หวังเพลงแมสนำคว้าชัยเลือกตั้ง’66

สำหรับการเลือกแนวเพลง อาจารย์กุลธีร์วิเคราะห์ว่า เป็นการคาดหวังตลาด ถ้าสังเกตจากพรรคก้าวไกลที่ในอดีตคือพรรคอนาคตใหม่ โทนเพลงจะเปลี่ยนไปจากการเลือกตั้งปี’62 ที่ตอนนั้นเพลงซีเรียสมากและมีลักษณะเป็นคนรุ่นใหม่เมือง สังเกตว่าพอมาตอนนี้พรรคก้าวไกลแก้เกมได้ดีด้วยการเปลี่ยนเป็น เพลงตื๊ด เป็นเพลงที่ค่อนข้างแมส (เป็นที่รู้จักในวงกว้าง) พรรคก้าวไกลเคยมีภาพจำในลักษณะว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ในเมืองที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้เหมือนพรรคแมสขึ้นลักษณะของเพลงก็ตามกระแสที่ต้องการจะสื่อสารออกไป

“อีกสิ่งที่สังเกตได้คือบางพรรคก็ย่ามใจ คือ พรรคเพื่อไทย ที่แอบผิดหวังนิดหนึ่ง เพราะเพลงมีอาการลักษณะไม่ได้จริงจังกับมิติทางดนตรีมากเกินไป ใช้ต้นทุนในการผลิตเพลงต่ำกว่าเพลงอื่นๆ ดูไม่ค่อยมืออาชีพเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ ดนตรีควรจะจริงจังกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นพรรคที่ทำเพลงจริงจังมาก พรรคก้าวไกลก็ทำเพลงกึ่งอินดี้กึ่งรถแห่ซึ่งสามารถเป็นเพลงไวรัลในแอพพ์ติ๊กต็อกได้”

ท่อนฮุก ‘เพื่อไทยแลนด์สไลด์’
ทำให้คนอิน ก้าวไกล สร้าง ‘เทนชั่น’ สื่อชีวิตที่ต้องแก้

“แลนด์สไลด์ เพื่อไทยทุกที่ ชีวิตดี๊ดี เพื่อคนไทยทุกคน” อาจารย์ครวญเพลงก่อนเริ่มการวิเคราะห์

“คิดว่าในมิติของการแต่งเพลง ถ้าให้เกรดก็ได้อยู่ที่ B+ ถึง A เป็นเพลงที่คนจำได้แน่นอน ท่อนฮุกจดจำง่าย แต่ถ้ามองในมิติของโปรดักชั่นดนตรีคิดว่าเสียดายความที่เป็นพรรคใหญ่น่าจะมีศักยภาพที่จะทำเพลงให้มันดีได้กว่านี้ และในท่อนฮุกจะใช้บันไดเสียงเมเจอร์เพื่อให้ขัดแย้งกับบันไดเสียงไมเนอร์ในท่อนเวิร์สเพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่ามีความหวัง การใช้บันไดเสียงคนละโทนในเพลงเดียวกันก็เป็นวิธีการที่ทำให้คนฟังรู้สึกอินจากท่อนแรกที่ดูหม่นๆ พอเข้าท่อนฮุกแล้วมีความหวังว่าเราต้องแลนด์สไลด์เพื่อชีวิตเราจะดีขึ้น”

กดเลื่อนเพลงไปที่เพลงของพรรคก้าวไกล อาจารย์วิเคราะห์ว่า พรรคต้องการให้เกิดการรู้จำชื่อพรรค เปิดหัวมาปุ๊บเริ่มเลยว่า “ต้องก้าวไกล” และจะเห็นว่าเนื้อหาในท่อนฮุกจะไม่ค่อยมีรายละเอียดเยอะ คีย์เวิร์ดหลักๆ คือชื่อพรรค และเลือกมาเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง

“พรรคก้าวไกลมีความแตกต่างจากทุกพรรคในท่อนเวิร์ส จะสังเกตว่าทุกพรรคการเมืองไม่พูดถึงปัญหาที่ผ่านมา มีพรรคก้าวไกลที่ใช้กลไกนี้ในการที่จะสร้างความรู้สึกแตกต่าง เขาใช้พื้นที่ในท่อนเวิร์สได้ฉลาดมากคือพรรณนาเรื่องที่มีปัญหา ด้านดนตรีเรียกว่าการสร้างเทนชั่น (Tension) ที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันต้องได้รับการแก้ไข พอท่อนฮุกเหมือนตอบคำถามท่อนเวิร์สว่า ต้องก้าวไกล ซึ่งเป็นวิธีการที่ฉลาดมาก”

จากนั้น อธิบายต่อว่า เพลงนี้มีกลิ่นอายที่น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากเพลง Yes แน่นอน ของ ฟอสซิ่ว สยิวกิ้ว (VRZO) ด้วยโครงสร้างดนตรีหรืออะไรต่างๆ ซึ่งเป็นปกติของเพลงตื๊ดหรือเพลงรถแห่ก็จะเป็นหน้าตาแบบนี้

พลังประชารัฐ ชื่อยาวแต่งยาก คอนเซ็ปต์ไม่ชัด
รวมไทยสร้างชาติ จำง่าย สดใสซาบซ่า

จากนั้น มาถึงพลังประชารัฐซึ่งชื่อพรรคยาว ส่งผลต่อการแต่งบทเพลง

“ด้วยพยางค์การออกเสียงของชื่อพรรคเขาที่เป็นปัญหาในตัวเองเพราะมีความยาว ในการแต่งเพลงก็จะแต่งออกมาค่อนข้างยาก ซึ่งคนแต่งก็ทำออกมาได้ดีแต่เนื้อหาของเพลงก็ยังไม่สามารถสร้างคอนเซ็ปต์อะไรได้ชัดเจนมากนัก มีคำว่า ใจบันดาลแรงและก้าวข้ามความขัดแย้งอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอ ในแง่ของดนตรีมีความใกล้เคียงกับเพลงพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ในยุค’90 พรรคนี้ปล่อยเพลงออกมาค่อนข้างเยอะ คิดว่าปัจจุบันในโลกโซเชียลเราใช้ ตา มากกว่า หู สังเกตว่าแม้จะปล่อยเพลงมาหลายซิงเกิลแต่ถ้าพูดในเชิงการค้า คุณจะต้องมีเพลงเดียวที่เป็นเรือธงไปเลย แต่ทุกอันที่ปล่อยออกมาไม่มีความโดดเด่นในตัวเองเท่าไร และมิวสิกวิดีโอเพลงที่นำหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการพรรคมาถ่าย คิดว่าภาพมันดูย้อนแย้งกับดนตรี ภาพดูขึงขังจริงจังแต่ดนตรีสนุก ทีมออกแบบเรื่องการโฆษณาของพรรคอาจจะต้องทำการบ้านอีกหน่อย

ส่วนเพลงของพรรครวมไทยสร้างชาติ รู้สึกว่าเป็นเพลงที่ออกแบบได้ดีมาก เพราะจดจำง่าย ลุงตู่ ลุงตู่อยู่ไหน อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่รวมไทยสร้างชาติ จะสังเกตได้ว่าเป็นการใช้จังหวะทั่วไปของเพลงหาเสียง แต่วิธีการสร้างวลีเพลงให้คนจดจำได้นั้นฉลาดมาก และใช้บันไดเสียงเมเจอร์โดดๆ เลย สดใส ซาบซ่า” อาจารย์กุลธีร์กล่าว

ภูมิใจไทย ดนตรีสด ไม่ซ้ำใคร
ประชาธิปัตย์ เน้นสื่อสารคนใต้ กลิ่นอายเพลงบอลโลก

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย พรรคนี้ออกแบบดนตรีไม่เหมือนพรรคอื่น เพราะเหมือนดนตรีสด ฟังแล้วไม่ได้เป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ เนื้อหาในท่อนฮุกบอกถึงความปรารถนาของตัวพรรคและตัวหัวหน้าพรรคอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าถ้าได้เป็นนายกฯประเทศคงจะพ้นทุกข์ พ้นภัย และวิธีการเล่าเรื่องในท่อนเวิร์สเป็นลักษณะของการทวงบุญคุณหรือเล่าคุณูปการที่ได้ทำมาตลอดว่ามีอะไรบ้าง

นักวิชาการด้านดนตรีท่านนี้ ยังวิเคราะห์เพลง ‘เช้าวันใหม่’ ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีกลิ่นอายที่ได้รับอิทธิพลมาจากเพลง Dreamers ที่ร้องโดย จองกุก ศิลปินจากวงไอดอลชื่อดังอย่าง BTS ที่เป็นหนึ่งในเพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลก จะเห็นว่าโครงสร้างและลักษณะแนวดนตรีคล้ายกัน แต่วิธีการของพรรคคือสอดใส่เสียงดนตรีอีสานเข้าไป ส่วนของเนื้อหาก็เป็นอีกพรรคที่ไม่ได้บอกเล่าถึงปัญหา แต่เป็นการพูดถึงเช้าวันใหม่ และกลไกของคำว่าวันใหม่คือวิถีชีวิตของคนใต้ เพราะคนใต้ที่เป็นคนท้องถิ่นจริงๆ ก็เหมือนตื่นเช้ามากรีดยาง เป็นเหมือนการต้องการสื่อสารกับคนใต้จริงๆ

“ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พรรคใหญ่และเก่าแก่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์มีคือ brand awareness ที่แข็งแรงอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าไม่ต้องเน้นขายของว่าตัวเองมีอะไรดีมาก”

เพลงดัง ดนตรีเด่น ได้เปรียบ-เสียเปรียบในคูหา?

ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ว่า เพลงหาเสียง นำไปสู่ความได้เปรียบ-เสียเปรียบในคะแนนเลือกตั้งหรือไม่?

อาจารย์กุลธีร์ตอบอย่างรวดเร็วว่า ถ้าคำถามนี้ถูกถามก่อนยุคที่มีทวิตเตอร์หรือติ๊กต็อก จะเป็นคำถามที่สำคัญมาก เพราะวิธีการสื่อสารของพรรคการเมืองสมัยก่อนคือการใช้รถหาเสียง เวทีปราศรัย และออกโทรทัศน์ได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นเพลงหาเสียงมีผลมาก เพราะรถหาเสียงจะใช้เปิดทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ปัจจุบันคิดว่าการแข่งขันของเพลงแต่ละพรรคน้อยลง ด้วยข้อจำกัดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่บอกว่าห้ามมีมหรสพ ทำให้ต้องคิดต่อว่าจะออกแบบเพลงอย่างไรให้เหมาะสม เพลงที่ออกมาจึงคล้ายๆ กันหมดคือเป็นแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าให้มีมหรสพได้คิดว่าขีดจำกัดของการแต่งเพลงน่าจะมากกว่านี้ เพราะจะไม่มีเงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นเพลงที่เปิดจากแผ่น ถ้าเป็นเพลงเล่นสด ตรรกะในการออกแบบโครงสร้างจะเป็นตรรกะอีกชุดหนึ่ง

แต่ความได้เปรียบเสียเปรียบคิดว่าพูดได้ยากเพราะคนดูเนื้อหา ดนตรีเหมือนเป็นตัวเคลือบฉาบ เพราะคนอินกับนโยบายหรืออุดมการณ์ของพรรคหรือสิ่งที่จะให้เขาได้ในอนาคตมากกว่า

ส่วนคำถามสุดท้าย ไม่ถามไม่ได้ว่า เพลงของพรรคการเมืองไหน ‘ติดหู’ ที่สุด?

“ลุงตู่เนี่ย ติดหูสุดแล้วครับ มันฟังแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดด้วย ไม่ได้หงุดหงิดตัวเนื้อหานะ เอาออกจากหูไม่ได้ ลุงตู่ ลุงตู่อยู่ไหน เนี่ยผมร้องได้เลย คิดดูสิ มันเป๊ะมาก วิธีการแต่งเพลงของพรรครวมไทยสร้างชาติ” อาจารย์กุลธีร์ตอบพร้อมขับร้องอย่างคึกคัก

เช่นเดียวกับบรรยกาศการเลือกตั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า