อาศรมมิวสิก : ทำไมต้องไปแสดงที่เมืองตรัง เสียงใหม่โดยวงไทยซิมโฟนี

เรือพระลากบนบกมีล้อลาก มีพระสงฆ์ยืนอยู่ข้างๆ พระพุทธรูป มีนางรำโนราอยู่หน้าพระ ด้านท้ายเรือมีนักดนตรีประโคม มีคนเป่าแตร (ปี่หรือแตร) ขบวนชักเรือพระ มีกลุ่มชายนุ่งเตี่ยวเกล้าผมมวย ชายนุ่งกางเกงขายาวยืนถือฆ้องตีให้ ถัดไปเป็นชายกลุ่มใหญ่ใส่เสื้อแขนยาวหลากสี สวมกางเกงขายาวลากเรือพระ มีชายโพกหัวแดงสวมชุดเหมือนแขกอินเดียแบกร่มคันใหญ่ คนถือปลายเชือกเป็นชายใส่ชุดเหมือนแขกมลายู ตอนท้ายเรือเป็นผู้หญิง 4 คน ถือร่ม ใส่ชุดกระโปรงยาวแบบแขกมลายู มือจูงเด็กน้อยไว้ รั้งท้ายขบวนมีชายชาวจีนใส่หมวกกุ้ยเล้ยหาบสิ่งของ ภาพเขียนสีเรือพระประเพณีลากพระ พ.ศ.2367 บันทึกของร้อยโทเจมส์ โลว์

อาศรมมิวสิก : ทำไมต้องไปแสดงที่เมืองตรัง เสียงใหม่โดยวงไทยซิมโฟนี

เมืองตรัง ปัจจุบันเป็นเมืองที่เงียบเหงา เศรษฐีตรังย้ายไปอยู่ที่อื่น ไปอยู่ที่กระบี่ ภูเก็ต และกรุงเทพฯ ปล่อยให้ตรังเติบโตไปตามยถากรรม ศิลปินตรังที่มีชื่อเสียงมีอยู่มาก ทั้งศิลปินเพลง ศิลปินวาดภาพ ส่วนศิลปินการแสดงโนรา หนังตะลุง รองเง็ง ลิเกป่า ลิเกฮูลู หมดยุค ไม่มีงานทำ กวีและนักเขียนก็ขายงานไม่ออก

ตรังเป็นเมืองท่าโบราณที่มีประวัติศาสตร์ เป็นท่าเรือสำหรับการค้าและเป็นเส้นทางคมนาคมในคาบสมุทรมลายู มีปรากฏในจดหมายเหตุปโตเลมี (Ptolemy) นักปราชญ์ชาวกรีก พูดถึงเมืองตะโกลา มีชาวจีน ชาวอินเดีย และชาวอินโดนีเซียเดินทางมาค้าขาย

ตรังมีความเจริญรุ่งเรืองด้านการค้า ยุคที่ใช้เส้นทางเดินเรือเชื่อมโลก มีเรื่องศาสนาพุทธ พราหมณ์ อิสลาม มีอารยธรรมต่างๆ ทั้งด้านพระพิมพ์ดินดิบ เสื้อผ้า เครื่องปั้นถ้วยชาม ตรังมีเกาะที่ใช้กำบังคลื่นทะเลซัด เรือสินค้าเข้าไปหลบพายุที่ชายฝั่งของเกาะที่ตรังได้ เมื่อเรือสินค้าเข้ามาจอดก็นำความรุ่งเรืองเข้ามา

Advertisement

ปลายอยุธยาต้นรัตนโกสินทร์ ตรังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนครศรีธรรมราช เป็นเมืองท่าใช้ติดต่อค้าขายกับนานาชาติ จีน แขกตานี แขกมาเลย์ แขกอินโด แขกอินเดีย แขกเปอร์เซีย และฝรั่ง มาตั้งบ้านเรือนค้าขาย มีสินค้าและทรัพยากรที่สำคัญ อาทิ แร่ดีบุก ปูนซีเมนต์ พริกไทย รังนก ข้าว ยางพารา เป็นต้น

ตรังมีฐานะทางเศรษฐกิจมากกว่าเมืองอื่น สมัยรัชกาลที่ 5 มีทางรถไฟจากทุ่งสง นครศรีธรรมราช ขนสินค้าไปลงที่เมืองกันตัง (พ.ศ.2452) เพื่อขนปูนซีเมนต์และแร่ธาตุส่งลงเรือไปขายที่ปีนัง ซึ่งเป็นเขตปกครองของอังกฤษ ปีนังหรือเกาะหมากนั้นเคยเป็นดินแดนของสยามและเสียให้แก่อังกฤษ พ.ศ.2329 ในสมัยรัชกาลที่ 1

ตรังเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมจีน แขกตานี แขกมาเลย์ แขกอินโด แขกอินเดีย แขกเปอร์เซีย ชาวยุโรป พวกโปรตุเกส ฮอลันดา สเปน อังกฤษ รวมอเมริกัน คนมีวัฒนธรรมและวัฒนธรรมอยู่กับคน จากมุมของดนตรีนั้นพบว่า รองเง็งหรือรองเก็ง และเร็กเก้ ซึ่งแปลว่า “บ้าๆ บอๆ” (ครูขาเดร์ แวเด็ง; พ.ศ.2474-2556) เป็นดนตรีที่สนุกตื่นเต้นเร้าใจ ใช้สำหรับการเต้นรำ เป็นความสุขที่ทุกชีวิตปรารถนา และเป็นความบันเทิงชนิดเดียวที่จะหาได้ในเวลานั้น ถ้าได้พินิจวิเคราะห์จะพบว่า เครื่องดนตรีในวงรองเง็งนั้น เป็น “การสังวาสทางวัฒนธรรม” ที่ลงตัว

วงรองเง็งมีเครื่องดนตรี อาทิ แมนโดลิน ไวโอลิน มารากัส แอคคอร์เดียน เป็นของยุโรป รำมะนาเป็นของเปอร์เซียอาหรับ กลองทนหรือสองหน้าเป็นของอินเดียใต้ ฆ้องหุ่ยเป็นของท้องถิ่นอุษาคเนย์ ทำนองเพลงนั้นก็ปะปนกันตั้งแต่ยุโรปถึงเมืองตรัง เนื้อร้องเป็นเรื่องราวในชุมชน เป็นประวัติศาสตร์และอารมณ์ของท้องถิ่น

เมื่ออังกฤษเข้ามาล่าอาณานิคม เอกสารของจดหมายเหตุเจมส์ โลว์ (Journal of a Public Mission to Raja of Ligor) บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ.2367 แปลและพิมพ์โดยกรมศิลปากร พ.ศ.2519 เป็นการบันทึกของข้าราชการอังกฤษ ทำให้เห็นภาพและบรรยากาศในสมัยนั้น การค้นหาข้อมูลดนตรีก็ง่ายขึ้น

เรื่องราวและประวัติศาสตร์ตรังที่พบ เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ทำไมต้องยกวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราลงไปแสดง “เสียงใหม่” ที่เมืองตรัง ก็เพื่อจะนำเสนอบทเพลงที่เป็นเสียงใหม่ในพื้นที่และเพื่อเสียงในอนาคต

หอนาฬิกากลางเมืองตรัง เตรียมปรับให้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมติดกับเทศบาลนครตรัง

ดนตรีไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีศาสนา ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีเขตแดน ไม่มีน่านฟ้า ไม่มีชนชั้น ไม่มีเพศ ไม่มีฐานะทางสังคม ดนตรีมีแต่ความสุข ความเพลิดเพลิน และการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นมิติของกาลเวลา รู้สึกเป็นปัจจุบัน นึกถึงอดีต คิดถึงอนาคตที่มีความหวัง

เสียงใหม่ที่เมืองตรัง ตั้งใจจะนำวิญญาณการขับบทเพลงบอก โนรา หนังตะลุง ลิเกป่า ลิเกฮูลู รองเง็ง มะโหย่ง ทำนองเพลงที่ครึกครื้นสำหรับการเต้นรำ เป็นดนตรีวัฒนธรรมลูกผสมระหว่างเพลงพื้นเมืองกับวัฒนธรรมแขกมลายู แขกอินเดีย แขกเปอร์เซีย และฝรั่ง

เสียงใหม่ที่เมืองตรัง ได้เชิญกวีชาวตรัง อาจารย์สมเจตนา มุนีโมไนย (พันดา ธรรมดา) ขึ้นอ่านบทกวี เล่าความเป็นมาของเมืองตรัง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณี โดยนำเสียงจากท้องถิ่นฝั่งทะเลอันดามัน เพลงชาวเลบนเกาะ ซึ่งตรังสามารถเชื่อมโยงกับปีนัง ไทรบุรี สิงคโปร์ และสุมาตรา

นำเพลงเต้นรำ ละคูดัว บูรงบูเต๊ะ เลนัง จินตาซายัง บุหงารำไป มะอินัง นำเพลงมาต่อกันเป็นเพลงตับ มีนางรำชาวบ้านจากอำเภอปะเหลียน บ้านหยงสตาร์ 6 คู่ ห่อเพลงด้วยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา นำเสนอเพลงดั้งเดิมด้วยวิธีสร้างเสียงใหม่ มีลาคูดูวอ ซัมเป็ง บุหงารำไป ปรุงแต่งใหม่เพื่อสังคมสมัยใหม่

เพลงนกเขามะราปี (นกเขาชวา) เป็นเพลงประกอบระบำเรื่องอิเหนา ตอนประสันตาต่อนก เรียกว่า ระบำนกเขามะราปี ครูมนตรี ตราโมท (พ.ศ.2443-2538) ประพันธ์เมื่อปี พ.ศ.2493 โดยนำทำนองมาจากเพลงชวา มะราปี (Merapi) เป็นชื่อภูเขาไฟที่ดับแล้ว ภูเขาไฟมะราปีเคยระเบิดในปี พ.ศ.2091 เมื่อ 475 ปีมาแล้ว มีคนเสียชีวิต 2.4 ล้านคน

เพลงนกเขามะราปี เป็นทำนองที่ไพเราะมาก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นภาคใต้ เพราะชาวใต้ชอบเลี้ยงนกเขา เป็นนกเขาตัวเล็กๆ มีเสียงขันที่ไพเราะ เรียกว่านกเขาชวา และนิยมนำนกเขาชวามาประกวดกัน เพลงนกเขามะราปีได้รับยกย่องว่ามีความไพเราะเหมือนเสียงของนกเขาชวา ทำนองเพลงนกเขามะราปีปรากฏอยู่ในเพลงต่างๆ อาทิ ปักษ์ใต้บ้านเรา บินหลา บินหลาบอง เป็นต้น

เพลงเบงกาวันโซโล (Bengawan Solo) เป็นเพลงอินโดนีเซีย แต่งโดยยีซัง มาร์โตฮาร์โตโน เมื่อปี พ.ศ.2483 เล่าเรื่องราวของแม่น้ำโซโลที่ไหลจากชวากลางไปชวาตะวันออกแล้วลงทะเล อดีตใช้สัญจรค้าขาย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นนำเพลงนี้ไปบันทึกเป็นภาษาญี่ปุ่น ขับร้องโดยมัตซูดะ (Matsuda) เป็นที่รู้จักทั่วเอเชีย มีนักร้องชื่อดัง เช่น ฟรานซิส ยิป อนิเก โกรนโลห์ ก็นำไปร้อง

ศิลปินชาวตรังและผู้ที่เกี่ยวข้องประชุมงาน

เพลงราซาซายัง (Rasa sayange) ทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียต่างก็อ้างเป็นเพลงของตน เดิมเป็นเพลงพื้นบ้านจากเกาะมาลูกุ อินโดนีเซีย แต่งโดยพูลัสเปีย (Paulus Pea) เมื่อปี พ.ศ.2505 สิงคโปร์ได้นำไปใช้เปิดในงานต่างๆ จนคนเข้าใจว่าเป็นเพลงพื้นเมืองดั้งเดิมของสิงคโปร์

เสียงเพลงใต้ (Sound of Southern) ได้รวมทำนองเพลงรองเง็งทำเป็นเสียงใหม่ พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ได้นำกลิ่น จิตวิญญาณ สำเนียงของเพลงรองเง็ง มาเรียบเรียงใหม่เป็น “เสียงเพลงใต้”

ชาวตรังผู้ที่มีฐานะจะส่งลูกไปเรียนที่ปีนังเพราะมีระบบโรงเรียนของอังกฤษ การเรียนที่ปีนังได้ทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษามาเลย์ ภาษาอินโด ภาษาทางการค้า และได้ภาษารสนิยม ซึ่งมีวัฒนธรรมตะวันตกปนอยู่ในวิถีชีวิตของคนปีนัง มีเพลงคลาสสิก เพลงละติน และเพลงแจ๊ซ อยู่ในบริบทสังคมซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่เจริญ และสิ่งเหล่านั้นก็อยู่ในวิถีชีวิตของชาวตรังด้วย

ได้เชิญศิลปินชาวเลจากเกาะตันหยงโป (ยูโสบ หมัดหลงจิ) เรียนรู้เพลงละติน กระทั่งสามารถเล่นดนตรีฟลาเมงโก (Flamenco Music) ร้องเพลงละตินได้ไพเราะมาก ไม่อยากเชื่อว่ายูโสบเป็นชาวเกาะในทะเลอันดามัน ในภาคใต้จึงนิยมเพลงละติน ที่ตรัง ปีนัง ภูเก็ต สิงคโปร์ ถือว่าเป็นเพลงที่ทันสมัย มีรสนิยม และเจริญ ซึ่งในปัจจุบันนี้หากได้ลงไปดูลึกๆ ที่ภูเก็ต กระบี่ พบว่าธุรกิจใหญ่ๆ บริหารจัดการโดยฝรั่งหมดแล้ว

ศิลปินคนสำคัญ บรรจบ พลอินทร์ (จ๊อบทูดู) เป็นศิลปินเพลงเร็กเก้ชาวตรัง มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้เปิดแสดงทำมาหากินในยุโรป เอาเพลงชาวเลมาใส่เนื้อใหม่ เพลงสังกะอู้และเพลงบินหลาบอง (เกาะลิบง) ซึ่งบรรจบ พลอินทร์ (จ๊อบทูดู) จะขับร้องร่วมกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา และต่อด้วยวงปล่อยแก่จากยะลา

นายสัญญา ศรีวิเชียร นายกเทศมนตรีนครตรัง นำประชุมเป็นเจ้าภาพจัดการแสดง

เนื่องจากเมืองตรังไม่มีหอแสดงดนตรี ไม่มีพื้นที่ทางวัฒนธรรม พื้นที่กลางแจ้งแดดร้อนมาก มีฝนตก 8 แดดออก 4 เดือน อุณหภูมิทั้งร้อนเปียกกับร้อนชื้น หอนาฬิกากลางเมืองตรังนั้นเป็นเครื่องหมายของตรัง จึงตัดสินใจเอาวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงที่หอนาฬิกากลางเมือง โดยปิดถนนและปิดการจราจร

มีผู้ปรารถนาดีเสนอพื้นที่ดีๆ อาทิ “วิถีตรัง” ในเมืองห้วยยอด แต่ก็อยู่ไกลผู้คนและไกลเมือง ชาวบ้านเข้าไปดูยาก ในตรังมีห้องจัดสัมมนาขนาดใหญ่หรูของมหาวิทยาลัย แต่ก็ห่างจากเมืองและผู้คน 5-6 กิโลเมตร ชาวบ้านไม่รู้จัก ยังมีพื้นที่ซึ่งเป็นวิหารคริสต์ มีห้องประชุมจุคนได้ 800 คน แต่เข้าไปจัดแสดงไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ทำให้ไม่มีโอกาสได้ถวายบทเพลงนมัสการต่อพระเจ้า

หอนาฬิกากลางเมืองตรัง จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายกเทศมนตรีนครตรัง หากว่าจะมีฝนตกลงมาในวันที่ 2 มิถุนายน เวลา 19.00-21.00 น. ตามความเป็นห่วงของทุกฝ่าย เพราะการแสดงกลางแจ้งนั้นเสี่ยงมาก เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ราคาแพง เมื่อโดนน้ำฝนก็จะเสียหาย จึงได้กราบขอวิงวอน ขอร้อง และติดสินบนทั้งเจ้าที่และเทวดา “ขออย่าให้ฝนตกลงมาเลย” เมื่อแสดงเสร็จแล้ว ฝนจะตกก็ขอเชิญตกตามสะดวก

ขอเชิญมิตรรักแฟนเพลงที่สนใจไปดูการแสดงโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งจะบันทึกการแสดงโดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สนับสนุนโครงการโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image