นั บเป็นอีกกรณีที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง แม้ไม่เปรี้ยงปร้าง แต่ยังไม่ถูกหลงลืม นั่นคือ เรื่องราวของ ‘หยก ธนลภย์’ เยาวชนไทยวัย 15 ผู้ถูกตั้งข้อหาในคดีอาญามาตรา 112 ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ต้องใช้ชีวิตในวันนี้อยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านปรานี อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แทนการเตรียมตัวเปิดเทอมใหม่ดังเช่นเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน

การต่อสู้เคียงข้างหยก เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยภาคประชาสังคม ทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋น ทั้งสายม็อบ และสายวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ ที่บุกไปผูก ‘โบเขียว’ อย่างสันติจนเต็มรั้วบ้านปรานี โดยตั้งใจให้สีเขียวสื่อถึงชื่อของหยก ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างกลุ่ม ‘โมกหลวงริมน้ำ’ นำโดย เก็ท โสภณ
ที่เดินเท้ายิงยาว 51 กิโลเมตร จากหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ไปยังบ้านปรานี
และล่าสุด เกิดวงเสวนาวิชาการ ‘เยาวชนไทยในกระบวนการยุติธรรม อนาคตของประเทศไทยยังมีพวกเขาอยู่ไหม?’ ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือทนายด่าง ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความผู้เชี่ยวชาญในกระบวนพิจารณาคดี และ ทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ร่วมแสดงความเห็นถึงประเด็นที่เยาวชนไทยถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว และรวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทย โดยมี กุณฑิกา นุตจรัส หรือ ทนายทราย ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการ โดยเกริ่นว่า แท้จริงแล้ว มีการเชิญบุคคลต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเข้าร่วมเสวนาในวันนี้ เพื่อให้ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังในหลากมุมมอง แต่ไม่มีคำตอบกลับ อาทิ ผู้ออกหมายจับ ผู้จับ ผู้ดูแลการคุมขัง รวมถึงผู้ขอออกหมายจับ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระราชวัง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ สำหรับศาลเยาวชน และสถานพินิจแจ้งกลับมาแล้วว่า จะไม่เข้าร่วมเสวนา และไม่มีการส่งตัวแทนเข้าร่วมเช่นกัน

ถ้าการเมืองดี เยาวชนติดคุกน้อยกว่านี้ จี้ปม‘อำนาจนิยม’ในสถานพินิจ
ว่าแล้ว เปิดเวทีด้วยมุมมองของ ‘ป้ามล’ ทิชา ณ นคร ที่ให้ภาพกว้างทางข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์ฝึกและอบรม หรือบ้านหลังคำพิพากษาทั้งประเทศว่ามีทั้งหมด 21 แห่ง และมีสถานแรกรับ คือเด็กที่รับมาจากตำรวจแล้วศาลยังไม่พิพากษา ซึ่งหยกได้เข้าบ้านหลังแรก คือสถานแรกรับบ้านปรานี เป็นบ้านที่ต้องใช้เวลาสืบสวนสอบสวน
“เมื่อไหร่ที่เราได้ยินคำว่าบ้านปรานี ก็คือบ้านหลังคำพิพากษา ซึ่งตลอด 20 ปีที่ได้ทำงานกับเด็กที่ศาลพิพากษาแล้ว พบว่ามีปัญหาเชิงระบบอยู่ในสถานควบคุม ไม่ว่าจะเป็นเรือนจำ หรือสถานควบคุมเด็กและเยาวชน
ยกตัวอย่างบ้านกาญจนาภิเษก ที่สามารถให้พ่อแม่มานอนกับลูกได้เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เสื้อผ้าหน้าผมที่เป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะไม่ละเมิด การเยี่ยมไม่มีเวลา ไม่มีการค้นตัว ซึ่งกว่าจะมีวันนี้ได้ใช้การเปลี่ยนแปลงเจอแรงเสียดทานที่มากมายมหาศาล
ระบบของบ้านปรานี เมื่อย้อนไปในอดีต ก่อนปี 2495 ถ้าเด็กไทยสักคนหนึ่งทำความผิดอาญา เราจะเจอเด็กอายุ 8 ปี 9 ปี อยู่ในเรือนจำ ก่อน 2495 กฎหมายเขียนไว้เช่นนั้น หลัง 2495 มีคนกลุ่มหนึ่งมาร่างกฎหมายเกี่ยวกับเยาวชน ในที่สุดกฎหมายผ่าน ก็เปิดบ้านสถานพินิจที่แรก ดังนั้น ปี 2495 ประเทศไทยเราจึงมีคุกเด็ก ด้วยเหตุผลไม่ให้ไปอยู่รวมกับผู้ใหญ่ในเรือนจำ
“ตราบใดที่ฉันยังอยู่ที่บ้านกาญจนา ตราบใดที่ฉันดูแลเด็กแถวนี้ หนึ่งในหลายข้อที่ถือเป็นกฎเหล็กคือ จะไม่รับมรดกทางความคิดทุกประการที่รัฐเคยปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ปี 2495” ทิชากล่าวหนักแน่น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเจาะลงไปถึงเบื้องลึกว่า คนในปี 2495 ไปรับทุกๆ วิธีใน ‘เรือนจำผู้ใหญ่’ มาไว้ที่ ‘คุกเด็ก’ เมื่อเรารับมาแล้วเราผลิตซ้ำ การผลิตซ้ำในเวลาอันยาวนาน แปรรูปเป็นวัฒนธรรมองค์กร เราปล่อยให้มีการผลิตซ้ำเรื่อยๆ ซึ่งนำไปสู่อำนาจนิยม ตัวอย่างเช่น กรณีที่เด็กถูกซ้อมในบ้านกาญจนาภิเษก
“เด็กถูกเจ้าหน้าที่ซ้อม จึงไล่เจ้าหน้าที่ออก ต่อมามีเจ้าหน้าที่กลุ่มฮาร์ดคอร์กลุ่มหนึ่งมาพูดว่า คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะ คุณจะรับผิดชอบชีวิตพวกเราอย่างไร ถ้าเด็กเหล่านี้มาทำร้ายเรา คำถามคือ ทำไมคุณถึงคิดว่าเด็กเหล่านี้จะมาทำร้ายคุณ การที่เยาวชนรับรู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำร้ายเขาถูกลงโทษ เท่ากับว่าเขากำลังทำความรู้จักกับสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งนั้นก็คือ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ กติกาศักดิ์สิทธิ์ ข้อห้ามที่ไม่ให้ทำร้ายเด็กมันมีอยู่จริง และความรู้สึกเหล่านี้อาจจะทำให้พวกเขาเคารพทุกกติกาที่มีอยู่ในบ้านหลังนี้ เช่น การไม่ทำร้ายเพื่อน ดังนั้น เจตนารมณ์ของคุกเด็กคือ ไม่ให้อยู่ร่วมกับผู้ใหญ่ แต่เจตนารมณ์นั้นมันได้หลงทางไปเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่สมาทานเข้ามาแทนคือ ระบบอำนาจนิยม ซึ่งอำนาจนิยมคือความปลอดภัยของคนทำงาน ไม่ใช่ความปลอดภัยของเด็ก

“เราอาจจะเคยเชียร์ด้วยซ้ำ ถ้าเด็กคนที่ลักวิ่งชิงปล้นต้องเข้าไปที่แบบนั้นและถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย ถึงที่สุดอำนาจนิยมมันก็เติบโต
ถ้าเรามีรัฐบาลที่ดี รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ เราเชื่อว่าเด็กจะติดคุกน้อยกว่านี้ ไม่ว่าจะเด็กลักวิ่งชิงปล้น หรือเด็ก 112 สำหรับเรามันเป็นความบกพร่องผิดพลาดของระบบใหญ่ประเทศนี้ เมื่อก่อนเราเคยเพิกเฉยต่อมุมมืดที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ แต่ก็อยากขอบคุณทุกคนที่ตื่นมาใน พ.ศ.นี้” ทิชากล่าว
จากนั้น ยกกรณีศึกษาจากการเดินทางไปดูงานที่ไมอามี สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเขียนกติกาชัดเจนว่าถ้านักกฎหมายคนใดอยากทำงานศาลเยาวชน ต้องไปเรียนจิตวิทยาพัฒนาการมาด้วย ดังนั้น คนคนหนึ่งจึงมี 2 ศาสตร์อยู่ในตัว ส่วนประเด็น ‘อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก’ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยในปี 2535 ประเทศไทยไปลงนามว่าด้วยสิทธิเด็ก มีมติ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นคนรับผิดชอบทำรายการ ปรากฏว่าเราต้องรายงานสิทธิเด็กของประเทศไทยต่อ คณะกรรมการสิทธิเด็กสหประชาชาติ
“มีคำถามมา 36 ข้อ 1 ในนั้นถามว่า ทำไมเด็กไทยรับผิดทางอาญาอายุน้อยจัง ในที่สุด ปี 2551 เปลี่ยนกฎหมายจากอายุ 7 ปี เป็น 10 ปี หลังจากเปลี่ยนแล้วก็ยังน้อยไปในทางสากล ล่าสุด ปี 2565 เปลี่ยนจาก 10 ปี เป็น 12 ปี ล้ำไปถึง 15 ปีด้วย ถ้าเด็กทำผิดก็ไม่ต้องเอาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
คนที่อยู่ในประเทศนี้เราล้วนแต่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของเด็กๆ เราไม่แคร์ อันนี้ต้องขอบคุณหยก ในทางประวัติศาสตร์เขียนไว้เลยว่า หยกปลุกผู้ใหญ่ให้ตื่นขึ้นมา คดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งหมดเกิดจากความไม่มีวิสัยทัศน์ของรัฐบาล มันจึงเกิดเหตุการณ์เด็กมากมายที่อายุน้อยกว่า 18 ปีต้องติดคุกกัน ซึ่งเกิดจากการที่พวกเขาไม่มีทางออกที่ดีพอ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อมาเป็นนักโทษ ดังนั้น ถ้ากติกาไม่เป็นคุณต่อเด็ก เราต้องลุกออกมาส่งเสียง” ทิชาชี้
เมื่อถามว่า ถ้าประเทศไทยยังมีเด็กที่ต้องเข้าคุกอายุน้อยมากขึ้นทุกปี แล้วถูกลิดรอนเสรีภาพ หลังการเลือกตั้งจะยังมีเยาวชนอยู่ในประเทศไทยหรือไม่? ทิชามองว่า จริงๆ แล้วยุคนี้ผู้ใหญ่ต้องปรับตัว และต้องยอมรับว่าผู้ใหญ่ในประเทศไทยโตมาในระบบอำนาจนิยม เพราะอำนาจนิยมทำให้เราอุ่นใจ
“ถ้าเราไม่อยากให้ประชาชนเชื่อง เราต้องนำอำนาจนิยมออกจากประเทศไทยให้ได้มากที่สุด เราต้องขอบคุณเด็กด้วยซ้ำที่เขาไม่เชื่อง เมื่อเด็กๆ ดื้อรั้นให้นานพอก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ผู้ใหญ่ไม่ปรับตัวเพราะว่า อำนาจนิยมทำให้รู้สึกปลอดภัย อำนาจนิยมทำให้เด็กไม่เถียงเรา ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงก็มีราคาที่ต้องจ่ายที่แสนแพง” ทิชาฝากไว้ให้คิด
ย้อนประวัติศาสตร์ 6 ตุลา มองวันนี้ของ
‘กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็ก’
จากมุมมองด้านสิทธิเด็กและเยาวชน มาถึงมุมมองทางกฎหมาย โดย กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง มองว่า ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ขั้นตอนการจับกุม เห็นได้ชัดในกรณีของ ‘หยก’ ซึ่งขณะโดนรวบตัวมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น
เยาวชนในกระบวนการยุติธรรมไทยไม่ได้รับการดูแลมานานแล้ว ซึ่งเหตุที่หยกถูกกล่าวหา คือเรื่องที่เธอกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 จนเป็นเหตุให้ถูกคดี ม.112 ซึ่งในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 เกิดการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เยาวชนไทยจำนวนมากเสียชีวิต และถูกคุมขังอยู่กว่า 3,000 คน ที่ต้องขึ้นศาลทหาร มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเยาวชน และพวกเขาไม่ได้รับความเมตตา
“ถ้าเราศึกษาเฉพาะกรณีของหยก หากพูดให้ในทางปฏิบัติ ผมได้ศึกษามาแล้ว ผมว่าเราผิด ผิดถึงขนาดควรจะต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็ก เพราะมันป่วยทุกขั้นตอน…เราทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะเราเป็นเจ้าของประเทศ เราจึงต้องส่งเสียงไปให้ถึง ว่าถึงเวลาสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าเรายังยอมสมาทานต่อไปแล้วเคารพต่อระบบอำนาจนิยม หรือจะเคารพต่อกฎเกณฑ์ที่ยุติธรรม แล้วให้คนที่มีความยุติธรรมและมีดุลพินิจเข้าไปเป็นผู้ตัดสิน” กฤษฎางค์ระบุ
‘ความเห็นต่าง’ คดีพึงระวัง
นักกฎหมายประสานเสียง‘ปล่อยหยกได้ทันที’
ปิดท้ายที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ยืนยันว่า สามารถปล่อยตัวหยกได้ทันที เนื่องจากออกหมายจับ ‘ไม่ชอบ’ ตั้งแต่ต้น
“ตามรัฐธรรมนูญมาตราที่ 29 วรรค 2 ทุกคนไม่ว่าอายุเท่าไหร่ล้วนอยู่ภายใต้หลักการของรัฐธรรมนูญ ที่ว่า ในคดีอาญาโดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นไม่มีความผิด ดังนั้น ศาลจึงมีหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการกล่าวหาของฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และเราอาจลืมพูดถึงบุคคลผู้ซึ่งเป็น
ผู้บังคับบัญชาเหนือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกทอดหนึ่ง ซึ่งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น การตั้งข้อหาใด สมควรหรือไม่ และมีการกระทำที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีด้วยความอาญาหรือไม่ ถ้ามีความไม่ถูกต้องขึ้นมา ก็ต้องโทษนายกรัฐมนตรีด้วย
แม้กฎหมายเขียนว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ แต่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเชื่อตำรวจและอัยการที่ตั้งข้อหามารุนแรง จึงไม่ปล่อยตัวชั่วคราวและให้เหตุผลว่าข้อหาพฤติกรรมร้ายแรง ความผิดมีโทษสูง” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว พร้อมเน้นย้ำคำสำคัญที่ว่า
ยิ่งเป็นคดีที่เป็นความเห็นต่าง ยิ่งต้องพึงระมัดระวัง ต้องถือไว้ก่อนว่าประชาชนบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้ในทางปฏิบัติมีความย่อหย่อนมากพอสมควร
สุธาสินี สืบเรือง
นพวิชญ์ เอี่ยมสืบทัพ

