เริงโลกด้วยจิตรื่น : ตัวตนในความว่าง

14.05.23 | 12:54 น.

เริงโลกด้วยจิตรื่น : ตัวตนในความว่าง

ถ้า “ความไร้ตัวตน” หรือ “ความว่างจากตัวตน” เป็นเรื่องเข้าใจ หรือเข้าถึงสภาวะนั้นได้ง่ายๆ ป่านนี้ชีวิตของมนุษย์เราคงอยู่อย่างไม่มีทุกข์มีโศกไปนานแล้ว ยิ่งคนไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นคำสอนนำทางควรจะกระจ่างในธรรมชาติของชีวิตกันหมดสิ้น

ด้วย “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ทรงอธิบายทั้งทางทฤษฎีและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าใจเข้าถึงด้วยการโน้มน้าวให้เป็นประโยชน์อย่างละเอียดมากว่า 2,500 ปี

ทว่าแม้แต่ผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนา และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ยังเข้าใจ “ความไร้ตัวตน” หรือ “ความว่างจากอัตตา” ต่างกันไป

ทั้งนี้เพราะในที่สุดแล้ว ความเข้าใจ หรือเข้าถึงนั้น ส่วนใหญ่หรือจะว่าไปเกือบทั้งหมดเป็นแค่ต่างคนต่างคิดไปเองว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนั้น

Advertisement

คิดแล้วสรุปเป็นความเชื่อ ก่อนที่จะยึดถือความเชื่อนั้นเป็นความจริงแท้ ถูกต้อง

ทั้งที่เป็น “ความเชื่อ” แบบต่างๆ นานา ปรับเปลี่ยนไปตามความรู้สึก นึก คิดของแต่ละคน

และเมื่อตราบใดที่ยังเป็นความเชื่อ ตราบนั้นความเข้าใจ เข้าถึงก็ยังเป็นแค่สภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้น หรือเป็นแค่ภาวะที่ถูกคิดขึ้นมา ซึ่งทำให้ยังอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ยังแปรเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของเหตุที่มาประกอบขึ้น อยู่ในภาวะเสียดสีคงทนในสภาพเดิมไม่ได้ โดยที่ไม่มีอะไรมีอิทธิพลควบคุมให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ล้วนแปรเปลี่ยนไปในความไม่แน่นอน

การยึดถือกับความเชื่อที่ยังเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร้การควบคุมนี้ ทำให้ความทุกข์ ความเศร้ายังคงเกิดขึ้น เพราะไม่ว่าจะคิดว่าเข้าใจ หรือเข้าถึงอย่างไร ความเชื่อนั้นก็ยังแปรเปลี่ยนไปในแบบที่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้

ด้วยเหตุที่ไปไม่พ้นจากความทุกข์ ความเศร้า แม้จะมีความเชื่อว่าเข้าใจ เข้าถึงแล้วนี้เอง ความสับสนจึงยิ่งเกิดขึ้นมากในหมู่ผู้ปฏิบัติ

เกิดการแยกสายไปเป็น

แบบหนึ่ง ทิ้งความเชื่อ ตัดความคิดทั้งหมด ให้ความตื่นตัวอยู่กับสภาวะไร้ความรู้สึก นึก คิด แล้วถือว่านั่นเป็นความว่างอย่างแท้จริง ไม่มีตัวตนอะไรให้ยึดถืออีกต่อไป

แต่การเข้าถึงสภาวะเช่นนั้น กลับเหมือนละทิ้งการสัมผัสสัมพันธ์กับสรรพสิ่งในโลก ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตื่นตัวกับชีวิตที่จมหาย หรือล่องลอยไปในความว่าง

ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า นั่นเป็นธรรมชาติของชีวิตจริงหรือ ชีวิตไม่ใช่การเคลื่อนในความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งหรือ

อีกแบบหนึ่ง ตื่นตัวที่จะสัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างที่สัมผัส รับรู้ถึงการมีส่วนกับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น รับรู้ถึงสภาวะเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

แต่สภาวะเช่นนี้คือรับผลจากความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดา เพราะธรรมชาติเป็นเช่นนั้น

เป็นความเข้าใจ เข้าถึงที่รับสภาพความเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา

เป็น “ความไร้ตัวตน” หรือ “ว่างจากอัตตา” ที่ยังต้องวุ่นวายกับความแปรเปลี่ยนนั้นอย่างไม่รู้หยุดหย่อน

เป็นทางเดินสองทางเพื่อสร้างความคิดความเชื่อกันไปคนละแบบ และในสองแบบนั้นแยกเป็นหนทางย่อยอีกมากมาย อันเป็นต้นเหตุของความแตกต่างในความเชื่อ ความคิด

หนทางเข้าใจ เข้าถึงเช่นนี้เกิดขึ้นมากมาย แต่อย่างที่บอกถ้านั่นเป็นหนทางที่แท้ของ “พุทธะ” ป่านนี้ทุกข์โศกคงหายไปจากศาสนิกชนส่วนใหญ่ไปแล้ว

ความพยายามที่จะให้เข้าใจสภาวะ “เห็นตัวตนเคลื่อนไปในความว่าง” หรือ “เห็นอัตตาประกอบขึ้นในความว่าง และแปรเปลี่ยนไปสู่ความว่าง เห็นสิ่งที่ยึดถือได้ในความยึดถือไม่ได้ เพราะมีธรรมชาติเป็นความแปรเปลี่ยน”

คงไม่จำเป็น