เริงโลกด้วยจิตรื่น : ตัวตนในความว่าง
ถ้า “ความไร้ตัวตน” หรือ “ความว่างจากตัวตน” เป็นเรื่องเข้าใจ หรือเข้าถึงสภาวะนั้นได้ง่ายๆ ป่านนี้ชีวิตของมนุษย์เราคงอยู่อย่างไม่มีทุกข์มีโศกไปนานแล้ว ยิ่งคนไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นคำสอนนำทางควรจะกระจ่างในธรรมชาติของชีวิตกันหมดสิ้น
ด้วย “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ทรงอธิบายทั้งทางทฤษฎีและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าใจเข้าถึงด้วยการโน้มน้าวให้เป็นประโยชน์อย่างละเอียดมากว่า 2,500 ปี
ทว่าแม้แต่ผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนา และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ยังเข้าใจ “ความไร้ตัวตน” หรือ “ความว่างจากอัตตา” ต่างกันไป
ทั้งนี้เพราะในที่สุดแล้ว ความเข้าใจ หรือเข้าถึงนั้น ส่วนใหญ่หรือจะว่าไปเกือบทั้งหมดเป็นแค่ต่างคนต่างคิดไปเองว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนั้น
คิดแล้วสรุปเป็นความเชื่อ ก่อนที่จะยึดถือความเชื่อนั้นเป็นความจริงแท้ ถูกต้อง
ทั้งที่เป็น “ความเชื่อ” แบบต่างๆ นานา ปรับเปลี่ยนไปตามความรู้สึก นึก คิดของแต่ละคน
และเมื่อตราบใดที่ยังเป็นความเชื่อ ตราบนั้นความเข้าใจ เข้าถึงก็ยังเป็นแค่สภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้น หรือเป็นแค่ภาวะที่ถูกคิดขึ้นมา ซึ่งทำให้ยังอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ยังแปรเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของเหตุที่มาประกอบขึ้น อยู่ในภาวะเสียดสีคงทนในสภาพเดิมไม่ได้ โดยที่ไม่มีอะไรมีอิทธิพลควบคุมให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ล้วนแปรเปลี่ยนไปในความไม่แน่นอน
การยึดถือกับความเชื่อที่ยังเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร้การควบคุมนี้ ทำให้ความทุกข์ ความเศร้ายังคงเกิดขึ้น เพราะไม่ว่าจะคิดว่าเข้าใจ หรือเข้าถึงอย่างไร ความเชื่อนั้นก็ยังแปรเปลี่ยนไปในแบบที่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้
ด้วยเหตุที่ไปไม่พ้นจากความทุกข์ ความเศร้า แม้จะมีความเชื่อว่าเข้าใจ เข้าถึงแล้วนี้เอง ความสับสนจึงยิ่งเกิดขึ้นมากในหมู่ผู้ปฏิบัติ
เกิดการแยกสายไปเป็น
แบบหนึ่ง ทิ้งความเชื่อ ตัดความคิดทั้งหมด ให้ความตื่นตัวอยู่กับสภาวะไร้ความรู้สึก นึก คิด แล้วถือว่านั่นเป็นความว่างอย่างแท้จริง ไม่มีตัวตนอะไรให้ยึดถืออีกต่อไป
แต่การเข้าถึงสภาวะเช่นนั้น กลับเหมือนละทิ้งการสัมผัสสัมพันธ์กับสรรพสิ่งในโลก ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตื่นตัวกับชีวิตที่จมหาย หรือล่องลอยไปในความว่าง
ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า นั่นเป็นธรรมชาติของชีวิตจริงหรือ ชีวิตไม่ใช่การเคลื่อนในความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งหรือ
อีกแบบหนึ่ง ตื่นตัวที่จะสัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างที่สัมผัส รับรู้ถึงการมีส่วนกับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น รับรู้ถึงสภาวะเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง
แต่สภาวะเช่นนี้คือรับผลจากความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดา เพราะธรรมชาติเป็นเช่นนั้น
เป็นความเข้าใจ เข้าถึงที่รับสภาพความเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
เป็น “ความไร้ตัวตน” หรือ “ว่างจากอัตตา” ที่ยังต้องวุ่นวายกับความแปรเปลี่ยนนั้นอย่างไม่รู้หยุดหย่อน
เป็นทางเดินสองทางเพื่อสร้างความคิดความเชื่อกันไปคนละแบบ และในสองแบบนั้นแยกเป็นหนทางย่อยอีกมากมาย อันเป็นต้นเหตุของความแตกต่างในความเชื่อ ความคิด
หนทางเข้าใจ เข้าถึงเช่นนี้เกิดขึ้นมากมาย แต่อย่างที่บอกถ้านั่นเป็นหนทางที่แท้ของ “พุทธะ” ป่านนี้ทุกข์โศกคงหายไปจากศาสนิกชนส่วนใหญ่ไปแล้ว
ความพยายามที่จะให้เข้าใจสภาวะ “เห็นตัวตนเคลื่อนไปในความว่าง” หรือ “เห็นอัตตาประกอบขึ้นในความว่าง และแปรเปลี่ยนไปสู่ความว่าง เห็นสิ่งที่ยึดถือได้ในความยึดถือไม่ได้ เพราะมีธรรมชาติเป็นความแปรเปลี่ยน”
คงไม่จำเป็น

