ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ คำบ่นที่ได้ยินทุกวันจากพ่อสารถีที่บ้านคือ “ต้องลดน้ำหนักแล้ว” ค่ะ เรื่องเริ่มตั้งแต่ช่วงเกษียณอายุราชการเมื่อ 3 เดือนก่อนที่มีงานเลี้ยงส่งผู้เกษียณอายุทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ยิ่งมีคนรู้จักเยอะก็ยิ่งต้องไปหลายงาน ไปงานของคนหนึ่งแต่ไม่ไปอีกคนหนึ่งก็ไม่ได้และถ้าไปแล้วกินน้อยก็จะโดนตำหนิอีก ที่แย่กว่านั้นคือหลายครั้งโดนคะยั้นคะยอให้ดื่มแอลกอฮอล์ด้วย พ่อสารถีแพ้แอลกอฮอล์ค่ะ ดื่มเข้าไปนิดเดียวก็จะมีผื่นขึ้นทั้งตัวและหายใจไม่สะดวก ดังนั้น คืนไหนนอนกรนดังเป็นพิเศษก็จะทราบว่าดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแต่ไม่กล้าบอกเพราะรู้ว่าต้องโดนดุแน่ๆ ผ่านช่วงเลี้ยงส่งผู้เกษียณอายุไปไม่นานก็ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว เทศกาลรื่นเริงและโปรโมชั่นร้านอาหารทำให้เรามีความสุขเสมอแต่ก็ทำให้รู้สึกผิดหลังกินอย่างไม่บันยะบันยังเช่นกัน
“ที่ไปงานเลี้ยงก็ไม่ว่าหรอกนะคะแต่แค่กินอาหารให้เท่ากับที่กินปกติและไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เข้าใจว่าทำยากตรงไหน”
“ก็เขาอุตส่าห์เลี้ยง กินน้อยๆ เดี๋ยวเจ้าภาพเสียใจ เขาเทเบียร์ให้ดื่มก็ต้องจิบให้ดูนิดหนึ่งแต่จิบเดียวนะ ที่เหลือก็ไม่ดื่มแล้ว”
พ่อสารถีก็ทำหน้าเศร้าเพราะรู้สึกผิดที่กินเยอะจนน้ำหนักขึ้นและยังต้องโดนดุอีกค่ะ ดูเหมือนงานเลี้ยงและการเข้าสังคมจะมีอิทธิพลต่อการกินมากกว่าการดูแลสุขภาพ ถ้าคนรอบข้างมีอิทธิพลขนาดนี้ โฆษณาร้านอาหารที่สื่อให้เห็นว่าร้านอาหารนี้แค่เข้าไปกินก็รู้สึกมีความสุขแล้วหรือการเห็นเพื่อนกินก็กินตามเพื่อนหมายถึงมิตรภาพก็ถือว่ามาถูกทางค่ะ
เรื่องการกินอย่างรื่นเริงทำให้นึกถึงการ์ตูนไทยชั้นดีที่เพิ่งได้อ่านไปแค่ 2 ตอนเมื่อคืนนี้ “เจ้าหนูข้าวจี่ แผงลอยมหากาฬ ปิ้งสะท้านปฐพี” โดยคุณเกษม อภิชนตระกูล และคุณคุณากร ขุนนราศัย ผู้เขียนให้การว่านี่ไม่ใช่การ์ตูนเกี่ยวกับอาหารแต่เป็นการ์ตูนตลกค่ะ “ข้าวจี่” คือชื่อที่สาวนักเขียนคอลัมน์อาหารในนิตยสารท้องถิ่นฉบับหนึ่งเรียกเด็กหนุ่มเจ้าของร้านขายข้าวจี่ อาหารพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในจังหวัดขอนแก่น ข้าวจี่คือข้าวเหนียวก้อนโรยเกลือ ชุบไข่ และย่างบนเตาถ่าน รับประทานร้อนๆ เป็นของกินเล่นหรือเป็นอาหารหลักก็ได้ ร้านข้าวจี่แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนกังสะเดิดซึ่งเป็นถนนสายร้านอาหารหรูหราในจังหวัด ร้านข้าวจี่ซอมซ่อที่เหลืออยู่แห่งเดียวบนถนนสายนี้จึงกลายเป็นมลทินของวิถีการกินสำหรับคนรุ่นใหม่ เรื่องสนุกคือพ่อหนุ่มข้าวจี่ไม่ได้สนใจว่าข้าวจี่ชิ้นละ 7 บาทของเขาจะรสเลิศจนสามารถเอาชนะร้านอาหารจานละเป็นร้อยได้ เขาแค่ต้องการขายข้าวจี่ต่อไปอย่างสงบแต่เราไม่ต้องมุ่งกับเนื้อเรื่องมากค่ะ เรื่องนี้มีเสน่ห์ที่มุขตลกมากกว่าแต่ว่าอ่านเสร็จแล้วรู้สึกอยากกินข้าวจี่ขึ้นมาเลยค่ะ
การอยากกินข้าวจี่หลังอ่านจบก็อาจจะเป็นอิทธิพลทางสังคมแบบเดียวกับคนในงานเลี้ยงอยากกินอาหารปริมาณมากเพราะเกิดความรู้สึกดีจากบรรยากาศภายในงานเหมือนกัน งานวิจัยที่ตีพิมพ์โดยคุณ Higgs ในปี 2016 บอกเราว่าบริบททางสังคมมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการกินของเราอย่างมาก โดยสรุปคือเรากินเพื่อทำให้ผู้อื่นพอใจ นั่นคือแม้จะรู้ว่าควรจะกินในปริมาณพอดีแต่เมื่ออยู่ในงานปาร์ตี้เราก็มักจะเลือกอาหารที่ทำให้ทุกคนได้มีความสุขร่วมกัน เช่น ขนมเค้ก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น ยิ่งคนมากเราก็ยิ่งกินมากเพราะเมื่อมีใครคนหนึ่งกินเยอะๆ เราก็จะมีข้อยกเว้นในใจว่าขนาดคนนั้นยังกินเยอะได้ เราก็กินเยอะได้เหมือนกัน
ทฤษฎี Planned Behavior ของ Ajken บอกเราว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ในปาร์ตี้แล้วกินเยอะค่ะ ปริมาณการกินขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ ทัศนคติต่อการกิน มุมมองต่อแรงกดดันทางสังคมกับการกิน และความสามารถในการควบคุมการกินของตัวเอง ถ้าเรามีทัศนคติที่ดีต่อการกินอาหารเพื่อสุขภาพ มีจิตใจเข้มแข็งกล้าปฏิเสธเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่กลัวเจ้าภาพโกรธ หรือรู้ตัวว่าสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอใจกินมากกว่าปกติในงานเลี้ยงหรือบุฟเฟ่ต์ที่มีอาหารน่ากินไม่อั้น สังคมรอบข้างก็จะไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือการกินของเราได้ค่ะ ในทางตรงข้ามถ้ามีทัศนคติว่าอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพไม่ได้อันตรายหากกินครั้งเดียว ไม่กล้าปฏิเสธเจ้าภาพเพราะกลัวเสียมารยาท และไม่สามารถหยุดกินได้เมื่อเจอของชอบ คนกลุ่มนี้ถ้าไปงานเลี้ยงก็จะน้ำหนักขึ้นแน่นอนและตามมาด้วยความรู้สึกแย่อีกหลายอย่าง ทั้งแย่ที่น้ำหนักขึ้นและแย่ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ดังนั้น คนที่มีแนวโน้มควบคุมการกินไม่ค่อยเก่งจึงไม่ควรเข้าร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่ทุกคนรอบข้างกินกันเต็มที่ไม่อั้น ถ้าไปงานเลี้ยงก็ควรรีบกลับบ้านไวๆ หรือไปช้าๆ ตอนอาหารใกล้หมดค่ะ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วนก็แนะนำไม่ให้ซื้อขนมเข้าบ้านเพราะการดูคนอื่นกินก็ทำให้เราอยากกินตามไปด้วย
ส่วนคนที่อยากกินข้าวจี่ซึ่งเป็นข้าวเหนียวขนาดเกือบเท่าฝ่ามือแต่อยู่ในวัยที่กินคาร์โบไฮเดรตได้ไม่มากนัก แนะนำให้ซื้อมาแล้วกินคำเดียวค่ะ ที่เหลือยกให้เพื่อนหรือบอกคนขายว่าปิ้งก้อนเล็กๆ ให้ก็พอและอย่ามองดูเด็กๆ ที่กินหมดก้อนแล้วใช้เป็นข้ออ้างให้เรากินหมดด้วยค่ะ วัยเจริญเติบโตเขากินขนาดนั้นไม่เป็นไร

