‘พระปรางค์สามยอดเสียดยอดเสียดฟ้า
เหมือนปรัชญาประเสริฐทิ้งไว้ให้เกิดสติปัญญา
ศาลพระกาฬโบราณสถานแต่นานมาศิลาแลงแกร่งแห่งกรุงละโว้ยิ่งใหญ่
รุ่งเรืองละโว้เป็นเมืองพระนารายณ์ราชนิเวศน์ไสวหนึ่งในอยุธยา
พระที่นั่งตำหนักผุพังโอ้อนิจจาน้ำตกเหมือนน้ำตาไหลเป็นแควป่าสักซึมเซา’

คือท่อนหนึ่งของบทเพลงผลงานประพันธ์โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรมที่ระบุนามโบราณสถานต่างๆ อันสำคัญยิ่งในลพบุรีไว้อย่างไพเราะ น่าจดจำ
เช่นเดียวกับเรื่องราวปริศนาแห่งลพบุรี ละโว้ อโยธยา ขอม เขมร และความเป็นไทยที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง มากมายด้วยเสน่ห์ชวนค้นหา ชวนให้เดินเท้าตามรอยทางไปเช็กโลเกชั่นย้อนสู่ห้วงเวลาสำคัญในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ผ่านศิลปะสถาปัตย์อันมีอารยะ
ไขร่องรอยสืบค้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าขอมคือใคร ละโว้อยู่ที่ไหน เหตุใดจึงรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ ส่งอิทธิพล ก่อเกิดพัฒนาการยังรัฐ บ้าน และเมืองได้อย่างอัศจรรย์ใจ และใครคือผู้สร้างศาสนสถานเหล่านี้?

เช็กอินวัดนครโกษา สบตา ‘(ศาล) พระกาฬ’
ศาสนสถานข้ามกาลเวลา
ทางตอนเหนือของสถานีรถไฟลพบุรีด้านทิศตะวันออก พระปรางค์ขนาดใหญ่บ่งบอกศิลปกรรมในห้วงสมัยลพบุรีตั้งตระหง่าน ในขณะเดียวกันยังปรากฏหลักฐานเก่าแก่ไปถึงวัฒนธรรมทวารวดีในยุคก่อนหน้า สะท้อนการสืบเนื่องซ้อนทับของยุคสมัย สันนิษฐานว่าได้ชื่อมาจาก เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) แม่กองในการสร้างเมืองลพบุรีให้เป็นที่ประทับแห่งที่ 2 ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
วัดแห่งนี้ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญสำหรับชาติเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2478
ครั้นกรมศิลปากรทำการขุดแต่งที่ฐานเจดีย์องค์ใหญ่ ระหว่าง พ.ศ.2529-2530 ประติมากรรมในสมัยทวารวดีก็ปรากฏโฉม ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมรูปยักษ์ อีกทั้งลวดลายประกอบสถาปัตยกรรมหลากหลาย โดยถูกเก็บรักษาไว้เป็นมรดกแด่ปุถุชนรุ่นหลัง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

ห่างออกไปไม่ไกล เพียงกะพริบตา มองเห็น ‘ศาลพระกาฬ’ ซึ่งโดดเด่นด้วยสถาปัตย์ปราสาทขอมบริเวณวงเวียนศรีสุนทร กลางตัวเมืองลพบุรี นักวิชาการสันนิษฐานจากรูปแบบศิลปกรรมว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ.1500 หรือกว่าพันปีมาแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่เรียกติดปากว่า ‘ศาลสูง’ ด้วยเหตุผลเรียบง่ายที่ว่าตัวปราสาทสร้างบนฐานศิลาแลงที่ตั้งตระหง่านกว่าทั่วไป ส่วนนามศาลพระกาฬ กล่าวกันว่าเรียกตามนามของรูปเคารพประธานที่สร้างจากหินมีสีดำ (กาฬ แปลว่า สีดำ)
ศาลพระกาฬนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวถึงเมื่อเสด็จไปทอดพระเนตร ความตอนหนึ่งว่า
“ออกจากพระปรางค์สามยอดเดินไปสักสองสามเส้น ถึงศาลพระกาล ที่ศาลพระกาลนั้นเป็นเนินสูงขึ้นไปมาก มีบันไดหลายสิบขั้น ข้างบนเป็นศาลหรือจะว่าวิหารสามห้อง เห็นจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา แต่บัดนี้เหลืออยู่เพียงแต่ผนัง ที่แท่นมีรูปพระนารายณ์สูงประมาณ 4 ซอก เป็นเทวรูปโบราณทำด้วยศิลา มีเทวรูปเล็กๆ เป็นพระอิศวรกับพระอุมาอีก 2 รูป ออกทางหลังศาลมีบันไดขึ้นไปบนเนินสูงอีกชั้นหนึ่ง มีหอเล็กอีกหอหนึ่ง มีแผ่นศิลาเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑแผ่นหนึ่ง มีรูปนารายณ์ประทมสินธุ์แผ่นหนึ่งวางเปะปะ ไม่ได้ตั้งเป็นที่”
ชวนให้จินตนาการย้อนอดีตข้ามกาลเวลาไปยังห้วงสมัยดังกล่าว ก่อนตัดภาพสู่วันนี้ที่ศาลพระกาฬคลาคล่ำด้วยนักเดินทางจากทั่วสารทิศ

จาก‘พระปรางค์สามยอด’เสียดยอดสู่ฟ้า
ถึง‘เทวสถานปรางค์แขก’
อีกหนึ่งโบราณสถานที่ไม่อาจพลาดการเยี่ยมเยือนคือ พระปรางค์สามยอด ศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดลพบุรี คาดว่าสร้างในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 เนื่องด้วยรังสรรค์จากศิลาแลงอันเป็นหนึ่งในลายเซ็นของปราสาทเขมรในรัชสมัยของพระองค์ ภาพจำคืออาคารประธานเป็นปราสาทสามหลังเรียงตัวกันตามแนวเหนือ–ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แต่ละองค์เชื่อมต่อกันโดยฉนวน ภายในปราสาทแต่ละหลังเดิมมีแท่นฐานประดิษฐานรูปเคารพ หลังคาชั้นซ้อนลดหลั่นกัน 5 ชั้น เบื้องหน้าปราสาทองค์กลางมีวิหารก่ออิฐแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง ก่อประตูเป็นวงโค้ง
ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทรงสันนิษฐานว่าภายในปราสาทหลังกลางประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก หลังใต้ประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หลังเหนือประดิษฐานนางปรัชญาปารมิตา
นอกจากนี้ เมืองลพบุรียังมี เทวสถานปรางค์แขก ซึ่งเดิมเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ งดงามด้วยปรางค์ก่ออิฐ 3 องค์ ตั้งเรียงกันในแนวเหนือใต้ ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่ที่สุดขนาบข้างด้วยปรางค์ขนาดเล็ก 2 องค์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะฟันธงความเก่าแก่ย้อนไปถึงพุทธศตวรรษที่ 15 โดยคาดว่ามีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับสร้างวิหารเล็กหน้าปรางค์ ซึ่งมีประตูทางเข้าแบบโค้งแหลม
กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะเมื่อปี 2504 และ 2521 ให้มั่นคงสถาวรจวบจนปัจจุบัน
หมุนเข็มนาฬิกา ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
ฟังเสียงขอมละโว้หลังกำแพง
‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’
อีกไฮไลต์ที่ต้องเดินทางไปให้ถึง คือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ที่งามสง่าด้วยปรางค์ตั้งบนฐานไพที หันหน้าสู่แสงอาทิตย์เบื้องทิศตะวันออก เดิมเคยมีปรางค์องค์เล็กๆ ขนาบ 2 ข้าง ทว่าพังทลายลงไปตามกาลเวลา ตัวสถาปัตย์ก่อด้วยศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก ฉาบปูนและประดับประดาด้วยปูนปั้น ภายในเรือนธาตุมีห้องคูหา หรือที่เรียกว่าครรภคฤหะ ด้านหน้าประกอบด้วยตรีมุข ส่วนยอด หรือหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นชวนมอง เช่นเดียวกับกลีบขนุน สันนิษฐานจากรูปแบบทางศิลปะว่า วัดแห่งนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นก่อนหน้ากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีราวศตวรรษ หรือเมื่อราว พ.ศ.1800 โดยอาจเป็นต้นแบบให้ปรางค์ต่างๆ ในสมัยอยุธยาตอนต้นอีกด้วย
จากนั้นขยับไทม์ไลน์สู่ยุคกรุงศรีอยุธยา ก้าวสู่พื้นที่หลังกำแพงแน่นหนาของ ‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’ พระราชวังอันตระการตาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งโปรดให้สร้างพระราชวังขึ้น ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ.2209 บนพื้นที่ 41 ไร่ ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมสำคัญอย่าง ‘พระที่นั่งจันทรพิศาล’ สำหรับออกว่าราชการ ประชุมขุนนาง ‘พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท’ สำหรับรับราชทูต อีกทั้ง ‘พระที่นั่งสุทธาสวรรย์’ สำหรับสำราญพระอิริยาบถส่วนพระองค์ ปีละ 8-9 เดือน ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่าลพบุรีมีฐานะเป็นราชธานีที่ 2 รองจากกรุงศรีอยุธยากระทั่งเสด็จสวรรคตใน พ.ศ.2231

ครั้นล่วงเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้บูรณะและสร้างหมู่พระที่นั่งขึ้นใหม่ คือ พระที่นั่งพิมานมงกุฎและหมู่ตึกพระประเทียบ แล้วพระราชทานหมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎให้เป็นศาลากลางจังหวัด ต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อ 11 ตุลาคม พ.ศ.2467 กระทั่งประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ พ.ศ.2504
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มากมายด้วยหลักฐานแห่งประวัติศาสตร์ที่รวบรวมจากโบราณสถานต่างๆ ในจังหวัดลพบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง บอกเล่าเรื่องราวของ ขอม ละโว้ ลพบุรี ผ่านโบราณวัตถุซึ่งเดินทางผ่านกาลเวลาสู่ยุคร่วมสมัย
นับเป็นเส้นทางไม่ควรพลาด หากปรารถนาที่จะสนทนากับขอมละโว้ กลุ่มบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ (ก่อนจะถึง) ความเป็นไทยในวันนี้
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

