ไม่ใช่ฝันกลางฤดูร้อน จับตานวัตกรรม Cold Chainพา ‘มะม่วงไทย’ แพคกระเป๋าเดินทางไกลทั่วโลก
“คืบหน้าไปอีกหนึ่งมิติในเรื่องของ Cold Chain ผลไม้ไทยเป็นผลไม้ที่อร่อยที่สุดในโลก แต่เราไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ไกล เพราะผลไม้เปลือกบางเวลาเดินทางไปไหน มันก็จะช้ำและเสียง่าย นี่จึงเป็นมิติใหม่ที่ศูนย์วิจัย Factory classroom ที่คณะวิศวะร่วมกับหลายคณะ ได้มีงานวิจัยเพื่อส่งออกผลไม้ที่อร่อยที่สุดในโลก เปิดโอกาสให้ชาวโลกได้รับประทาน”

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวระหว่างการแถลงข่าว ร่วมกับ รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบังและประธานมูลนิธิฉะเชิงเทราเพื่อการพัฒนา (CDF) ในช่วงกลางฤดูร้อน ในงาน ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองไทยไปฝรั่งเศสตามรอยเส้นทางการทูต ในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม’ พร้อมจัดเสวนา ‘Global Engineering KMITL กับ Cold Chain Logistic’ โดยมี ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ หัวหน้าโครงการการจัดการระบบโซ่ความเย็นและการกระจายอุณหภูมิในระบบโลจิสติกส์เพื่อสร้างมาตรฐานรับรองการขนส่งผลิตผลทางการเกษตรพรีเมียมทางอากาศ, รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ คทา วีณิน กรรมการรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย ทาฟ่า โอเปอร์เรเตอร์ จำกัด (AOTTO) เข้าร่วม


ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กล่าวว่า สจล.เดินมาถูกทาง เพราะประเทศไทยเรื่องอาหารสำคัญที่สุด เราต้องเป็นศูนย์กลางอาหารโลกให้ได้ และการที่จะเป็นเช่นนั้นได้ ต้องทุ่มเทเรื่องนวัตกรรม นำไปสู่เรื่องของ BCG หรือโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
“นอกจากการมี Cold Chain การให้เกษตรกรเข้าใจเรื่องเกษตรสมัยใหม่ ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เข้าใจเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ซึ่งเป็นปัญหากับสภาวะอากาศ และสามารถที่จะตาม Feasibility ตามผลไม้แต่ละลูกได้ว่ามาจากสวนไหน ผมเชื่อว่าถ้าเราค่อยๆ พัฒนาตรงนี้ไปพร้อมยกคุณภาพมาตรฐานผลไม้ ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เราจะเป็นมหาอำนาจด้านอาหาร”

ความนุ่มเป็นเหตุ! Cold Chain ช่วยได้ ทางออกมะม่วงไทย ‘ส่งไกล’ ไม่รอด
ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ หัวหน้าโครงการการจัดการระบบโซ่ความเย็นและการกระจายอุณหภูมิในระบบโลจิสติกส์เพื่อสร้างมาตรฐานรับรองการขนส่งผลิตผลทางการเกษตรพรีเมียมทางอากาศ กล่าวว่า ปัญหาของโลกตอนนี้คือร้อนขึ้นทุกวัน ผลผลิตการเกษตรมันยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งอุณหภูมิสูง อัตราการหายใจยิ่งสูง ทำให้เสื่อมคุณภาพได้ง่าย
“ความนุ่มเป็นปัญหาของมะม่วงไทย ที่ทำให้ไม่สามารถพาไปไกลได้ เพราะจะอ่อนไหวกับการขนส่ง จึงเป็นที่มาที่ทาง บพข.เห็นความสำคัญของงานนี้ ถ้าเราสามารถส่งของดีของเราไปต่างประเทศได้ มันจะเพิ่มมูลค่าได้มาก
มะม่วงจากสวนฉะเชิงเทราเฉลี่ยแล้วส่งออกกิโลกรัมละ 70 บาท ตกลูกละ 20 กว่าบาท รวมค่าขนส่งทางอากาศและอื่นๆ อีก 80 บาท เป็นลูกละ 100 บาท ไปถึงนู่นขายได้ลูกละ 5-6 ยูโร หรือประมาณ 200 กว่าบาท แต่ถ้าวางได้สัก 2 วันเน่า มันก็จะมีอายุการขายสั้น ถ้ายืดไปได้ 5-7 วัน จะช่วยให้อายุการขายนานขึ้น
จากการทดลอง พบว่าอุณหภูมิมีผลมาก ในตู้โหลด ULD ซึ่งเป็นโลหะที่ใส่มะม่วงเข้าไป อุณหภูมิในตู้อยู่ที่ 70 องศา แทบจะกลายเป็นมะม่วงนึ่ง เราได้ทดลองจากสุวรรณภูมิ direct flight ไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ชาร์ล เดอ โกล 1 รอบ และสุวรรณภูมิ transit flight ไปดูไบ ก่อนจะไปต่อที่ชาร์ล เดอ โกล ได้ทำการบันทึกอุณหภูมิและคุณภาพตามเกณฑ์คุณภาพฝรั่งเศสแล้ว 1 รอบ”
ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ ยังอภิปรายผลลัพธ์ว่า ค่าอุณหภูมิในตอนที่ส่งครั้งแรกเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิขนาดนั้นจะทำให้ผลไม้เน่าเสีย เบื้องต้นยังไม่ได้ทางออกที่ชัดเจน จึงพยายามเอาค่าบ่มเย็น นำฉนวนต่างๆ 3-4 รูปแบบมาลองบ่ม ตอนนี้สามารถลดอุณหภูมิจาก 70 องศา ดีที่สุดลงไปที่ 40 องศา ซึ่งถือว่ายังคงสูงอยู่
“Cold Chain ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญ คือมีห้องจำลองสภาวะ ถ้าสามารถจำลองสภาวะอากาศในประเทศต่างๆ ได้ เสร็จแล้วเอาผลิตผลเหล่านี้ไปใส่ในห้อง ถ้ารอดคือรอด ไม่รอดค่อยมาปรับแต่งใหม่ เช่น เอามาห่มห่อ ปรับแต่งเพื่อให้มีความมั่นใจ
ตอนนี้เราจำลองอุณหภูมิได้ เรากำลังจำลองแสงต่อ และต้องจำลองให้มีฝนตก ความชื้นสูง-ต่ำด้วย” ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ เผยถึงก้าวต่อไปที่อยากต่อยอด
บพข.ปิดช่องว่าง ดึงวิจัยลงจากหิ้ง สู่การต่อยอดทางธุรกิจในโลกความจริง
รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า บพข.เป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นมาช่วงโควิด เพื่อที่จะปิดช่องว่างในส่วนที่เรียกว่า Valley of death ของงานวิจัย คนชอบพูดว่างานวิจัยทำแล้วเอาไปอยู่บนหิ้ง ไม่เคยเอามาใช้

“หน้าที่ของมหาวิทยาลัย คือการเอางานวิจัยไว้บนหิ้ง ทุกประเทศเป็นเหมือนกันหมด แต่เขามีกลไกและมีคนไปเอาลงมา ซึ่งประเทศเราไม่มี บพข.จึงถูกดีไซน์ออกมาเพื่อปิดช่องว่างตรงนี้ ในกลุ่มประเทศตะวันตก คนที่เอาลงไปใช้คือภาคเอกชน ในขณะที่ทางเอเชียไม่ค่อยกล้าเสี่ยงก็จะรัฐครึ่ง เอกชนครึ่ง ส่วนประเทศไทยไม่มีใครทำอะไรกับตรงนี้เลย
“เอกชนมาร่วมกับมหาวิทยาลัยมันเสี่ยง ฉะนั้นการให้ทุน คือการลดความเสี่ยงภาคเอกชนในการเอาเทคโนโลยีของอาจารย์ทั้งหลายไปใช้ โดยเอกชนออกเพียง 10% เราออกให้ 90% ถ้าจะเอาเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยไปใช้ แต่ถ้าท่านทำเอง ท่านออก 100%”
รศ.ดร.สิรี เล่าว่า ต่างประเทศเคยมาวิเคราะห์ส่วนนี้ คือส่วนที่ทำให้ประเทศติดอยู่ใน Middle Income Trap ถ้าแก้ไม่ได้ ก็จะติดอยู่ตลอดไป บพข.จึงถูกตั้งขึ้นมา เพราะต้องการให้ทุกฝ่ายมาทำงานร่วมกัน ความร่วมมือที่จะต้องทำด้วยกันคือนักวิจัยภาคเอกชน เกษตรกร หน่วยงานของรัฐ ทุกคนต้องมาร่วมเป็นพวกเดียวกัน จะได้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
“ประเด็นของประเทศไทยมันไม่ใช่การขาดเงิน แต่ประเด็นของงานวิจัยอยู่ที่การขาดโครงการที่ดี เงินของประเทศมีเหลือ มีมากเกินด้วยซ้ำ เราอยากได้โครงการดีๆ ซึ่งทาง บพข.พร้อมซัพพอร์ตในส่วนที่เป็นเทคโนโลยี และให้ทุนในเรื่องการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อที่จะนำออกมาใช้” รศ.ดร.สิรี เล่าขอบข่ายของส่วนที่ บพข.จะซัพพอร์ต ก่อนเผยต่ออีกว่า ถ้าสามารถแก้เรื่องการจัดการได้ โดยการเอาโปรแกรมนี้เป็นตัวอย่าง มันจะเป็นต้นแบบซึ่งทำให้ทุกอุตสาหกรรมสามารถไปได้ คนไทยเป็นชาติที่ก๊อบปี้เก่ง ถ้ามีสักกลุ่มหนึ่งทำให้เกิดความสำเร็จ กลุ่มอื่นๆ ก็จะตาม เพียงแต่ตอนเริ่มจะยากสักหน่อย

ขนส่งผลไม้ไทย บินไปแบบพรีเมียม กับ ‘Business Class Cargo’
คทา วีณิน กรรมการรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย ทาฟ่า โอเปอร์เรเตอร์ จำกัด (AOTTO) เผยว่า เมื่อมองภาพรวมทั้งวิทยาศาสตร์ มะม่วง หรือเกษตรกรดีแค่ไหน แต่ขนส่งไม่ดี อุณหภูมิไม่ได้ ก็เป็นคอขวดที่ปลายทาง

“ถ้านานาชาติเขามีความพร้อมแล้ว เหลือประเทศไทย AOT ต้องทำอะไรสักอย่าง จึงเกิดบริษัทลูกอย่าง AOTTO ขึ้นมาเพื่อทำเรื่องเกี่ยวกับ perishable สินค้าการเกษตรโดยเฉพาะ ระหว่าง Business class กับ Economy สิ่งที่แตกต่างกันคือ การอำนวยความสะดวกที่สนามบิน มีบริการให้สามารถขึ้นเครื่องบินได้ด้วยความรวดเร็ว แต่คาร์โกไม่มี จึงเกิดเป็นกระบวนการเหมือนชั้น Business class ของคาร์โก
เรามีเทอร์มินอลแยกเพื่อแรปสินค้าเหล่านี้ มีห้องเย็นกำกับอุณหภูมิอย่างดี มีกระบวนการตรวจของเสียให้ และผ่านความปลอดภัยมาตรฐานการบิน และยังลากตู้เข้าไปส่งให้ที่คาร์โก มะม่วงน้ำดอกไม้จะเป็นความสำเร็จที่มากับเรา ยังมีทุเรียน มะพร้าว อีกหลายอย่างที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการทำ Business class Cargo”
คทา แย้มไปถึงขั้นเหนือกว่าอีกว่า ถ้าทำความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ตรวจมาตรฐานตามประเทศให้เสร็จสิ้นที่กรุงเทพฯ ถ้าจะปฏิเสธก็ให้จบที่นี่ เพื่อให้สามารถเอาของไปทางอื่นได้
“มันก็ได้กระจายของไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องไปเสียทั้งเครื่องบิน แล้วไปเผาทิ้งปลายทาง จึงเกิดโครงการ Pre-shipment creation ตรวจที่ต้นทาง เหมือนเวลาเราบินไปอเมริกา ต้องผ่านอะบูดาบี เราจะถูกตรวจสอบ custom อเมริกาที่อะบูดาบีเลย พอไปถึงที่หมายเราก็เดินขึ้นแท็กซี่เข้าเมืองได้เลย กระบวนการเหมือนกัน มันจะทำให้เราเป็น hub ในเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้น” คทากล่าว
หนุนสุดแรง ‘อี-คอมเมิร์ซ’ ดันแปรรูปขึ้นแท่นครัวโลก
จากนั้น คทา เผยว่า กระบวนการทำ Cold Chain บ้านเราสามารถทำเองได้ไม่ต้องซื้อของนอก ทุนเรา นักวิทยาศาสตร์เราก็ทำได้ และทำด้วยราคาที่ competitive ดีกว่า ซึ่งต้นทุนในตอนนี้ถูกกว่าต่างชาติอยู่ 3-4 เท่า เมื่อโมเดลเสร็จยังสามารถขายต่อ เป็นโครงการที่สามารถต่อยอดได้
“ต่อไปจะไม่เห็นการส่งมะม่วงเป็นลูก แต่จะเห็นกระบวนการส่งข้าวเหนียวมะม่วงแทน ปอก แปรรูป ข้าวเหนียวมูนเรียบร้อย แยกกะทิไป มีการซีลทำแพคเกจที่ดี เพิ่มมูลค่า เพิ่มการจ้างงานมหาศาลที่จะเกิดขึ้นรอบสนามบิน และส่งออกไปต่างประเทศด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า และในอนาคต ถ้ากระบวนการนี้ไปอยู่บนแพลตฟอร์ม E-commerce perishable สั่งสินค้าจากเซี่ยงไฮ้ ข้าวเหนียวมะม่วง 3 ชุด รอ 14 ชั่วโมง ออเดอร์เข้ามาที่ประเทศไทย ปอกและรวมเสร็จ ขึ้นเครื่องบิน ถึงเซี่ยงไฮ้ใน 14 ชั่วโมง กระบวนการนี้หมายความว่า ของทุกชิ้นที่ออกไป ขายได้แล้ว เพราะมีคนจ่ายเงินเรียบร้อย ไม่ต้องไปเสี่ยงขายได้ไม่ได้ต่างประเทศ”
คทา อธิบายถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงกระบวนการ Feasibility ที่เรียกว่า AOTTO Care ทำได้ถึงสแกนคิวอาร์โค้ดดูว่าฟาร์มไหนปลูก ส่งโดยใคร บรรจุโดยใคร ผู้ตรวจสอบปลายทางก็จะมั่นใจในกระบวนการทั้งระบบ ลักษณะของการวิจัยเช่นนี้ ตนมองว่ามีความยั่งยืน Feasibility แน่น และสินค้าทุกชิ้นจะถูกซื้อก่อน ค่อยเข้าสู่กระบวนการจัดหาและผลิต จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกระบวนการขนส่งทางเกษตร รวมถึงความยั่งยืนของเกษตรกร
“ในปัจจุบันมีพื้นที่กำลังจะต่อขยายอีก 700 กว่าไร่ ข้างๆ สนามบินที่จะเป็นแอร์พอร์ตโลจิสติกส์ และจะเป็นตลาดเกษตร ให้เกิดการทำ Cold Chain เกิดการขนส่ง ถ้าเคยไปงานนวัตกรรมอาหารที่เมืองทอง ทุกประเทศบินมาหมด ค้าขายเสร็จเขาก็กลับไป ประเทศเราได้ค่าโรงแรม ค่าเช่าบูธ ผมมองว่าการเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาอยู่ในเขตสุวรรณภูมิ ซื้อ-ขาย เทรดดิ้งกันตรงนั้น
ไม่ใช่แค่มะม่วงอย่างเดียว จะเอาทรัฟเฟิล โอโทโร่ แซลมอนดีๆ มาไว้ที่นี่ เราจะไม่ใช่แค่ Kitchen แต่เป็น Canteen of the world อะไรพร้อมเสิร์ฟ เสิร์ฟที่นี่ และใช้แรงงานไทย มันก็เกิดการผลิตงานและต่างๆ มากมาย กระบวนการเหล่านี้เราควรจะเอาจริง และต้องมี International standard มารับรอง เราไปไกลแน่นอน” คทาสรุป
เป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันมะม่วงไทยให้แพคกระเป๋าเดินทางไกลไปทั่วโลก อวดศักยภาพความอร่อยลิ้นให้นานาชาติได้ลิ้มลองอย่างสุดฟิน ขณะที่เกษตรกรไทยได้ยิ้มกว้างจากเศรษฐกิจในกระเป๋าที่ขยับขยายขึ้นในทุกๆ วัน
ขวัญพรทัศ ธนูสิงห์

