เริงโลกด้วยจิตรื่น : วิถีแห่งการ ‘ชดใช้กรรม’
เมื่อ “โกรธ” อะไรสักอย่าง
ปกติจะถูกความโกรธนั้นกำหนด “ความคิด คำพูด และการกระทำ” เพื่อสนองความโกรธนั้น
เป็นเหมือนการระบายความโกรธออกมา
บางเรื่อง บางครั้งหยุดไว้แค่ความคิดในใจได้ แต่บางเรื่องต้องพ่นออกมาทางคำพูด และแสดงออกมาทางการกระทำ ซึ่งผลที่เกิดจากความโกรธจะแตกต่างกันไป
จากเก็บไว้ในใจโดยไม่มีใครรู้ จนถึงการขยายเรื่องราวให้ใหญ่โตออกไปจนสุดจะคาดเดา
ปุถุชนทั่วไปเมื่อเกิดโกรธขึ้นมา มักจะต้องแสดงออกไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตาม หากใครที่ฝึกจิตจนควบคุมความโกรธให้อยู่แค่ความคิดได้ ย่อมถูกยกให้เป็นผู้มีวุฒิภาวะสูงกว่าคนที่ควบคุมไม่ได้
คนเราควรฝึกให้สามารถควบคุมความโกรธให้ได้ เพราะระหว่างคำพูด หรือการกระทำที่เกิดขึ้นจากความโกรธ กับการควบคุมความโกรธไว้ได้นั้น แตกต่างกันเยอะ ในเรื่องผลดี ผลเสียที่จะเกิดขึ้น
คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่า พูด และทำอย่างควบคุมความโกรธได้ย่อมออกไปทางที่ดีกว่า
ใครก็ตามหากเกิดโกรธขึ้นแล้วควบคุมไว้แค่การปรากฏในความรู้สึก ความคิด ไม่ปล่อยให้ลามออกมาเป็นคำพูด การกระทำ
มองเห็นความโกรธนั้นอย่างรู้ตัว หรือมีสติ จะเป็นปกติที่ความโกรธนั้นจะคลาย จาง สลายไป
เพียงแต่นั่นเป็นการหายโกรธแบบเป็นครั้งๆ ไป
หากเรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกในภายหลัง เป็นไปได้มากที่ความโกรธจะเกิดขึ้นอีก และไม่แน่ว่าจะควบคุมได้เหมือนที่ผ่านมา
เรื่องราวที่มีบางแง่บางมุมที่เป็นความฝังใจ เมื่อเกิดขึ้นมักส่งผลไม่แตกต่างจากเดิม
อย่างไรก็ตาม มีคนไม่น้อยที่ไปไกลกว่านั้น
เมื่อความโกรธเกิดขึ้น พวกเขาไม่เพียงควบคุมความโกรธไว้ที่แค่ความรู้สึก หรือความคิด ไม่ปล่อยให้ออกมาเป็นคำพูด หรือการแสดงออกอื่นเท่านั้น
แต่ยังมีวิธีนำภาพ หรือเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความโกรธนั้นมาพิจารณาให้เห็นเหตุปัจจัยที่มาประกอบให้เกิดโกรธนั้น
เป็นแบบค่อยๆ เอามาแยกแยะว่า ที่โกรธนั้นเป็นเรื่องอะไร เรื่องนั้นถูกกระตุ้นด้วยความทรงจำแบบไหน ในความทรงจำนั้นได้ก่อความรู้สึกอะไรขึ้นมา เมื่อเรื่องราวอย่างนี้เกิดขึ้นเราเคยชินที่จะจัดการด้วยอะไร
การควบคุมความโกรธ แล้วนำเอาเหตุที่ประกอบขึ้นเป็นความโกรธนั้นมาพิจารณาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนให้เห็นความเป็นจริงในแต่ละเหตุปัจจัยโดยไม่คิดปรุงแต่ง
ใครที่ทำอย่างนี้ได้ จะคลี่คลายความโกรธในเรื่องนั้นๆ ให้จางแบบหายไปไม่กลับมาอีกได้
แต่การจะทำเช่นนี้ได้ จะต้องฝึกที่จะไม่ปกป้องตัวเองจากเหตุที่ทำให้โกรธนั้น ต้องอดทนกับความเจ็บช้ำที่เกิดขึ้นเมื่อเรื่องราวในความทรงจำนั้นผุดขึ้นมาสู่ความรับรู้
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย จำเป็นต้องอาศัยความอดทนในการฝึกฝนสูงมาก
เริ่มจากการฝึกให้อยู่กับสติให้มากที่สุด ฝึกสมาธิให้การอยู่กับสติมีความมั่นคง และใช้สมาธิเพื่อให้เห็นความเป็นจริงต่างๆ โดยไม่ปล่อยให้ความเคยชินมาเบี่ยงเบนความรู้สึก นึก คิด ออกไปจากความเป็นจริงนั้น
เรื่องราวเหล่านี้ เกิดขึ้นได้
แต่การไปถึงไม่ง่าย เพราะไม่ใช่การคิดเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
แต่ตรงกันข้าม คือต้องปล่อย ต้องละ ต้องวางความคิดทั้งหมด แล้วใช้ใจที่ว่างจากความคิดนั้นเข้าไปรู้ความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา
ปล่อยให้ผลจากความเป็นจริงนั้นสั่นสะเทือนจิตใจเต็มที่โดยไม่มีความคิดที่จะไปปกป้อง
กระทั่งเข้าใจเรื่อง “ผลกรรม”
กระจ่างว่า “ผลกรรมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ไม่ใช่กรรมที่ก่อให้เกิดความโกรธหรือ
กรรมที่ก่อความโลภ ความหลง ก็เป็นไปและคลี่คลายด้วยวิธีเดียวกัน

