ได้รับความชื่นชมล้นหลาม เมื่อข่าวข้าราชการบรรจุใหม่ 9 รายของ ‘กรุงเทพมหานคร’ เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน เนื่องด้วยเป็นครั้งแรกของการบรรจุ ‘ผู้พิการ’ เป็นข้าราชการที่มีศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมทุกประการ เปิดตำนานบทใหม่ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้หน่วยงาน กทม. ในยุค ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ
จากนโยบายข้อ 213 สู่ความจริง 9 คน 4 ตำแหน่ง
26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ชัชชาติ พร้อม ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม., ภาณุมาศ สุขอัมพร ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม., ขจิต ชัชวานิชย์ ปลัด กทม., เฉลิมพล โชตินุชิต รองปลัด กทม. และคณะ ร่วมต้อนรับข้าราชการบรรจุใหม่ ซึ่งเป็นคนพิการที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ครั้งที่ 1/2565
ย้อนไปก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการคัดเลือกคนพิการเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ กทม.สามัญเป็นครั้งแรก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่ 213 ของผู้ว่าฯกทม. เรื่องการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงาน โดยการดำเนินการคัดเลือก ในครั้งนี้มีผู้สมัครมากถึง 585 คน สอบผ่าน 141 คน และได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญทั้งสิ้น จำนวน 9 คน ใน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี จำนวน 2 คน ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ จำนวน 4 คน ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป จำนวน 2 คน และตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ จำนวน 1 คน โดยแบ่งตามหน่วยงาน ดังนี้ สำนักงาน ก.ก. 3 คน สำนักการแพทย์ 2 คน สำนักการศึกษา 1 คน สำนักพัฒนาสังคม 1 คน สำนักอนามัย 1 คน และสำนักงานการเจ้าหน้าที่ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร 1 คน
ชัชชาติเผยว่า นี่คือการทำตามนโยบายให้กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน จะมีเพื่อนๆ ที่มีความหลากหลายทางเพศ สติปัญญา การเคลื่อนไหว ถ้าเราดูแลเขาเหล่านี้ได้ก็จะทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในวันนี้ไม่ใช่ติดว่าเป็นคนพิการ แต่เขาเป็นคนมีความสามารถจริง ซึ่งอาจจะใช้มากกว่าปกติด้วย เพราะเขาเคลื่อนที่ยาก หรือฟังไม่ได้ยิน แต่สุดท้ายทุกคนก็สอบผ่านได้ เป็นบทเรียนสำคัญ เมืองมีหน้าที่สำคัญในการดูแลทุกคน ทั้งนี้ กทม.มีการจัดห้องสอบพิเศษให้ เช่น ใช้ภาษามือสำหรับคนพิการทางการได้ยิน มีจอพิเศษให้ดูสำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งคนพิการที่เข้ามาสอบไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จึงเป็นหน้าที่ กทม.ที่ต้องดูแลให้อย่างดี
“เมืองบางเมืองทำให้คนพิการมากขึ้น เพราะทำให้เขาอยู่ลำบาก ถ้าเกิดเมืองที่ดีทำให้คนพิการรู้สึกพิการน้อยลง เพราะสามารถอยู่ได้อิสระมากขึ้น” ชัชชาติกล่าว
กทม.ขอเป็น ‘ต้นแบบที่ดี’ ดูแลผู้พิการ 4 ด้าน
จ่อเปิดรับเป็นข้าราชการเพิ่มอีก
ชัชชาติเผยด้วยว่า กทม.ได้ดูแลผู้พิการอย่างน้อย 4 ด้าน คือ 1.การเดินทาง มีความพยายามปรับทางเดินเท้า ห้องน้ำ ให้เป็นอารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design ซึ่งจะเริ่มเห็นได้ชัด 2.การฝึกอาชีพ มีการฝึกอาชีพให้คนพิการในกลุ่มต่างๆ 3.การบรรจุเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร ลูกจ้าง ข้าราชการ เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจ แล้วทำให้ข้าราชการอื่นเห็นถึงความแตกต่าง อย่างน้อย กทม.ต้องเป็นต้นแบบที่ดีในการดูแลคนของเรา ดูแลทางเข้าออกอาคารให้ดี และ 4.การให้บริการสาธารณสุข การให้คำปรึกษากับคนพิการอย่างทั่วถึง
“คนพิการไม่ได้ต้องการทางลาดที่สโลปแค่นั้น แต่หมายถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมทุกมิติให้ได้ เชื่อว่าถ้าเราดูแลน้องๆ คนที่พิการได้ เราดูแลทุกคนได้ดี” ชัชชาติกล่าว
ด้าน ภาณุมาศ สุขอัมพร ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าดีใจที่ข้าราชการ กทม.ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้อง เพราะเดิมหลายคนกลัวว่าจะร่วมทำงานกันอย่างไร ต้องขอขอบคุณผู้ว่าฯชัชชาติที่ให้ความสำคัญและพูดย้ำเรื่องนี้เสมอ โดยในวาระการทำงานของผู้บริหารชุดนี้ก็จะเห็นคนพิการเข้ามาทำงานมากขึ้น
“ที่สำคัญอยากให้หน่วยงานราชการอื่นที่ยังรับคนพิการเข้าทำงานน้อยอยู่ ถ้าอยากได้ข้อมูลใด ทาง กทม.ยินดีให้ข้อมูล พร้อมสนับสนุน” ภาณุมาศกล่าว

ขณะที่ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.มีความตั้งใจที่จะรับคนพิการเข้ามาทำงานมากขึ้น โดยทางสำนักงาน ก.ก.มีการกำหนดสัดส่วนคนพิการเข้ามาทำงานให้เหมาะสม รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกทางกายภาพและสภาพในการทำงาน และในอนาคตจะมีการเปิดรับคนพิการเข้าบรรจุเป็นคุณครู เพื่อให้คนสอนได้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งเมื่อมีความเข้าใจแล้วก็จะทำให้สามารถไปดูแลน้องๆ นักเรียนได้ดีขึ้นด้วย
สำหรับการรับคนพิการเข้าทำงานเป็นการส่งเสริมให้คนพิการที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเหมาะสมกับลักษณะงานของ กทม.ได้มีโอกาสเข้าทำงานมากขึ้น และเป็นการเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับคนพิการให้มีรายได้มั่นคง สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี ประกอบกับเป็นการสนับสนุนให้ กทม.สามารถรับคนพิการเข้าทำงานตามจำนวนที่มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556
ใจสู้ก็สำเร็จ สัญญา ‘ทำงานเพื่อประชาชน’ ขอบคุณ กทม.ให้โอกาส
ว่าแล้ว มาคุยกับข้าราชการหน้าใหม่ซึ่งเป็นผู้พิการกันบ้าง ภาณุวัฒน์ ผลาเลิศ นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักการแพทย์ เป็นตัวแทนข้าราชการบรรจุใหม่ กล่าวกับผู้ว่าฯกทม.และผู้บริหาร กทม.ว่า ในฐานะตัวแทนของคนพิการ ขอกราบขอบคุณท่านผู้ว่าฯ ท่านรองผู้ว่าฯ ท่านที่ปรึกษา ท่านปลัด ท่านรองปลัด คณะผู้บริหารทุกท่าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกท่าน
“พวกเรารู้สึกอบอุ่นตั้งแต่วันแรกที่ลงสนามสอบ ซึ่งพวกเราได้รับการดูแลตามประเภทความพิการอย่างดี ขอบคุณที่เล็งเห็นศักยภาพของคนพิการว่าพวกเรามีศักยภาพที่จะสามารถทำงานได้ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไป ในฐานะของคนพิการที่ได้รับโอกาสวันนี้ก็ขอให้สัญญาว่าพวกเราจะมุ่งมั่นและตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนต่อไป” ภาณุวัฒน์กล่าว

มาลี อารโยทัย เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน โรงพยาบาลสิรินธร สำนักการแพทย์ อายุ 28 ปี กล่าวว่า ตนเองมีความพิการ กระดูกสันหลังคด เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งธุรการ สำนักงานสรรพากรภาค 4 ปฏิบัติงานมา 4 ปีแล้ว เหตุผลที่มาสมัครที่ กทม.เพราะจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ
มาลีเล่าว่า จากความพิการกระดูกสันหลังคด ความยากของการใช้ชีวิตคือปอดข้างขวาเบียดจากกระดูก ทำให้เกิดอาการเหนื่อยหอบง่าย ในตอนที่กระดูกยังไม่คดเยอะยังไม่ค่อยเหนื่อยมาก สามารถวิ่ง เล่นกีฬาได้เหมือนกับคนอื่น ปัจจุบันทำไม่ได้แล้ว ทำให้การเดินต้องมีการพักระหว่างทางเพราะเหนื่อยมาก
ตอนแรกอาการคดยังไม่หนักมาก แต่พอกระดูกเริ่มคดมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกต่างจากคนอื่น จึงอยู่แต่ภายในบ้าน ไม่ออกไปทำงาน แต่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เข้ามาพูดคุยโน้มน้าวว่า เราสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ สามารถทำงานได้

“อย่าคิดว่าเรามีปมด้อย คนส่วนมากในสังคมเขาก็เปิดใจรับเรา มีเพียงส่วนน้อยที่เขาไม่เข้าใจ พมจ.เขาก็มาพูดว่าลองเปิดโอกาสให้ตัวเองไหม ให้ไปทำงาน อย่าคิดไปเองว่าคนอื่นเขาจะไม่รับคนพิการเข้าทำงาน” มาลีกล่าว
ตอนนั้นเราคิดว่าเราเป็นแบบนี้จะมีปมด้อย ถ้าเราไปสมัครงานเจ้านายจะมองว่าเราเป็นแบบนี้ จะเอามาทำไมให้เป็นภาระ แต่พอเราได้มาทำงานจริงๆ เราก็แสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำงานได้เหมือนกับคนปกติ” มาลีกล่าว
มาลีกล่าวว่า ความคาดหวังในการเป็นข้าราชการ กทม.สามัญคือ การได้รับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล เพราะเราร่างกายทรุดลงทุกวัน ปอดเริ่มไม่ค่อยดี โดยบรรยากาศในวันที่ไปสอบ พี่เจ้าหน้าที่ดูแลเป็นอย่างดี สถานที่สอบมีสิ่งอำนวยความสะดวก ใส่ใจต่อผู้พิการ

ชัยณรงค์ ต๊ะวงค์ษา นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย อายุ 33 ปี กล่าวว่า ตนเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานราชการที่สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดพะเยา ในตอนนั้นเห็นการเปิดสอบของ กทม.ก็เป็นโอกาสที่ดีก็เลยมาสมัครสอบ
ชัยณรงค์กล่าวว่า สำหรับอุปสรรคการทำงานเป็นเรื่องของการสื่อสาร ต้องคอยดูปากของผู้พูด แต่จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีการใส่หน้ากากอนามัย ทำให้สื่อสารยาก จึงต้องขอให้ผู้พูดถอดหน้ากากอนามัย หรือพูดเสียงดังแทน
“การสื่อสารตรงนี้เป็นอุปสรรคของคนพิการทางการได้ยินอยู่แล้ว เพราะต้องอ่านริมฝีปาก หรือบางคนหูหนวกก็ต้องใช้ภาษามือ แต่ผมหูตึง เวลาสื่อสารกับคนที่ไม่ได้อ่านปากจะทำให้สื่อสารยากนิดหนึ่ง เพราะได้ยินแต่เสียง แต่จับประเด็นไม่ได้” ชัยณรงค์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า ขอเป็นกำลังใจให้คนพิการที่กำลังหางานทำ หรือต้องการที่จะเข้ารับราชการ ความพิการไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน
ถ้ามีใจสู้ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้

