“อุรังคธาตุ” ตำนานพระธาตุพนม สะท้อนวัฒนธรรม “นาค” ลุ่มน้ำโขง

1.06.23 | 12:10 น.
“อุรังคธาตุ” ตำนานพระธาตุพนม สะท้อนวัฒนธรรม “นาค” ลุ่มน้ำโขง

อุรังคธาตุ” ตำนานพระธาตุพนม

สะท้อนวัฒนธรรม “นาค” ลุ่มน้ำโขง

บางตอนจาก ตำนานอุรังคธาตุ : ภาพสะท้อนวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง

ของ ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ

[วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม

Advertisement

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.. 2560]

อุรังคธาตุ” ตำนานพระธาตุพนม อ. ธาตุพนม จ. นครพนม (ภาพจาก https://www.sentangsedtee.com/today-news/article_19573)

ตำนานอุรังคธาตุเป็นวรรณกรรมที่แพร่หลายในดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง เอกสารที่ใช้ศึกษาจารึกขึ้นในช่วงปี พ.. 2232-2553 เป็นฉบับที่มีการคัดลอกต่อมาจากต้นฉบับที่แต่งขึ้นโดยพระยาศรีไชยชมพู ข้าราชการในราชสำนักล้านช้างในรัชสมัยพญาสุริยวงศาธรรมิกราช

สันนิษฐานว่า ตำนานอุรังคธาตุแต่งขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 โดยเรียบเรียงจากนิทาน 3 เรื่อง ได้แก่ ศาสนานครนิทาน ปาทลักษณะนิทาน และอุรังคธาตุนิทาน

วิธีการดำเนินเรื่องตามรูปแบบของวรรณกรรมทางพุทธศาสนา เรื่องราวที่ปรากฏในตำนานอุรังคธาตุอธิบายถึงการเสด็จเลียบโลกในลุ่มแม่น้ำโขงของพระพุทธเจ้า พุทธพยากรณ์เกี่ยวกับอาณาจักรล้านช้างตั้งแต่สมัยพญาฟ้างุ่มถึงพญาสุริยวงศาธรรมิกราช การประทับรอยพระบาทในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง ชุมชนโบราณในลุ่มแม่น้ำโขง การสร้างอูบมุงอุรังคธาตุ การสร้างเมืองเวียงจันท์ พญาบุรีจันท์สร้างพระธาตุ พญาสุมิตตธรรมิกราชาธิราชเอกราชมรุกข นครถปันนาอุรังคธาตุ และการสืบทอดตำนานอุรังคธาตุมาจนถึงสมัยพญาสุริยวงศาธรรมิกราช

การแต่งตำนานอุรังคธาตุใช้แนวคิดในการแต่ง 5 แนวคิด ประกอบด้วย 1. กฎแห่งกรรม 2. อนาคตพุทธะ 3. ผู้มีบุญและสิทธิธรรมในการขึ้นครองราชย์ 4. พระบรมสารีริกธาตุ และ 5. รอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

ตำนานอุรังคธาตุสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขงจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ พื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ โดยให้ภาพสะท้อนวัฒนธรรม 9 ประเด็น ได้แก่

1. ภูมินามบ้านเมือง 2. นาคกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ 3. กษัตริย์ในตำนานอุรังคธาตุ 4. ประวัติศาสตร์ศรีโคตรบอง 5. ประวัติศาสตร์ลุ่มแม่น้ำโขง 6. ระบบสังคมและสภาพเศรษฐกิจ 7. พื้นที่ทางจิตวิญญาณในศาสนานครนิทาน 8. พื้นที่ทางจิตวิญญาณในปาทลักษณะนิทาน และ 9. พื้นที่ทางจิตวิญญาณในอุรังคธาตุนิทาน

เนื้อหาในตำนานอุรังคธาตุเป็นการแสดงถึงสิทธิธรรมของการเป็นพญาธรรมิกราชาธิราชของผู้ปกครองอาณาจักรล้านช้างที่ได้สืบทอดกันมาตามพุทธวงศ์และราชวงศ์ ผ่านการกลับชาติมาเกิดเป็นผู้ปกครองอาณาจักรล้านช้างหลายยุคหลายสมัย เรื่องราวที่ปรากฏในตำนาน อุรังคธาตุจึงครอบคลุมระยะเวลาที่ยาวนานที่มีสาระสำคัญที่สะท้อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในตำนาน ทั้งยังเป็นเรื่องราวที่อธิบายถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามคติความเชื่อของคนในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง

การที่ตำนานอุรังคธาตุเชื่อมโยงเรื่องราวทางวัฒนธรรมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งเป็นช่วงที่วัฒนธรรมล้านช้างและพุทธศาสนาเถรวาทเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง โดยตำนานอุรังคธาตุได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงโลกทัศน์ของคนในพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายให้ได้รับชุดความรู้เดียวกัน จึงทำให้ตำนานอุรังคธาตุมีความโดดเด่นในฐานะวรรณกรรมตำนานประวัติศาสตร์ที่สะท้อนเรื่องราวปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ พื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ที่ปรากฏภาพสะท้อนวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมลุ่มแม่น้ำโขงมาจนถึงปัจจุบัน

อุรังคธาตุ แปลว่า ธาตุหัวอกของพระพุทธเจ้า

อยู่ในตำนานอุรังคธาตุ ตอนอิตถีมายา เมื่อชายหญิงแข่งกันสร้างสถูป ชายสร้างพระธาตุภูเพ็ก หญิงสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง

ข้อความในตำนานอุรังคธาตุ

ถอดความ

ถัดนี้จักจาห้องมหากัสสปะนำอุรังคธาตุไปไว้ภูกำพร้าแล

จากนี้ จะกล่าวถึงเรื่องพระมหากัสสปะ นำอุรังคธาตุไปว้ที่ภูกำพร้า

มหากัสสปเถรเจ้า จีงเอาอรหันตาเจ้าทั้งหลายห้าร้อยตน นำเออุรังคธาตุพระพุทธเจ้าไปสู่ภูกำพร้า ก็ไว้ในเมืองหนองหาญหลวงหั้นก่อนแล——-

พระมหากัสสปเถรเจ้า พร้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งห้าร้อย ได้นำเอาพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า ไปยังภูกำพร้า ระหว่างทางได้แวะไปที่เมืองหนองหาญหลวง (สกลนคร) ก่อน——-

วันหน้าพอรุ่งแจ้งเห็นลายมือให้ก่อ หากจักมีสำคัญหมาย พอดาวเพชรออก ให้แล้ว

วันพรุ่งนี้เมื่อสว่างสามารถมองเห็นลายมือให้เริ่มก่อสร้าง จนกระทั่งเช้ามืดวันใหม่เมื่อดาวเพชร (ดาวศุกร์/ประกายพรึก/ดาวเพ็ก) ขึ้นให้สิ้นสุดการแข่งขัน

ผิว่า ฝูงใดก่อแล้วพร้อมดาวเพชรออก จักได้ไว้ธาตุหัวอกพระพุทธเจ้าไปถปันนา ซะแล

หากฝ่ายใดก่อสร้างอูบมุงได้แล้วเสร็จทันดาวเพชรขึ้น จะนำพระธาตุหัวอกพระพุทธเจ้าไปประดิษฐานไว้ที่นั้น


สังคมเศรษฐกิจ จากอุรังคธาตุ

ตำนานอุรังคธาตุ สะท้อนวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขงเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ทางสังคม แบ่งเป็นระบบสังคมและสภาพเศรษฐกิจ ที่บ่งบอกถึงโครงสร้างทางสังคมในลุ่มแม่น้ำโขงในระดับบุคคลและระดับสังคม

ในระดับบุคคลจะมีความสัมพันธ์กันในระบบสายเลือดและระบบเครือญาติ ซึ่งจะมีการสืบทอดสถานะทางสังคมผ่านทั้งสองระบบ นอกจากนี้บทบาทของบุคคลย่อมเปลี่ยนไปตามสถานะทางสังคม โดยมีบรรทัดฐานจากคติทางพุทธศาสนาช่วยกำหนดแบบแผนของผู้คน

ในสภาพเศรษฐกิจจะอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้า และมีการสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐในลุ่มแม่น้ำโขง

เครือข่ายทางการค้าในลุ่มแม่น้ำโขงตามตำนานอุรังคธาตุ


นาคกับมนุษย์ในอุรังคธาตุ

พญาศรีสัตตนาคราช เป็นแลนด์มาร์ของจังหวัดนครพนม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เทศบาลเมืองนครพนม ถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคของชาวไทยและชาวลาวที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลปกปักรักษาแถบลุ่มน้ำโขง รักษาพุทธศาสนาและองค์พระธาตุพนม

พญาศรีสัตตนาคราชที่จังหวัดนครพนมหล่อด้วยทองเหลือง น้ำหนักรวม 9,000 ิโลกรัม มีลักษณะเป็นพญานาค 7 เศียร หันหน้าไปสู่ทิศเหนือ พ่นน้ำได้ ขดตัวอยู่บนแท่นฐานแปดเหลี่ยม ที่มีขนาดความกว้าง 6 เมตร ความสูงรวมฐาน 15 เมตร (ภาพจาก https://www.matichon.co.th/local/news_525363)

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ ได้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่ทางกายภาพลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งที่เป็นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ป่าไม้ ภูเขา ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขงที่มีการพัฒนาการเกิดเป็นบ้าน เมือง รัฐ และอาณาจักร รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการดำรงชีวิต ได้แก่ 1. ภูมินามบ้านเมืองในตำนานอุรังคธาตุ และ 2. นาคกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในตำนานอุรังคธาตุ

บ้านเมืองที่ปรากฏอยู่ในตำนานอุรังคธาตุ ประกอบด้วย เมืองศรีโคตรบอง เมืองหนองหาญหลวง เมืองขุนขอมนคร หรือเมืองหนองหาญน้อย เมืองอินทปัตถนคร เมืองจุลณีพรหมทัต เมืองสาเกตนคร เมืองโยธิกา หรือเมืองกุรุนทะ เมืองจันทบุรี เมืองศรีสัตตนาค

นาคเป็นสัญลักษณ์เพื่อให้แสดงให้เห็นบทบาทของนาคกับพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติ นาคกับพื้นที่เมืองเวียงจันท์ นาคกับพื้นที่พุทธสถาน

นาคเป็นตัวแทนของผู้คนที่อพยพมาจากถิ่นฐานเดียวกัน โดยยกให้หนองแสเป็นถิ่นฐานดั้งเดิม

จากนั้นจึงมีการอพยพลงมาอาศัยในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งรวมถึงอาศัยอยู่ตามลำน้ำสาขา เช่น แม่น้ำมูล และแม่น้ำชี ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น พบว่ามีแหล่งชุมชนโบราณตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคประวัติศาสตร์กระจายอยู่ทั่วไป โดยชุมชนเหล่านี้มีการเลือกใช้พื้นทางภูมิศาสตร์เพื่อการตั้งถิ่นฐานที่คล้ายคลึงกัน

ตำนานกำเนิดแม่น้ำที่สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ของคนที่เชื่อว่าตนมีต้นกำเนิดจากตอนใต้ของจีนแล้วอพยพลงมาตามแม่น้ำโขง แล้วจึงมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ตลอดทั้งกระจายเข้าไปตามลำน้ำสาขา เช่น แม่น้ำอู แม่น้ำงึม แม่น้ำชี แม่น้ำมูล แม่น้ำเซบั้งไฟ เป็นต้น

การเกิดเมืองเวียงจันท์ มีความผูกพันกับบทบาทของพญานาคในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของเวียงจันท์ไว้อย่างละเอียด ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า ผู้แต่งตำนานมีความรอบรู้เกี่ยวกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของเมืองเวียงจันท์เป็นอย่างดี จึงได้นำเอาเรื่องราวของพญานาคมาเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์โดยยกบทบาทของพญานาคให้เป็นผู้สร้างเมืองและผู้รักษาเมืองเวียงจันท์

ตำแหน่งศรีเมืองทั้ง 5 ของเมืองเวียงจันท์ที่มีพญานาคอาศัยอยู่รักษา เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ศรีเมืองทั้ง 5 แห่งนั้น เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมก่อนที่จะมีการตั้งเมืองเวียงจันท์

เรื่องราวของนาคกับการสร้างเมืองเวียงจันท์จึงเป็นการเน้นย้ำพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญในเมืองเวียงจันท์ และเป็นการยกฐานะความสำคัญของเมืองเวียงจันท์ให้มีความโดดเด่นกว่าเรื่องราวของเมืองอื่นๆ ในตำนานอุรังคธาตุ

นาคกับพื้นที่พุทธสถาน ในตำนานอุรังคธาตุมีทั้งที่เป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า และสถานที่ซึ่งเชื่อว่ามีพระพุทธรูปอันเป็นรูปแทนของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ โดยเชื่อมโยงกับการที่สถานที่เหล่านั้นเป็นถิ่นที่อยู่ของนาคที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในตำนานอุรังคธาตุเป็นที่อยู่ของนาคมาก่อน ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงจึงเป็นถิ่นอาศัยของนาคมาตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่ประสูติดังที่ปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ

มนุษย์กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในตำนานอุรังคธาตุ ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวเกี่ยวกับภูมินามบ้านเมืองในตำนานอุรังคธาตุ และนาคกับพื้นที่กายภาพในตำนานอุรังคธาตุ โดยบ้านเมืองที่ปรากฏในตำนานอุรังคธาตุมีเมืองสำคัญ 9 เมือง ได้แก่

1. เมืองศรีโคตรบอง หรือ เมืองศรีโคตโม 2. หนองหาญหลวง 3. เมืองขุนขอมนคร หรือ เมืองหนองหาญน้อย 4. เมืองอินทปัตถนคร 5. เมืองจุลณีพรหมทัต 6. เมืองสาเกตนคร หรือ เมืองร้อยเอ็ดประตู 7. เมืองโยธิกา หรือเมืองกุรุนทะนคร 8. เมืองจันทบุรี และ 9. เมืองศรีสัตตนาค หรือดอยนันทกังฮี

ซึ่งที่ตั้งของเมืองต่างๆ ได้อ้างอิงถึงพื้นที่จริงทางภูมิศาสตร์ ที่ครอบคลุมพื้นที่ตามลำแม่น้ำโขงเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำป่าสัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนในบ้านเมืองต่างๆ ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันผ่านเส้นทางการคมนาคมสายโบราณที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

นาคเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แสดงให้เห็นบทบาทของนาคที่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง แบ่งออกได้เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ 3 รูปแบบ ได้แก่ นาคกับพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติ นาคกับพื้นที่เมืองเวียงจันท์ นาคกับพื้นที่พุทธสถาน

รูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ให้ภาพสะท้อนที่แสดงถึงความผูกพันที่มนุษย์มีต่อพื้นที่ทางธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำ ห้วย บึง ภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงจึงเป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีอยู่จริง โดยมนุษย์มีโลกทัศน์ต่อพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เหล่านั้นด้วยการเชื่อมโยงกับพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนในสังคมเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันตามคติความเชื่อในพื้นที่กายภาพนั้น จนเกิดเป็นวิถีปฏิบัติอันเป็นการแสดงออกถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์

ผู้แต่งมุ่งหวังที่จะใช้เรื่องนาคอธิบายเรื่องราวของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ลุ่มแม่น้ำโขง และการตั้งถิ่นฐานของผู้คน ก่อนที่จะมีการรับพุทธศาสนา โดยใช้นาคเป็นตัวแทนของกลุ่มชนที่อพยพมาจากหนองแสเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง มีการสร้างบ้านเมืองจนพัฒนาการเป็นรัฐ โดยชุมชนเหล่านี้เป็นชุมชนที่อาศัยแม่น้ำโขงมีการนับถือนาค เรื่องราวของนาคจึงไม่ได้เป็นเฉพาะคติความเชื่อของคนในลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ในการรับรู้ของผู้แต่งตำนาน แสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนวัฒนธรรมที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในลุ่มแม่น้ำโขง


ยูเนสโก ชูคัมภีร์ ‘ธาตุพนม’

เป็นมรดกความทรงจำโลก

ปลัด ศธ. เผย ยูเนสโกรับรอง คัมภีร์อุรังคธาตุมรดกความทรงจำแห่งโลก เป็นเอกสารโบราณของแท้ดั้งเดิมหนึ่งเดียว เนื้อหาวรรณกรรทางพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ดร. อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)

เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยโครงการและความร่วมมือกับองค์การอื่นๆ (Programme and External Relations Commission-PX) ในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 216 ที่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก (Nominations of new items of documentary heritage to be inscribed on the Memory of the World International Register) รวมถึงคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ (National Collection of Palm-Leaf Manuscripts of Phra That Phanom Chronicle) หรือตำนานพระธาตุพนม ที่ได้พิจารณารับรองเป็นมรดกความทรงจำแห่งโล

(มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2566 หน้า 1, 6)