การเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายใน ‘แยกไม่ขาด’
ไทยแลนด์ เจ้าสาวเนื้อหอม ด้วยภูมิรัฐศาสตร์
ช่วงที่ผ่านมาภายหลังการเลือกตั้งจบลง เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน เรื่องราวเกี่ยวกับการแทรกแซงของมหาอำนาจ บ้างก็ว่าพรรคการเมืองบางพรรคได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ ถึงขั้นจะสร้างฐานทัพในประเทศไทย บ้างก็ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ที่ถูกปั้นขึ้นมาเพื่อทำลายกันทางการเมือง
สำหรับผม ข่าวลือพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด จะขอเล่าให้ฟังนะครับ
เราต้องเริ่มคุยเรื่องนี้กันด้วยการทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่า “การเมืองระหว่างประเทศ กับ การเมืองภายในประเทศ” เป็นเรื่องที่ “แยกไม่ขาด” จากกัน
หลายท่านยังคงเข้าใจผิด ว่าการเมืองระหว่างประเทศ กับการเมืองภายในประเทศนั้น เป็นคนละส่วน และไม่ควรก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ซึ่งก็เป็นเหตุผลของการหวงแหนและรักษาไว้ ซึ่ง “อธิปไตย” ของชาตินั่นเอง
แต่ทว่า ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โลกที่เต็มไปด้วยความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี หรือแม้แต่ความมั่นคง วันนี้เราต้องยอมรับกันให้ได้ก่อนว่า “การเมืองระหว่างประเทศ ไม่ได้อยู่ไกลจากการเมืองภายในประเทศ และสองสิ่งนี้ แยกออกจากกันไม่ได้”
ในมุมของยักษ์ใหญ่ การสยายปีกทางอำนาจในภูมิภาคต่างๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนั่นคือความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของเหล่ายักษ์ใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งของ “การเมืองภายใน” ของเขาเช่นกัน
ดังนั้น ประเทศไทยของเราจึงไม่แปลกที่เราจะตกอยู่ท่ามกลางมหาอำนาจต่างๆ การช่วงชิง “อิทธิพล” ต่อประเทศไทย ก็มิได้เพิ่งจะเกิดยุคนี้แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาตลอด ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เหตุใด “ไทยจึงสำคัญ” ?
เพราะ “ภูมิรัฐศาสตร์” ของไทย นั่นเอง
นับตั้งแต่สงครามเย็นเป็นต้นมา ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเกรด A ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายโลกเสรีและฝ่ายสังคมนิยม และภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต “จีน” จึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของฝ่ายโลกเสรี หรือสหรัฐอเมริกา
ในแง่ยุทธวิธีทางทหาร หากพิจารณาประเทศที่ถูกจัดเป็น “มหามิตร” ของลุงแซมในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย จะมีลักษณะที่อยู่ล้อมรอบจีนทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ไทยมีเหนือประเทศเหล่านี้ คือ ระยะทางที่สั้น และใกล้กล่องดวงใจของจีน อีกทั้งยังมีพื้นที่สำหรับยกพลขึ้นบกได้อีกด้วย นี่คือสาเหตุที่มีการฝึกที่เรียกว่า “คอบร้า โกลด์” ขึ้นทุกปี โดยเริ่มจากการยกพลขึ้นบก และฝึกขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนจบการฝึกที่บริเวณภาคเหนือของไทย สร้างความเคยชินเผื่อยามจำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์
ในขณะที่เมื่อพิจารณาประเทศอื่นๆ ที่กล่าวมาจะพบว่า อินเดีย แม้จะติดชายแดนจีน แต่เป็นด้านตะวันตก ซึ่งห่างไกลจุดยุทธศาสตร์ของจีน เกาหลีใต้มีเกาหลีเหนือกั้นอยู่ ญี่ปุ่นและไต้หวันเองก็เป็นเกาะไม่ได้มีพรมแดนติดต่อ เป็นต้น
เห็นแบบนี้แล้ว ไม่แปลกใช่ไหมครับ ว่าทำไมอเมริกาจึงต้องการไทยเป็นมหามิตรตลอดกาล และไม่เคยปล่อยมือจากไทยเลยตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา
แต่ในช่วงที่ผ่านมา หลังการรัฐประหารปี’57 ประเทศไทยเดินเกมการเมือง “เอียง” ไปทางจีนเสียมาก สืบเนื่องจากการถูกกดดันหลายๆ อย่างหลังการรัฐประหารที่ทำให้ฝั่งโลกเสรี ทั้งอเมริกาและยุโรปต่างต้องการส่งสัญญาณเตือน ทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับจีนขยับกระชับกันมากยิ่งขึ้น จนถึงขั้นมีการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากฝั่งจีน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในเรื่องไม่สบอารมณ์ของฝั่งอเมริกาไม่มากก็น้อย
ในด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา คือ ปรากฏการณ์ “หมาล่า” ครองเมือง นี่แหละครับ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “ทุนจีนสีเทา” คือ เกิดการหลั่งไหลของคนจีนจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยการมีนอมินีเป็น “ลูกยายมี หลานยายมา” คนไทย มานั่งเป็นเจ้าของกิจการ หลบหลีกช่องทางของกฎหมายกันอย่างพลิ้วไหว
กลายเป็นปัญหาสำหรับคนทำมาหากินคนไทยไม่น้อย เพราะเทคนิคการค้าขายก็สู้เขาไม่ได้ สินค้าก็มาจากจีน แถมมีทุนรอนเยอะกว่าคนไทยทั่วไป หลายคนซื้อตึก แล้วปล่อยเช่าต่อในราคาสูง ทำลายระบบนิเวศของวงการอสังหาฯเข้าไปอีกต่างหาก
ผลลัพธ์ที่เห็นชัด คือ ร้านขายของจากจีนที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ร้านสุกี้ หมาล่า ที่เปิดกันเกือบเช้า แน่นอนว่าคนไทยตามไม่ทัน และหมดหนทางต่อสู้ในเชิงธุรกิจไปโดยปริยาย
นี่คือการคืบคลานเข้ามาของจีน ซึ่งเว้ากันซื่อๆ ครับ “ทำไม่ได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีการเปิดไฟเขียว”
ถ้าอ่านมาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่า สองยักษ์ใหญ่นี้ ใช้เทคนิคในการสร้าง “อิทธิพล” เหนือประเทศอื่นต่างกัน
สหรัฐใช้ “ความมั่นคง” ในขณะที่จีนใช้ “เศรษฐกิจ”
แน่นอนครับ ว่าสิ่งที่พวกเราเห็นนี้ ก็ไม่มีทางเล็ดลอดสายตายักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาไปได้ ประเทศเพื่อนบ้านของเราส่วนใหญ่ก็ถูกจีนคืบคลานเข้าไปเป็นที่เรียบร้อย ผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ มากมาย
จึงไม่แปลก หากอเมริกาจะต้องการ “จับไทย” ให้อยู่กับตนเอง เพราะน่าจะเป็นแหล่งสุดท้ายแล้วที่ยังจะพอจับไว้ได้
ดังนั้น จึงไม่แปลกเช่นกัน หากสหรัฐจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนนั้นมีอิทธิพลอยู่ได้
จึงไม่แปลกอีกเช่นกัน หากจะมีการสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลที่มีแนวทางประชาธิปไตย ที่เรียกได้ว่ายืนอยู่ฟากฝั่งเดียวกันในทางอุดมการณ์ทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงบทวิเคราะห์เท่านั้นครับ ว่าการเข้ามายุ่มย่ามของเหล่ามหาอำนาจนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในทางวิชาการ และเป็นไปได้ในทางการเมือง บทวิเคราะห์นี้ไม่ได้หมายความว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง สิ่งเหล่านั้นก็แล้วแต่ท่านผู้ชมจะตีความ หรือต้องแล้วแต่หลักฐานที่จะมาชี้อะไรให้ชัดเจนไปกว่านี้
สิ่งที่สำคัญไปกว่านี้ ผมต้องการจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า ประเทศไทยเรา เป็น “เจ้าสาวเนื้อหอม” คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ หากสิ่งสำคัญของการเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศเป็นการทำให้ได้มาซึ่ง “ผลประโยชน์ของประชาชน” ให้ได้มากที่สุด เรามีโอกาสไม่น้อยเลยครับ ที่จะทำให้ประเทศเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด
ก็ต้องฝาก “ผู้นำ” คนใหม่ด้วยเช่นกันครับ เดินเกมอย่างไร ให้ได้ประโยชน์จากยักษ์ทั้งสองตัว
งานนี้ต้อง “ขี่ยักษ์” นะครับ ไม่ใช่โดน “ยักษ์ขี่”
เอวังครับ

