อาศรมมิวสิก : เพลงไทยทางเปลี่ยน
เมื่อหลุดจากพันธนาการมาได้แล้ว ได้ใช้ชีวิตใหม่เป็นเสรีชน โดยเดินทางไปยังที่ชอบๆ ได้พบกับศิลปินพื้นบ้าน ได้ฟังเพลงจากชาวบ้าน ทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น หาช่องทางนำเพลงจากท้องถิ่นมาทำใหม่ให้เป็นเพลงมีทางเปลี่ยน เพลงที่เล่นโดยวงซิมโฟนีออร์เคสตรา เพื่อสร้างพลังหวนคืนในมิติมรดกวัฒนธรรมดนตรี
ได้จัดแสดงครั้งแรกโดยนำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงที่บ้านราชทูตวิชาเยนทร์ วังนารายณ์ ลพบุรี เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ.2562 ใช้เพลงสมัยอยุธยาและลพบุรี ครั้งนั้นได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
จากโครงการเล็กๆ ก็ขยายจริงจังมากขึ้น พ.ศ.2564 ได้แสดงดนตรีที่วัดพระราม ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ลงไปแสดงที่ร้านอาหารเรือนไม้ กระบี่ แสดงที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ จัดการแสดงที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลำปาง และแสดงที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ แสดงไป 5 ครั้ง ได้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ในปี พ.ศ.2565 เริ่มงานวิจัยและนำผลงานเสนอ โดยแสดงที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในโอกาส 30 ปี มรดกโลก แสดงที่วัดป่าสัก เชียงแสน เชียงราย แสดงที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ สกลนคร แสดงที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช แสดงที่วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี สรุปโครงการเพลงอมตะสยามแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2566 รวมแล้วแสดงไปอีก 6 ครั้ง
ทุกครั้งได้เสนอผลงานผ่านทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่นำบันทึกการแสดงสดมาออกอากาศให้ประชาชนได้ชม ซึ่งได้ปลุกกระแสและการตอบรับจากภาคประชาสังคมได้เกินคาด ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ทำงานวิจัยและทำงานออกแสดงในพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์เพิ่มเติม เพราะว่ามีผู้ชมชื่นชอบ การเรียกร้องจากส่วนราชการเพื่อไปปลุกสร้างพลังให้แก่ชุมชนหรือท้องถิ่นที่มีสถานที่สำคัญๆ ทำให้ชาวบ้านหันกลับมารักมรดกของชุมชน
ขณะที่สังคมวัฒนธรรมไทยเดิมไร้ทิศทาง ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร ดนตรีไทยดนตรีพื้นบ้านตกอยู่ในสภาพไร้เข็มทิศ ไม่มีอนาคต ไม่มีคนสืบทอด ไม่มีเพลงเสียงใหม่ๆ ไม่มีใครต่อเพลงหรือรักษาเพลงเก่า ครูดนตรีที่แก่ก็ตายไป ครูคนใหม่ที่มีฝีมือก็เหลือน้อยลง ดนตรีพื้นบ้านตกอยู่ในสภาพเดียวกับดนตรีไทย เพราะนักดนตรีไม่สามารถที่จะสร้างอาชีพให้อยู่ได้ ไม่สามารถสร้างรายได้เพื่อจะเลี้ยงชีวิตและครอบครัว การเล่นหรือเรียนดนตรีมีแต่รายจ่าย ดนตรีพื้นบ้านและดนตรีไทยจึงเป็นอาชีพที่ไม่จำเป็นและไม่มีความต้องการอีกต่อไป
การต่อยอดดนตรีพื้นบ้านและดนตรีไทยให้มีชีวิตอยู่ต่อนั้น ต้องทดลองทำให้เกิดเสียงดนตรีในท้องถิ่นในมิติใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก ต้องลงทุน ต้องลงมือทำ พัฒนาดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านให้กลับมามีชีวิตได้อีก ต้องอาศัยนักดนตรีที่มีฝีมือ อาศัยครูดนตรีที่มีพลัง การสร้างศรัทธาให้นักเรียนดนตรีได้ตื่นตัวเพื่อเปิดโลกทัศน์ของโลกใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรีและการสร้างอาชีพดนตรี
ในการแสวงหาจุดร่วมของดนตรีในโลกใหม่และการนำเสนอจุดต่างจากดนตรีในโลกเก่า โดยใช้กระแสของมวลชนที่มีความรู้สึกภูมิใจในวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้านและเพลงไทย การรักษามรดกวัฒนธรรมดนตรีจากต้นทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว การนำงานเสียงใหม่ไปขยายให้เกิดความนิยม เพราะดนตรีเป็นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จากเสียงอมตะสยามสู่เสียงใหม่ โดยการเสนอนวัตกรรมเสียงดนตรี เพื่อสร้างเสียงอนาคตโดยใช้ศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรี อาศัยฝีมือของนักดนตรี และใช้วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราเป็นสะพานเชื่อม
เสียงใหม่เป็นนวัตกรรมเสียงดนตรีที่ได้ปรุงแต่งใหม่ โดยเอากลิ่นอายของเสียง สีเสียง จิตวิญญาณของเสียง เอาเลือดเนื้อเชื้อไขพันธุกรรมของเสียงเก่าๆ นำเอาบรรยากาศซึ่งเป็นบริบทของเสียงดั้งเดิมมาปรุงแต่งให้เป็นเสียงใหม่ สร้างสรรค์ให้เป็นเพลงใหม่
การต่อยอดในปี พ.ศ.2566 ได้แสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง อุดรธานี แสดงที่วัดพระธาตุลำปางหลวง แสดงที่หอนาฬิกาเมืองตรัง และแสดงปิดโครงการที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย “เพลงไทยทางเปลี่ยน” เป็นเส้นทางเรียนรู้อดีต เก็บอดีตที่อมตะ นำอมตะมาเสนอเป็นเสียงใหม่ ระหว่างทางได้พบเพลงไทยทางเปลี่ยน

เพลงไทยทางเปลี่ยนมีมาก่อน จากเพลงไทยเดิมถึงทางเปลี่ยนเป็นทางใหม่ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง เพราะดนตรีไทยได้เปลี่ยนทางไปแล้ว ในขณะที่สังคมยังไม่ได้เปลี่ยน แต่ทางเปลี่ยนของดนตรีเป็นการเปลี่ยนที่เงียบและไม่มีใครสนใจ ขณะเดียวกันก็เป็นทางเปลี่ยนที่ละมุนละไมกว่า
การเสนอเพลงไทยทางเปลี่ยนที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีเพลงเชิดจีน เป็นเพลงของครูมีแขก (พระประดิษฐ์ไพเราะ) แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2396 ถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานเพลงเชิดจีน ทำให้ครูมีแขกได้รับพระราชทานเลื่อนตำแหน่งเป็น “พระประดิดไพเราะ” เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2396
เพลงเชิดจีน ถือเป็นเพลงเอกของครูมีแขก (พระประดิษฐ์ไพเราะ) เป็นเพลงสุดยอดของเพลงไทย นักดนตรีชั้นครูทั้งหลายถือว่าเป็นเพลงที่มีความสมบูรณ์ที่สุดและมีความเป็นเลิศของดนตรีไทย มีทางหนีทีไล่ ทั้งเชิงล่อเชิงชน มีความสนุกสนานรื่นรมย์ ที่สำคัญเป็นเพลงไทยทางเปลี่ยน
ครูมีแขกแต่งเพลงเชิดจีนมีอยู่ 4 ตัว ตัวที่ 1 กับตัวที่ 4 ประพันธ์จากทำนองเพลงเชิดเก่า ตัวที่ 2 กับตัวที่ 3 เป็นทำนองเพลงที่ได้แต่งขึ้นใหม่ การเรียกเพลงเป็นตัวๆ เพราะเป็นเพลงเชิดเพื่อให้ตัวละครเดิน วิ่ง เหาะ เป็นเพลงสั้นๆ สนุกๆ นำทำนองไปประกอบเป็นเพลงรำ ครั้งนี้นำเพลงเชิดจีนมาบรรเลงเต็มชุด
อีกเพลงหนึ่งที่สร้างการเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ เพลงอาทิตย์ชิงดวง ของครูมีแขก (พระประดิษฐ์ไพเราะ) แต่งให้แก่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค พ.ศ.2351-2425) เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนรัชกาลที่ 5 ประมาณ พ.ศ.2408-2415 ครูมีแขกเป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
เพลงชเวดากอง เป็นเพลงไทยที่เปลี่ยนชีวิตฝรั่ง อาจารย์บรูซ แกสตัน แต่งโดยครูบุญยงค์ เกตุคง (พ.ศ.2463-2539) ทำนองจากเพลงพม่าเขว หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “เพลงช้าง” ซึ่งคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ได้เอาเพลงพม่าเขวไปใส่เนื้อร้องเป็นเพลงสำหรับเด็กประถมศึกษา เนื้อร้องเดิมมีอยู่ว่า “ช้าง ช้าง ช้าง หนูรู้จักช้างหรือเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกมันยาวเรียกว่างวง สองเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว”
เพลงชเวดากอง ทำนองพม่า หน้าทัพพม่า ใช้กลองยาวและเปิงมางคอก จังหวะสนุกสนาน เพลงมีอยู่ 2 ท่อน ท่อนละ 8 จังหวะ ครูบุญยงค์ เกตุคง นำมาขยายเป็นเพลงสองชั้นและสามชั้นจนครบเป็นเพลงเถา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2508 เรียกชื่อใหม่ว่า “ชเวดากอง”

ครูเสนาะ ธีวรากร ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นเพื่อพรรณนาความสวยงามของเจดีย์ชเวดากอง เป็นการเชิดชูบูชาพระพุทธศาสนา กรมศิลปากรได้นำออกแสดงครั้งแรกที่สังคีตศาลา เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2511
ชเวดากองเป็นเพลงที่มีพลังมาก เป็นสื่อที่เชื่อมโยงครูบุญยงค์ เกตุคง กับอาจารย์บรูซ แกสตัน เมื่อปี พ.ศ.2514 อาจารย์บรูซ แกสตัน อาสาสมัครชาวอเมริกันที่ไม่ต้องการไปรบในสงครามเวียดนาม จึงได้เข้ามาสอนดนตรีที่โรงเรียนผดุงราษฎร์ พิษณุโลก เมื่อได้ยินวงปี่พาทย์เล่นเพลงชเวดากองที่ป่าช้า ทำให้อาจารย์บรูซ แกสตัน ตามหาผู้ประพันธ์เพลงชเวดากอง เพราะเป็นเพลงที่แตกต่างจากเพลงไทยเดิม เป็นเพลงสมัยใหม่ จนได้พบกับครูบุญยงค์ เกตุคง และฝากตัวเป็นศิษย์ เกิดเป็นวงฟองน้ำในเวลาต่อมา
เพลงไทยทางเปลี่ยน แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2566 เริ่มเวลา 19.00 น. บรรเลงโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา วงปี่พาทย์จากพระประแดง วงปล่อยแก่จากนครสวรรค์ ราชบุรี และกรุงเทพมหานคร เป็นความท้าทายที่ต้องติดตาม
เพลงไทยทางเปลี่ยน เป็นการต้อนรับการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ดนตรีเป็นวัฒนธรรมที่สามารถเสนอในรูปแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ใช้วัฒนธรรมเพลงเป็นสินค้า ดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านเป็นทรัพย์สินที่มีค่าประมาณไม่ได้ เพลงไทยทางเปลี่ยนจึงเป็นรูปแบบที่จะอยู่กับโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป

