อาศรมมิวสิก : รัฐบาลใหม่ควรใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือ ในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชาติ

เด็กสามารถเรียนดนตรีได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ

อาศรมมิวสิก : รัฐบาลใหม่ควรใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือ ในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชาติ

หากเราจะมองข้ามปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กที่เกเรออกไป แล้วหันมามองว่า “ดนตรีจะช่วยรัฐบาลใหม่ได้อย่างไร” โดยเฉพาะการเสนอให้รัฐบาลใหม่ได้ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือช่วยในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตและการสร้างคุณภาพชาติ ความเป็นมนุษยชาติและด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชาติ ซึ่งจะขอถือโอกาสนี้นำเสนอรัฐบาลใหม่ดังนี้

การศึกษาดนตรีสำหรับเด็กตั้งแต่เล็กๆ ตั้งแต่แรกเกิด เมื่อดนตรีเป็นเรื่องของเสียง เสียงเป็นพลังงานมีอำนาจ สร้างความเคลื่อนไหวและสร้างความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย เมื่อเสียงดนตรีเข้าไปอยู่ในตัวเด็กตั้งแต่เล็ก เสียงดนตรีเข้าไปกระตุ้นโมเลกุลของร่างกายเด็ก โดยเฉพาะเส้นประสาทในสมองเด็กให้เจริญเติบโตเร็วและขยายได้มากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาเรื่องดนตรีกับเด็กจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือ ทุกๆ โรงเรียนต้องมีครูดนตรีที่เก่ง มีวิชาดนตรีเปิดให้เด็กทุกคนได้เล่น และเด็กๆ ทุกคนควรจะได้เรียนดนตรี เพราะดนตรีเป็นหุ้นส่วนของชีวิต

เสียงของแม่วิเศษที่สุดสำหรับเด็ก เสียงของแม่ก็คือโลกของเด็ก เด็กเรียนรู้ผ่านเสียงของแม่ เด็กเรียนภาษาแม่ พูดโดยการเลียนแบบจากแม่ หากแม่มีความรู้เรื่องดนตรี เล่นดนตรีได้ ร้องเพลงเป็น และแม่กล่อมให้ลูกนอน เด็กก็จะเป็นคนที่มีอารมณ์ดีตามเสียงของแม่

Advertisement

สำหรับกิจกรรมดนตรีในโรงเรียนทุกๆ ระดับ ต้องมีครูดนตรีสอนเด็กเล่นดนตรี เด็กได้เล่นดนตรีอยู่ในวงดนตรี มีครูสอนร้องเพลง มีวงขับร้องประสานเสียง เพราะโรงเรียนต้องให้เด็กทุกคนได้เล่นดนตรีและได้ร้องเพลง ดนตรีเป็นวิชาที่สร้างคุณภาพชีวิต ทำให้ทุกชีวิตมีรสนิยม ทุกชีวิตมีความละมุนละไม ดนตรีสร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่ชีวิต กระบวนการศึกษาในโรงเรียนทุกระดับจะต้องมีการจัดการศึกษาดนตรีที่มีคุณภาพ

การเรียนดนตรีของเด็กไม่ได้มีเป้าหมายให้เป็นนักดนตรีอาชีพหรือนักดนตรีเอกของโลก แต่เด็กเรียนดนตรีเพื่อจะสร้างและพัฒนาให้เด็กเติบโตเป็นคนที่เต็มคนและสามารถมีศักยภาพความเป็นเลิศของมนุษย์ “มนุษย์มั่นคงได้ด้วยศีลธรรม งอกงามได้ด้วยบทกวี เติมเต็มด้วยเสียงดนตรี” ขงจื๊อ

ดนตรีสำหรับคนแก่ ปัจจุบันสังคมไทยมีคนแก่เป็นกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้น ประมาณ 13 ล้านคน ถ้าหากว่ารัฐบาลใหม่ได้ให้การสนับสนุนโครงการเพื่อช่วยพัฒนาคนแก่ไม่ให้เป็นภาระสังคมและช่วยตัวเองได้ อาทิ การจัดกิจกรรมร้องเพลงหรือเล่นดนตรี ก็จะช่วยให้คนแก่มีชีวิตที่น่าอยู่มากขึ้น ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีเข้ายึดครองชีวิตมนุษย์ คนรุ่นใหม่วัยทำงานก็อยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าอยู่กับคน คนแก่ก็ถูกทิ้งไว้ให้โดดเดี่ยว คนรุ่นใหม่ไม่สนใจความรู้และประสบการณ์ของคนแก่อีกต่อไป คนแก่จึงมีชีวิตที่ไม่ค่อยมีความหมายนัก คนแก่วัยเกษียณก็ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ไม่มีกิจกรรมใดๆ มีแต่โรคภัยไข้เจ็บประจำตัว เหงา ว้าเหว่ โดดเดี่ยว หม่นหมอง หูตึง ตาฟาง ซึมเศร้า ฯลฯ เพราะคนแก่กลายเป็นส่วนเกินของสังคม

มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้จัดตั้งวงขับร้องประสานเสียงสำหรับคนแก่ขึ้น ชื่อวงปล่อยแก่ ซึ่งได้จัดกิจกรรมขับร้องประสานเสียงในพื้นที่ต่างๆ อาทิ วงปล่อยแก่ที่จังหวัดราชบุรี ยะลา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ลำปาง เชียงใหม่ และอุดรธานี โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จากการทำเล่นๆ จนกลายเป็นเรื่องจริงไป เกินความสามารถและงบประมาณของมูลนิธิที่จะจัดการได้ วงปล่อยแก่แต่ละวงมีคนแก่เข้าร่วมกิจกรรมขับร้องประสานเสียง 60-80 คน ทุกคนมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส สดชื่น มีเพื่อน และกระปรี้กระเปร่า

หากรัฐบาลใหม่ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณไปยังจังหวัดต่างๆ ชมรมคนแก่ เทศบาลนคร เทศบาลเมืองต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้โอกาสกับคนแก่ที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันร้องเพลง อย่างน้อยมีห้องฝึกซ้อมดนตรี ซ้อมร้องเพลง มีเครื่องดนตรี มีครูดนตรี มีขนม อาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้คนแก่มีชีวิตชีวา

อีกกิจกรรมหนึ่งคือการจัดเทศกาลดนตรีในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประเภทไหน อาทิ ดนตรีพื้นบ้าน สะล้อซอซึง หมอลำ รองเง็ง ลิเก กงเต๊ก ดนตรีของภูมิภาค ดนตรีคลาสสิก ดนตรีแจ๊ซ ดนตรีร็อก เร็กเก้ ดนตรีนานาชาติ ฯลฯ ก็สามารถที่จะจัดเทศกาลดนตรีได้ “ดนตรีสร้างความสามัคคีของปวงชน” ดนตรีจึงเป็นอุปกรณ์และเป็นเครื่องมือของสังคมเพื่อให้คนในสังคมได้ใช้ดนตรีละลายพฤติกรรมของผู้คนทุกฝ่ายทุกส่วน อย่าลืมว่าเสียงดนตรีไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีเผ่าพันธุ์ ไม่มีขอบเขต ไม่มีพรมแดน ไม่มีพันธนาการ ไม่มีศาสนาหรือความเชื่อ ดนตรีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะสะท้อน “ความรู้สึกนึกคิด” รู้สึกที่เป็นปัจจุบัน นึกถึงอดีต และคิดถึงอนาคต ดนตรีมีความเป็นสากล ดนตรีเป็นภาษาสากล ดนตรีมีความเป็นนานาชาติในตัวมันเอง

เด็กสามารถเรียนดนตรีได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ
เด็กสามารถเรียนดนตรีได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ

ประเทศไทยยังมีพื้นที่ป่าไม้ ทะเล อาทิ เกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะลันตา มีโรงแรม ที่พัก รีสอร์ต แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ว่างๆ อีกมากมาย หากรัฐบาลใหม่ให้การสนับสนุนในการจัดเทศกาลดนตรีภายในประเทศ โดยช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้ความเป็นมิตร ฯลฯ ก็จะนำรายได้เข้าประเทศโดยไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรแต่อย่างใด

การท่องเที่ยวไทยที่โฆษณาว่า “Amazing Thailand” หรือ “Unseen Thailand” หมดอนาคตไปแล้ว การท่องเที่ยวต่อไปนี้จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมของอาชีพ อาชีพดนตรีเป็นอาชีพที่สร้างความบันเทิงและให้ความสุขแก่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม หากรัฐบาลใหม่ได้ให้ความสำคัญกับเทศกาลดนตรี ก็จะเป็นการสร้างรายได้ให้ประเทศ

กิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างคือการประกวดดนตรี การแสดงเดี่ยว การแสดงรวมวงทั้งวงขนาดเล็กและวงขนาดใหญ่ สามารถจัดการประกวดได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการประกวดวงดนตรีเยาวชน ซึ่งเป็นวัยของการศึกษาและหาประสบการณ์ ตัวอย่างวงโยธวาทิตไทย เดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศทั่วโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 ถึงปัจจุบัน ได้ไปแข่งขันที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย ฯลฯ วงโยธวาทิต 1 วง มีสมาชิก 50-70 คน มีครูดนตรี เด็กจัดการ พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมแล้ว 100 คน ใช้เงินวงละ 10 ล้านบาท ปีหนึ่งเดินทางไปแข่ง 5-10 วง รวมงบประมาณกันแล้วก็เป็นเงินหลายล้านบาทที่ออกนอกประเทศ

รัฐบาลใหม่จัดการประกวดดนตรี โดยรัฐบาลไทยเริ่มเป็นเจ้าภาพเอง จะจัดการประกวดแบบไหนก็ได้ อาทิ วงโยธวาทิตประเภทเดิน วงโยธวาทิตแบบนั่งเล่น วงออร์เคสตรา วงซิมโฟนีออร์เคสตรา วงขับร้องประสานเสียง ฯลฯ แน่นอนไม่มีใครเชื่อถือประเทศไทยหรอก ว่าคนไทยเราจะจัดการประกวดอย่างยุติธรรมได้ การฉ้อฉลคดโกงในสังคมไทยนั้นเลื่องชื่อ อุปทูตอังกฤษได้เขียนบันทึกไว้ในปี พ.ศ.2365 ความว่า “อันชนชาวสยามนั้น มีอุปนิสัยขี้เกียจ ฉ้อฉล และคดโกง”

วิธีเดียวที่จะสร้างจุดเปลี่ยนได้ก็คือ การจัดการประกวดดนตรี โดยมีคณะกรรมการชาติเป็นกลาง 3-5 คน ให้กรรมการชาวไทยเป็นแค่ผู้จัดการเท่านั้น ไม่ต้องเข้าไปร่วมตัดสิน แล้วมีรางวัลที่เป็นเงิน อาทิ 3-10 ล้านบาท เพื่อจะสร้างความแตกต่างไปจากการจัดประกวดที่ประเทศอื่นๆ เพราะไม่มีใครหรือประเทศใดจะให้รางวัลเป็นเงินค่าตอบแทน สำหรับวงโยธวาทิตไทยที่เดินทางไปประกวดต่างประเทศ ก็เป็นหน้าตาของทุกๆ คน และทุกคนก็ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ

หนังสือที่รวบรวมหอการแสดงในประเทศไทย

อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลใหม่ควรให้การสนับสนุนอย่างยิ่งคือ ดนตรีประกอบภาพยนตร์ แต่ละปีอุตสาหกรรมการสร้างภาพยนตร์มีจำนวนมาก (30-50 เรื่อง) แต่ภาพยนตร์ไทยนอกจากจะมีอายุที่สั้นแล้ว การลงทุนก็น้อย ภาพยนตร์ไทยจึงไม่สามารถจะแข่งขันกับนานาชาติได้ นานาชาติซื้อภาพยนตร์ไทยไปฉายน้อย สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำคือ การสนับสนุนให้ภาพยนตร์ไทยใช้วงซิมโฟนีออร์เคสตราเล่นเพลงประกอบ ซึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์สามารถบรรจุเพลงท้องถิ่น เพลงประจำชาติ เพลงชาวสยามเข้าไปได้ เพลงจะช่วยอุ้มชูศิลปะ ดนตรี และภาพยนตร์ไทย ให้แข็งแรงมากขึ้น

สุดท้าย เรื่องอาศรมศิลปิน พื้นที่ประเทศไทยยังมีพื้นที่ดิบๆ อยู่จำนวนมาก มีความมืด มีความเงียบ มีธรรมชาติ มีท้องฟ้า มีดวงดาว มีดวงจันทร์ มีดวงอาทิตย์เป็นของตัวเอง หากรัฐบาลใหม่ได้จัดพื้นที่ป่าหรือเกาะ (1,000 ไร่) ให้เป็นพื้นที่ “อาศรมศิลปิน” มีกระท่อมให้ศิลปิน มีความปลอดภัย มีอาหาร มีความน่าอยู่ ศิลปินได้ทำงานศิลปะในแต่ละสาขา อาทิ นักเขียน นักดนตรี นักแต่งเพลง คนทำหนัง คนวาดภาพ นักแสดง รวมถึงวิปัสสนา ฯลฯ โดยรัฐบาลลงทุนสร้างอาศรมศิลปิน แล้วให้ทุนศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วโลกมาอาศัยอยู่เพื่อสร้างงานศิลปะในด้านต่างๆ ระยะเวลา 1-3 เดือน ศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วโลกจะเป็นหน่วยโฆษณาประเทศไทยให้ใหม่

หากรัฐบาลใหม่สามารถนำดนตรีและศิลปะมาปรุงแต่งประเทศไทยให้มีเสน่ห์มากขึ้น โดยอาศัยศักยภาพความเป็นเลิศทางด้านศิลปะและดนตรีเท่าที่มีอยู่ ในประเทศไทยนั้นมีหอแสดงดนตรีอย่างน้อย 99 แห่ง ซึ่งเป็นอาคารสถานที่แสดงดนตรีกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นหอประชุมที่ใช้แสดงดนตรีได้อย่างดี ได้ลงทุนไปแล้ว แต่ขาดศักยภาพในการบริหารจัดการ ทำให้ประเทศเสียโอกาสอย่างยิ่ง

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2566 เวลา 19.00-21.00 น. วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย “เพลงไทยทางเปลี่ยน” โดยนำเพลงอดีตมารับใช้ปัจจุบันและสร้างสรรค์เป็นทางเปลี่ยน

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image