น้ำเค็มรุกต้องเฝ้าระวัง นับถอยหลัง‘เก็บค่าบำบัดน้ำเสีย’ปฏิทินทีมชัชชาติขีดเส้นใต้ปลายปี’66
ครบจบทุกมิติจริงๆ สำหรับกิจกรรมผู้ว่าฯ สัญจร เขตบางกอกน้อย เมื่อเสาร์ที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการจราจร น้ำท่วม ส่องจุดฟันหลอ เยี่ยมศูนย์เด็กเล็ก ไปจนถึงกราบนมัสการพระคุณเจ้าในวัดวาอารามเก่าแก่
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันจากการให้สัมภาษณ์สื่อของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังแถลงการทำงานครบ 1 ปีเมื่อไม่กี่วันมานี้ โดยให้คะแนนตัวเองแค่คาบเส้น
ฝั่งประชาชนยังให้กำลังใจล้นหลาม แม้คะแนนจากผลโพลสะท้อนว่าความพอใจลดน้อยถอยลงบ้าง

น้ำเค็มรุกหนัก จ่อคุย ‘การประปา’
รับมือน้ำจืดน้อย เหตุเอลนิโญ
ประเด็นแรก คือการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์ “เอลนิโญ”ที่ทำให้หลายจังหวัดในประเทศไทยอาจประสบปัญหาภัยแล้งซึ่งจะกระทบต่อปริมาณน้ำอุปโภค บริโภค ตลอดจนน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม
ชัชชาติมองว่า สถานการณ์เอลนิโญเป็นเรื่องที่ต้องกังวล เนื่องจากเราต้องใช้น้ำในการดูแลต้นไม้ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งหากมีน้ำเค็มหนุนขึ้นมา อาจจะมีปัญหาเรื่องการนำน้ำเข้ามาดูแลพื้นที่สีเขียวต่างๆ แต่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่เมื่อเทียบกับเกษตรกรในพื้นที่เขตหนองจอก เขตมีนบุรี
อย่างไรก็ดี ในช่วงปีที่ผ่านมา กทม.ได้มีการทำฝายดักน้ำ ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนแล้ว ยังกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งให้กับประชาชนในพื้นที่เกษตรกรรมอีกด้วย

“การรับมือปรากฏการณ์เอลนิโญว่า กทม.เอง อาจจะไม่ได้มีการเตรียมตัวมากนัก แต่กังวลเรื่องน้ำที่ต้องใช้ดูแลต้นไม้ในกรุงเทพฯเป็นหลัก ถ้าเกิดมีน้ำเค็มหนุนขึ้นมา ก็จะมีปัญหาเรื่องการเอาน้ำเข้ามาดูแลพื้นที่สีเขียวต่างๆ แต่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เมื่อเทียบกับเกษตร โดยในปีที่ผ่านมา กทม.มีการทำฝายดักน้ำในเขตหนองจอก เขตมีนบุรีไว้ แทนที่จะปล่อยให้น้ำออก ก็มีเขื่อนเป็นชั้นๆ นอกเหนือจากช่วยป้องกันน้ำท่วมแล้ว ตรงนี้ยังเหมือนเป็นฝายที่เก็บน้ำให้กับประชาชน ในมิติเรื่องการทำเกษตรกรรมในเขตชั้นนอก เราก็มีการทำโครงสร้างไว้รองรับตรงนี้อยู่แล้ว ใช้ได้ 2 วัตถุประสงค์ คือ เป็นตัวป้องกันน้ำท่วม ขณะเดียวกันก็เป็นตัวเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งด้วย
ส่วนที่จะต้องคุยกับการประปานครหลวง (กปน.) คือถ้าน้ำจืดเกิดน้อยจริงๆ จากการรุกของน้ำเค็ม จะทำให้การดึงน้ำมีปัญหาไหม ก็ต้องคุยกับ กปน.ว่าเขามองอย่างไร เขามีการเตรียมรับมืออย่างไร ก็คงต้องมีการประสานกันต่อไปอีกทีในอนาคต” ชัชชาติกล่าว
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯกทม.เผยว่า สำนักการระบายน้ำได้มีการประสานความร่วมมือกับกรมชลประทานเพื่อติดตามปริมาณเก็บกักน้ำ 4 เขื่อนหลักที่ระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการร่วมประชุมหารือกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

“ในส่วนของกรุงเทพมหานครได้มีการเฝ้าระวังการรุกของน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจัดเจ้าหน้าที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองต่างๆ รวมถึงมีการเตรียมแผนการควบคุมเปิด-ปิดประตูระบายน้ำตามแนวริมเจ้าพระยาไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าคลองเพราะจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร อาจต้องหารือกับการประปานครหลวง ในกรณีที่น้ำน้อยจริงๆ โดยหารือร่วมกันว่ามองอย่างไร และจะมีการเตรียมรับมืออย่างไร ซึ่งต้องมีการประสานกันมากขึ้นในอนาคต” ชัชชาติกล่าว
จ่อเก็บค่าบำบัดน้ำเสียปลายปี
‘รัฐ-เอกชน’ โดนเรียบ โรงงาน โรงแรม หนักสุด
อีกหนึ่งประเด็นคือการที่ กทม.เตรียมทำสัญญาขอข้อมูลผู้ใช้น้ำจากการประปานครหลวง (กปน.) เพื่อใช้เป็นฐานคำนวณการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย โดยเริ่มเก็บปลายปีนี้
ชัชชาติกล่าวว่า ขณะนี้ยังบำบัดฟรีอยู่ ส่วนแหล่งบำบัดน้ำเสียใน กทม. ตอนนี้มีอยู่ทั้งหมด 8 แห่ง ซึ่งจะดึงน้ำจากครัวเรือน และแหล่งต่างๆ มาบำบัดที่ส่วนกลางก่อน ปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน กทม.เสียค่าดำเนินการปีละประมาณ 600 ล้านบาท สำหรับแนวคิดที่จะเริ่มเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย จะเริ่มเก็บจากอาคารประเภทที่ 2 คือ สำนักงานหน่วยงานของรัฐ เอกชน องค์กร และสถานประกอบการที่ใช้น้ำไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตร จะถูกคิดอัตราค่าธรรมเนียม 4 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
ประเภทที่ 3 เสียค่าธรรมเนียมสูงสุด คือ โรงแรม โรงงาน สถานประกอบการที่ใช้น้ำเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน จะถูกคิดอัตราค่าธรรมเนียม 8 บาทต่อลูกบาศก์เมตร คำนวณง่ายๆ ให้นำปริมาณน้ำที่ใช้ในเดือนนั้น คิดออกมาเป็นค่าน้ำเสีย 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วคูณด้วยค่าธรรมเนียม 8 บาท จะได้ค่าบำบัดน้ำเสียที่ต้องชำระ ส่วนประชาชนที่ใช้น้ำตามบ้านเรือน คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หอพัก ยังไม่ถูกจัดเก็บ
กทม.ไม่สามารถไปติดตั้งมิเตอร์ดูค่าน้ำเสียได้ จึงได้หารือกับการประปาว่าจะนำมิเตอร์มาติดตั้ง เพื่อดูปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมา ข้อดีคือผู้ประกอบการสามารถปล่อยน้ำเสียออกมาบำบัดที่ส่วนกลาง โดยไม่ต้องบำบัดน้ำเสียเอง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำบัดน้ำเสียของตนเอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ในปลายปีนี้

และมีจำนวนผู้ประกอบการที่จะต้องเสียค่าบำบัดน้ำอยู่ประมาณ 1 แสนกว่าราย หลังจากนี้จะมีการสร้างความเข้าใจว่าทำไมจะต้องเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย เพราะคนที่ทำน้ำเสียเยอะก็ควรจะจ่ายเงินเยอะ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะใช้น้ำกันอย่างอิสระ เป็นการใช้งบประมาณของ กทม.อย่างคุ้มค่า ดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประหยัดน้ำ อาคารสำนักงานต่างๆ ก็จะออกมาตรการประหยัดน้ำ ลดการใช้น้ำด้วย
“ระบบท่อของ กทม.รวมน้ำเสียและน้ำฝนอยู่ในท่อเดียวกัน ถ้าเกิดฝนตกหนักก็ระบายออกได้เลย ส่วนถ้าฝนตกน้อยหรือไม่มีฝนน้ำจะเข้าสู่ระบบบำบัด สำหรับเรื่องการเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย ขณะนี้ กทม.ยังไม่ได้เก็บ ยังบำบัดฟรี ต้องบอกว่า กทม.มีการทำระบบบำบัดรวม ขณะนี้มี 8 แห่ง มีการสร้างระบบที่ดึงน้ำจากครัวเรือนจากแหล่งต่างๆ มาบำบัดที่ศูนย์กลาง เสร็จแล้วก็ปล่อยออกลงคลอง ลงแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเราเสียค่าโอเปอเรเตอร์ปีหนึ่งประมาณ 600 ล้านบาท แต่เรายังไม่ได้เก็บเงินค่าบำบัดน้ำเสีย ซึ่งความจริงแล้วอาคารบางประเภทสามารถจัดเก็บได้เลย อาทิ อาคารประเภท 2 หรือประเภทอาคารพาณิชย์ สถานประกอบการ และอาคารประเภท 3 หรือโรงแรม และอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่
โดยกำหนดเก็บ 2 อัตรา อาคารประเภท 2 เก็บ 4 บาทต่อลูกบาศก์เมตร อาคารประเภท 3 เก็บ 8 บาทต่อลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณที่เก็บค่าบำบัดจะเก็บ 80% ของปริมาณน้ำประปาที่ใช้ ส่วนครัวเรือนประชาชนทั่วไปยังไม่เก็บ เก็บเฉพาะผู้ประกอบการ ซึ่งก็มีข้อดี เนื่องจากถ้าเขาใช้ระบบบำบัดน้ำเสียรวม เขาไม่ต้องเดินเครื่องของตัวเอง 100% บำบัดแค่มาตรฐานที่ปล่อยสู่ส่วนกลางได้ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลในบ่อบำบัดของตัวเองได้ ก็จะทำให้คุณภาพน้ำส่วนรวมดีขึ้น เขาเองก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องของตัวเองด้วย คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ประมาณปลายปี’66” ชัชชาติกล่าว

โซเชียลคอมเมนต์ ‘เอกฉันท์’ ควรทำมานานแล้ว
เมื่อข่าวเรื่อง กทม.เตรียมจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียเผยแพร่ออกไป น่าสนใจว่า ประชาชนชาวโซเชียลต่างประสานเสียงเห็นด้วยอย่างเป็นเอกฉันท์ อาทิ ‘ควรเก็บมานานแล้ว ผู้ว่าฯคนอื่นอาจไม่กล้า เพรากลัวเสียคะแนน แต่ชัชชาติกล้า’, รีบทำเลยครับ สุดยอดมากครับท่าน เอาทุกอย่างเข้าระบบให้หมด เดี๋ยวดีเองครับ’, ‘เห็นด้วยครับ ต้องทำในทุกพื้นที่ ต่างจังหวัด อบจ. อบต. เทศบาล อยากให้เก็บค่าควันพิษด้วย ปล่องควันต้องจ่าย’, ‘จากใจคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทำเถอะค่ะ ยิ่งในหมู่บ้าน บางทีแม่บ้านเทน้ำมันลงท่อเลย เราจะคอยบอกให้เทน้ำมันที่ใช้แล้วลงขวด อย่าเทลงท่อ คิดอัตราตามความเหมาะสมค่ะ’ เป็นต้น
ประสานเสียงเห็นพ้องให้ทีมชัชชาติลุยงาน ลุยงาน ลุยงาน จัดเก็บให้เรียบกริบเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของคนกรุงแบบจุกๆ กันได้เลย
ศศวัชร์ คมนียวนิช

