17% คือตัวเลขของผู้หญิงญี่ปุ่นที่ “ลาออก” จากงานหลังเข้าสู่ประตูวิวาห์
46.9% คือจำนวนคุณแม่คนใหม่ที่หันหลังให้ชีวิตการทำงานหลังคลอดลูกคนแรก
การส่งเสริมให้ผู้หญิงเป็นได้ทั้ง “ภรรยา” พร้อมๆ กับ “เวิร์กกิ้งวูแมน” และการสนับสนุน “แม่” ให้กลับมาทำงานอีกครั้งหลังคลอด จึงเป็นวาระที่รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการ
ในทางตรงกันข้าม เหล่าสาวโสด ก็มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานจนโลกต้องหันมอง
ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน กลายเป็นความท้าทายของสังคมที่ได้ชื่อว่าผู้คนมีความทุ่มเทชีวิตให้งานอย่างชาวญี่ปุ่น
เช่นเดียวกับความก้าวหน้าของพวกเธอในสายงานที่ดู “แมนๆ” อย่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนเรื่องความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย
ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในประเด็นการพูดคุยถกเถียงใน งานประชุมสมัชชาโลกเพื่อสตรี หรือ The world Assembly for women (WAW!) 2016 ระหว่างวันที่ 13-14 ธ.ค. ที่ผ่านมา ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีการอภิปรายแบบโต๊ะกลมถึงรายละเอียดอย่างลงลึก ของตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก เพื่อถกเถียงประเด็นหลากหลายด้านเกี่ยวกับผู้หญิง อาทิ การส่งเสริมความเป็นผู้นำ การปรับปรุงสุขอนามัย พลังของผู้หญิงในด้านความมั่นคงและสันติภาพ ความเท่าเทียมทางเพศในมุมมองของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งผู้หญิงกับกีฬา ซึ่งในอีก 4 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นจะเปิดบ้านเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในโตเกียวเกมส์ 2020
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ที่ไม่เพียงจำกัดเฉพาะในญี่ปุ่น แต่กระจายสู่ซอกมุมต่างๆ ของโลก
รัฐหนุนสุดแรง”พลังหญิง”

วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 39 ฉบับที่ 14166 มติชนรายวัน
หลากมุมมองสมัชชาโลกเพื่อสตรี ความท้าทายในสังคม’ญี่ปุ่น’
โดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสตรีในด้านต่างๆ (ภาพจากกระทรวงการต่างประเทศ ญี่ปุ่น)
แม้จะเป็นการประชุมเพื่อผู้หญิงโดยแท้ แต่ผู้อยู่เบื้องหลังคือผู้ชายที่มีชื่อว่า ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวคิดที่สร้างสังคมที่ผู้หญิงทุกคนสามารถเปล่งประกายคุณค่าในตัวเอง งานประชุมสมัชชาโลกเพื่อสตรี หรือ WAW! จึงถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน ในเดือนตุลาคม 2014
โดยมีผู้นำระดับสูงที่เกี่ยวกับสตรีจากทั่วโลกเดินทางมาร่วม ก่อนจะมีขึ้นอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2015 ซึ่งมีการหารือในประเด็นด้านการปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับบทบาททางเพศ, แม่เลี้ยงเดี่ยว, การศึกษา และสุขภาพ เป็นต้น
สำหรับครั้งล่าสุดนี้ เป็นครั้งที่ 3 ภายใต้ธีม “WAW! ACTION” ที่เน้นให้มุ่งมั่นลงมือโลด!
ส่วนหนึ่งในสุนทรพจน์ของ นายอาเบะ ในวันเปิดการประชุม ย้ำชัดถึงจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสันติภาพและสังคมที่มีความปลอดภัย รวมถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ผู้หญิงสามารถตั้งเป้าหมายทั้งในการทำงานและชีวิตครอบครัวไปพร้อมๆ กัน โดยรัฐบาลสนับสนุนให้ผู้หญิงทำงานต่อไปหลังการคลอดบุตร ผลักดันการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานนอกบ้านและชีวิตครอบครัว
ท่านนายกฯยังยอมรับว่า สิ่งที่ท้าทายอย่างมากก็คือการปฏิรูปแนวทางการทำงาน ซึ่งจะมีการส่งเสริมแนวคิดให้ทำงานจากที่บ้าน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความพยายามที่จะปรับปรุงระบบโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี

ประสานสิบทิศ กลุ่มธุรกิจขานรับ
แน่นอนว่าแนวคิดข้างต้น คงไม่อาจสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ด้วยรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องประสานกับหน่วยงานธุรกิจต่างๆ
อาเบะได้อ้างถึง ซาดายูกิ ซากากิบาระ ประธานสหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น หรือ “เคอิดันเรน” ซึ่งก็เดินทางมาขึ้นกล่าวบนเวทีถึงการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานในบริษัทต่างๆ ซึ่งสนับสนุนแนวคิดที่จะส่งเสริมบทบาทของสตรี
หนึ่งในธุรกิจใหญ่ของญี่ปุ่นที่หนุนความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของพนักงานหญิงซึ่งอาจต้องดูแลครอบครัวไปพร้อมๆ กันก็คือ “อิเซตัน มิตสุโกชิ โฮลดิ้ง” เจ้าของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสาขาในหลายประเทศ รวมถึงเมืองไทย
ผอ.ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทดังกล่าว เปิดเผยข้อมูลว่าในจำนวนพนักงาน 12,363 คน เป็นผู้หญิงถึง 8,880 คน นอกจากนี้ “ลูกค้า” ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง โดยทางบริษัทได้จัดเกี่ยวกับโปรแกรมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานหญิง สวัสดิการและตัวเลือกที่น่าสนใจ มีระบบที่ช่วยเหลือแม่ๆ ให้ออกไปเลี้ยงลูกชั่วคราว แล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่ได้ ทั้งยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น สัมมนาเกี่ยวกับคุณแม่ที่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมน
อีกบริษัทที่ร่วมด้วยช่วยหนุนสตรีอย่างมาก ก็คือ “ฟูจิตสึ” ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่คนไทยคุ้นหูเป็นอย่างดี ที่นี่ได้ชื่อว่ามีการสร้างบรรยากาศที่ไม่เพียง “ดีต่อใจ” แต่ยังช่วยผ่อนแรงแม่ๆ ได้ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็น “การยืดหยุ่น” ในการทำงานและสนับสนุนให้กลับมาทำงานอีกครั้งหลังคลอด
เริ่มสิ่งใหม่เลือก”การผจญภัย”ของตัวเอง
นอกเหนือจากความช่วยเหลือของรัฐ และการขานรับของเอกชน บุคคลสำคัญยิ่งกว่าก็คือตัวของผู้หญิงเอง
นานาชาติแนะญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต สนับสนุนการทำงานจากบ้าน
ปาฐกถาพิเศษ โดย มาร์นี เลอวีน ประธานฝ่ายปฏิบัติการ อินสตาแกรม ซึ่งก้าวขึ้นเวทีอย่างสง่างาม ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทันสมัยอย่างมากนับตั้งแต่ยุคที่มี “วอล์กแมน” จนถึงรถไฟ “ชินคันเซ็น” เป็นเมืองที่พร้อมสำหรับอนาคต จวบจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น และ “เทคโนโลยี” นั่นเอง ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในสำนักงานเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำงานจากที่บ้านผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อป รวมถึงการใช้แอพพลิเคชั่น
ทางโทรศัพท์มือถือสร้างงานและธุรกิจสตาร์ตอัพของตัวเอง ผู้หญิงจากหลายแห่งในโลกที่ใช้แอพพลิเคชั่นอินสตาแกรมในการเปลี่ยนแปลงชีวิต เช่น เมื่อ 2 ปีก่อน หญิงชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งโพสต์ผลงานศิลปะของตัวเองผ่านอินสตาแกรม มีผู้คนมากมายได้ชื่นชมผลงาน จนกระทั่งได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก ต่อมาจึงลาออกจากงานประจำเพื่อเป็นศิลปินอิสระ นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงตะวันออกกลาง วัย 39 ปี สร้างธุรกิจการเป็นเทรนเนอร์ผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นความโชคดีของผู้หญิงเหล่านี้ที่อยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีที่สามารถสร้างธุรกิจได้
“การเริ่มต้นทำสิ่งใหม่เป็นเรื่องยากสำหรับทุกคน ดิฉันก็เช่นกัน แต่ขอแค่ลงมือทำ และเลือกการผจญภัยของตัวเอง ตั้งเป้าหมายว่าฉันจะไปให้ถึง และลุยเลย !” เจ้าแม่อินสตาแกรมแนะด้วยท่าทีฮึกเหิม แต่ก็แอบหยอดมุขฮาว่า ใครยังไม่ใช้แอพพ์อินสตาแกรม…แล้วจะรออะไรอีกล่ะ !?!
ทัศนคติใหม่ ความท้าทายในประวัติศาสตร์วัฒนธรรม
เลอวีนยังกล่าวอีก 1 ประเด็นที่น่าสนใจ และอยู่ใน “กระแสข่าว” นั่นคือ ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานของคนญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเทสุดพลัง ทว่าในอีกทางก็ทำลายความสมดุลของชีวิต
ประธานไอจีบอกว่า ควรปรับเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ ให้ work smart แทน Work long คือทำงานอย่างชาญฉลาด แทนที่จะเน้นชั่วโมงการทำงานอันยาวนาน สอดคล้องกับความคิดของ ฮิโรโนบุ นาริซาว่า นายกเทศมนตรีเมืองบุงเกียว ซึ่งเป็นหนึ่งใน 23 เขตการปกครองพิเศษของกรุงโตเกียว ซึ่งกล่าวในวันที่ 2 ของการประชุมที่เป็นการถกแบบ “โต๊ะกลม” ถึงประเด็นต่างๆ อย่างลุ่มลึก
ท่านนายกเทศมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ คนญี่ปุ่นยังนิยมทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน รูปแบบการทำงานเช่นนี้ควรได้รับการเปลี่ยนแปลง ขอให้ดูตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชั่วโมงการทำงานน้อยมาก แต่ก็ประสบความสำเร็จ
แม้แต่ภาคเอกชนอย่าง โชจิ อิโต ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัทประกันภัยซอมโป เจแปน นิปปงคะโอะ ก็รับว่าประวัติศาสตร์นับร้อยปีของญี่ปุ่น คือผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงอยู่บ้านดูแลลูก ตอนนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนความคิด และสไตล์การทำงาน จากที่เดินทางไปสำนักงานมาเป็นการทำงานที่เรียกว่า “เทเลเวิร์ก” หรือการทำงานจากบ้าน โดยใช้เทคโนโลยีซึ่งจะช่วยจัดการเรื่องเวลา ช่วยให้ทำกิจกรรมได้มากขึ้น แถมยังบอกว่า “เวลาส่วนหนึ่งของผู้หญิง ถูกขโมยไปโดยผู้ชาย เช่น เจ้านาย”
จากมุมมองของผู้ชาย มาฟังความเห็นจากผู้หญิงเก่งกันบ้าง

ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการหญิงคนแรกของโตเกียว ซึ่งเพิ่งได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเกือบ 3 ล้านเสียง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผ่านการหาเสียงว่าจะปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้หญิงและชายมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น
เธอมองว่าชีวิตต้องมาก่อนการทำงาน เพราะการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตนเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นคนแรกที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไคโร ประเทศอียิปต์ จากนั้นได้ลงสู่สนามการเมืองกระทั่งได้รับการเลือกตั้งในที่สุด ดังนั้น จงอย่าคอยห้ามตัวเองไม่ให้ทำอะไร แต่ให้มองสิ่งต่างๆเป็นโอกาสและความท้าทาย
สมเป็นการทิ้งท้ายสไตล์ผู้หญิงคิดบวก
ปัญหาผู้หญิง ปัญหาสากล
ในงานประชุมครั้งนี้ ยังมีสตรีทั่วโลกมาบอกเล่าถึงปัญหาของตัวเอง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลายอย่างของผู้หญิง เป็นสิ่งสากล แม้แต่ในโลกตะวันตก ดังที่ เอลิซ มัวซอง ผู้อำนวยการ “Force FEMMES” องค์กรเกี่ยวกับสตรีซึ่งไม่แสวงหาผลกำไร เล่าถึงสถานการณ์เพศภาวะในประเทศฝรั่งเศสว่า คู่สมรสถึง 1 ใน 3 คู่ เซย์กู๊ดบายเซ็นใบหย่ากัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีช่องว่างระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายซึ่งในปัจจุบันผู้หญิงฝรั่งเศสยังต้องต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมในเรื่องเงินเดือนและอื่นๆ เอ็นจีโอสาวมองว่า เรื่องเหล่านี้ยังต้องการเวลาในการพัฒนา อีกทั้งปรับเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างในสังคม
นี่คือประเด็นสำคัญระดับชาติที่ท้าทายความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น พร้อมกันนั้นก็เปิดโอกาสให้ประเทศแห่งความทันสมัยได้นำเทคโนโลยีล้ำยุคมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวย่างทางความคิดที่โลกจับตามอง


