หน้าแรก ประชาชื่น มาตรา 49 ทวิ ...

มาตรา 49 ทวิ : คอลัมน์ ฟรีสไตล์เรื่องบ้าน บ้าน

24.12.16 | 12:59 น.

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก

สืบเนื่องจากรัฐบาล คสช.ทั่นขยันทำงานก็เลยมีเรื่องสนุกๆ มาชวนคุย วันนี้หัวข้อ “มาตรา 49 ทวิ” หรือ ม.49 ทวิ”

ก่อนหน้านี้เรารู้จักแต่ ม.44 เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รัฐบาลมีไว้ใช้สำหรับเป็นทางลัด อธิบายง่ายๆ ส่วนราชการเวลาทำงานมีขั้นตอนปกติจะต้องใช้เวลา 1-2-3-4-5 วัน หรือต้องผ่านหลายหน่วยงานในเรื่องเดียวกัน รัฐบาลก็ใช้ ม.44 สั่งโช้ะทีเดียวจบ

ยกตัวอย่างกรณีล่าสุดที่ “บิ๊กตู่-พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เพิ่งใช้อำนาจตาม

ม.44 ยืดเวลาการจ่ายค่าสัมปทานสำหรับทีวีดิจิทัล แต่ให้มีค่าปรับดอกเบี้ย 1.5%, การขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม กับจังหวัดกาญจนบุรีเพิ่มเติม เป็นต้น

Advertisement

จะเห็นว่าทั้ง 2 เรื่องนี้ ให้หน่วยงานต้นสังกัดทำงานคงใช้เวลาอีกนานโข แต่เมื่อมีการใช้ ม.44 ทำให้ลัดขั้นตอน ลัดเวลา เป็นต้น

โอ้โห แค่ ม.44 ยังเด็ดขาดขนาดนี้ ถ้าเป็น ม.49 ทวิล่ะ จะขนาดไหน

เวลาเราติดตามข่าวสารรัฐบาล โดยเฉพาะกฎหมายต่างๆ ถ้าอยากรู้ว่ากฎหมายนั้นใหญ่หรือเล็ก มีความสำคัญยังไง วิธีการดูไม่ยาก ให้ย้อนกลับไปดูว่ามาตราแต่ละมาตรานั้นอยู่ภายใต้กฎหมายอะไร เห็นมะ ง่ายจะตายไป

ทั้งนี้ ม.44 เป็นกฎหมายที่ออกภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 ให้อำนาจ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” หรือ หัวหน้า คสช. ซึ่งบังเอิญว่าเป็นคนเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การใช้อำนาจ ม.44 บิ๊กตู่จึงใช้ในบทบาทหัวหน้า คสช. ไม่ใช่บทบาทนายกรัฐมนตรี

อธิบายแค่นี้พอนะคะ เริ่มซับซ้อนปวดหัว มาเข้าเรื่องวงการอสังหาริมทรัพย์ของเรากันดีกว่า

ประเด็นของ ม.49 ทวิ มีความเกี่ยวพันกับวงการอสังหาฯตรงที่เป็นเรื่องการเสียภาษีรายได้ในการโอนทรัพย์สิน หลายคนคงเดาทางออกแล้วว่า ม.49 ทวิ อยู่ภายใต้กฎหมายสรรพากรนั่นเอง

เหตุเกิดเมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี (มติ ครม.นั่นเอง) วันที่ 18 ตุลาคม 2559 เห็นชอบตามข้อเสนอของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ในการกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการ

เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 49 ทวิ

อธิบายเพิ่มนิดเดียวว่ากฎหมายอะไรก็ตาม ถ้าเข้าที่ประชุม ครม. ย่อมแปลว่าใกล้บังคับใช้เต็มที ความคืบหน้าล่าสุด การขอแก้ไขกฎหมายอยู่ระหว่างบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายในปี 2560 อย่างเร็วก็ครึ่งปีแรกน่าจะมีผลในทางปฏิบัติ

คำถามอยู่ที่ ม.49 ทวิ มีความสำคัญยังไง คำตอบคือความสำคัญของกฎหมายมาตรานี้ให้ขีดเส้นใต้คำว่า “การเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา” ค่ะ

สาระสำคัญกำหนดให้การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการโอนทรัพย์สินหรือที่ดิน ให้กรมสรรพากรสามารถเรียกเก็บได้จาก 2 กรณี คือ 1.คำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษีจากราคาประเมินของทางราชการ กับ 2.คำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษีตามราคาซื้อขายจริง

ก่อนจะงงมากไปกว่านี้เฉลยเลยดีกว่า สภาพปัญหาเกิดจากกฎหมายสรรพากรเดิมไปขังตัวเอง ด้วยการระบุแนวทางปฏิบัติให้คำนวณเงินได้เพื่อเรียกเก็บภาษีการโอนทรัพย์สิน โดยฐานการคำนวณให้ใช้ราคาประเมิน (ของทางราชการ) เพียงอย่างเดียว

ในขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ทั้งประเภทที่ดินและทรัพย์สิน บางรายการและอาจจะหลายรายการเห็นได้ชัดเจนว่าราคาตลาดสูงกว่าราคาประเมิน เรียกว่าสรรพากรได้แต่มองตาปริบๆ เพราะกฎหมายตัวเองตีกรอบให้คำนวณภาษีเงินได้จากราคาประเมินเท่านั้น

เมื่อเห็นความแตกต่างของราคาประเมินกับราคาซื้อขายจริงบางแปลงสูงกว่า 1-8 เท่า ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมในการเรียกเก็บภาษี จึงต้อง “ปลดล็อก” กฎหมายสรรพากรให้สามารถเรียกเก็บภาษีได้ทั้ง 2 แบบ ขึ้นอยู่กับแบบไหนจะมีฐานภาษีสูงกว่ากัน

อย่าลืมว่าตอนนี้ที่ดินแพงที่สุดที่มีการประกาศขายบนทำเลใจกลางมหานครกรุงเทพ

ปาเข้าไปตารางวาละ 2-3 ล้านบาทแล้ว แต่เวลาเสียภาษีเข้าใจว่าไม่ได้แจ้งราคาตลาด (ตารางวาละ 2-3 ล้าน) แต่แจ้งเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาตามราคาประเมิน (อย่างเก่งน่าจะตารางวาละ 1 ล้าน)

เรื่องนี้ไม่รู้จะเห็นใจใครดี ระหว่าง “สรรพากร” กับ “ประชาชนบุคคลธรรมดาๆ”

สรรพากรทั่นคงช้ำใจอยู่บ้างแหละ บริษัทจัดสรรซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดิน 100 ล้านในราคาตลาด เวลาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทางบริษัทจัดสรรจ่ายภาษีเต็มราคาซื้อขาย แต่พอเป็นบุคคลธรรมดา กฎหมายสรรพากรเดิมบอกว่าให้ใช้ราคาประเมิน สมมุติ 50 ล้านบาท แปลว่าบุคคลธรรมดาประหยัดเพราะส่วนต่างอีก 50 ล้านไม่ได้ถูกนำมาคำนวณภาษี

ส่วนประชาชนในฐานะบุคคลธรรมดาน่าจะช้ำใจยิ่งกว่า (เริ่มดราม่านิดๆ) เพราะรัฐบาล คสช. เพิ่งเร่งรัดผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือพร็อพเพอร์ตี้ แท็กซ์ ซึ่งเคยชวนคุยไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ต่อไปนี้ผู้ใดถือครองทรัพย์สิน ผู้นั้นมีหน้าที่จ่ายภาษีเพิ่มขึ้น

ตอนนี้มาเจอเรื่อง ม.49 ทวิ อีก คนที่หนักหน่อยน่าจะเป็นเจ้าของที่ดินหรือทำอาชีพนายหน้าค้าที่ดิน ไม่เว้นแม้กระทั่งการขายบ้านมือ 2 เพราะมีมูลค่าสูงเตรียมตัวเตรียมตังค์ไว้ได้เลย

ไม่รู้จะปลอบใจยังไง ตัวใครตัวมันก็แล้วกันค่ะ