‘ธรรมศาสตร์’ ฟุตเวิร์ก ‘ก้าวไปให้ไกลขึ้น’ ในปีที่ 90

30.06.23 | 12:07 น.

‘ธรรมศาสตร์’ ฟุตเวิร์ก
‘ก้าวไปให้ไกลขึ้น’ ในปีที่ 90

27 มิถุนายน 2477

คือวันสถาปนา มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

มหาวิทยาลัยเปิดเพื่อราษฎรแห่งแรกตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร โดยหลักที่ 6 กล่าวว่า

‘จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร’

Advertisement

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์รัชกาลที่ 7 เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธี โดยมี ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ กล่าวรายงาน

การสถาปนาสถาบันการศึกษาแห่งนี้ สืบเนื่องมาจากพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ.2476 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ในปีแรก มีผู้สมัครเรียน 7,094 คน

ครั้น พ.ศ.2480 มีการตราข้อบังคับให้เปิดชั้นเตรียมปริญญา โดยกำหนดให้รับผู้สอบไล่ได้ชั้นมัธยมบริบูรณ์เข้าศึกษา 2 ปี เพื่อเตรียมคนเข้าศึกษาหลักสูตร ‘ธรรมศาสตร์บัณฑิต”

ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่คู่สังคมไทยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ล่าสุด 27 มิถุนายน 2566 รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. ประกาศก้าวสู่ระดับนานาชาติ ในขณะที่บทบาทของการช่วยเหลือ ดูแลประชาชน ก็ยังคงอยู่ดังที่ถูกฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

“กว่า 89 ปีของการเดินทางที่ยาวนานของธรรมศาสตร์ เราพร้อมแล้วที่จะก้าวไปให้ไกลขึ้น กับการยืนหยัดในวิถีและจิตวิญญาณในการรับใช้ประชาชนในระดับพลเมืองของโลก”

⦁‘อยู่ที่ไหนก็เรียนได้’ 28 คณะ กว่า 300 หลักสูตร ยืนเด่นเวทีโลก

ในการเปิดตัวกิจกรรม 90 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โถงหอประชุมศรีบูรพา มธ. ท่าพระจันทร์ รศ.เกศินีเผยว่า เดิมธรรมศาสตร์มีการเรียนการสอนแบบตลาดวิชาที่เน้นหนักด้านสังคมศาสตร์และกฎหมาย แต่ในปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนไป จำเป็นต้องผลิตลูกศิษย์ของเราให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ตั้งแต่นักศึกษาและอาจารย์ สามารถฝึกฝนตัวเองให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น โดยนำหลายๆ ศาสตร์มาบูรณาการ และเอายุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดเข้าไปต่อสู้

“ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ แต่ไปเป็นระดับนานาชาติ ที่ไหนดีในโลกนี้ก็ไปเรียน แลกเปลี่ยนความรู้และทำวิจัยร่วมกัน ซึ่งทำให้ธรรมศาสตร์มีความโดดเด่นมากในเวทีโลก ขณะนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศให้หลักสูตรคณะพาณิชย์และการบัญชี ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับสากล เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจว่า ประเทศไทยบริหารแบบไทยๆ แต่คุณภาพคับแก้ว”

ด้าน รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีกิจกรรมใหญ่ทุกเดือน จากมิถุนายนนี้ไปจนมิถุนายนปีหน้า ที่ครอบคลุมทั้งวิชาการ บริการประชาชน กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ปัจจุบันธรรมศาสตร์มีทั้งหมด 28 คณะ 300 กว่าหลักสูตร ซึ่งครอบคลุมทุกศาสตร์และสาขา

“เราจะสร้างผู้นำในทุกวงการ สร้างคนที่มีบุคลิกความเป็นผู้นำและเป็นผู้นำที่มุ่งมั่นทำเพื่อสังคม เพื่ออะไรที่ใหญ่กว่าตัวเอง ถ้าประเทศไทยเดินไปอย่างถูกทิศถูกทาง

สิ่งที่ธรรมศาสตร์ทำมาตลอด 90 ปี เบอร์หนึ่งคือทำอย่างไรที่จะเปิดกว้างโอกาสทางการศึกษา ธรรมศาสตร์เกิดมาในฐานะตลาดวิชาการ ใครๆ ก็เข้ามาเรียนได้ หลังจากนั้นกลายเป็นมหาวิทยาลัยปิด จำกัดจำนวนนักศึกษา แต่วันนี้ธรรมศาสตร์กลับไปสู่ตลาดวิชาการอีกครั้งหนึ่งในยุคดิจิทัล ทุกคนสามารถเรียนได้ไม่ว่าจะอยู่นอกประเทศหรือในประเทศ จะเรียนเพื่อเอาระดับปริญญาก็ได้ เรียนเพื่อสะสมความรู้ก็ได้

เราเป็น 1 ในมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องธนาคารหน่วยกิต (credit bank) เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นมาก สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ทลายกำแพงการเรียนรู้ ความรู้ไม่ได้เกิดแค่เพียงห้องเรียน ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ความรู้มีได้ทุกที่ทุกเวลา สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปจะไม่มีวันเพียงพอต่อการทำงาน ใช้ชีวิต สิ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งหวังคือ ทำอย่างไรให้คนที่เรียนไปแล้วกลับเข้ามาเติมความรู้เฉพาะที่ตัวเองต้องการได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจที่ทางธรรมศาสตร์ต้องทำให้ได้ อยู่ที่ใดในโลกก็เรียนกับธรรมศาสตร์ได้ จะเรียนที่ไหนเวลาใดก็ได้ ธรรมศาสตร์เปิดการศึกษาให้เข้ามาเรียนได้ในทุกรูปแบบ ความรู้อายุสั้น แต่คนอายุยาว” รศ.ดร.พิภพกล่าว

รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล ผู้ช่วยเลขานุการสภามหาวิทยาลัย กล่าวว่า อย่างหนึ่งที่ภูมิใจ คือทางธรรมศาสตร์ดูแลด้านขยายโอกาสทางการศึกษา ทำอย่างไรให้การศึกษาเข้าได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหลักสูตรไทยและอินเตอร์ การเรียนรูปแบบออนไลน์ เรียนกับธรรมศาสตร์ก็สามารถเก็บหน่วยกิตได้ รวบรวมเป็นหน่วยกิตแล้วเรียนปริญญาโทได้ ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลับไปสู่ปรัชญาคือ การกระจาย
ขยายโอกาส ให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

⦁โยงจิตวิญญาณ ‘โรงพยาบาลเพื่อประชาชน’ คณะแพทยศาสตร์ก็เพื่อประชาชน

ขณะที่ รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มีการเชื่อมโยงจิตวิญญาณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็น ‘คณะแพทยศาสตร์เพื่อประชาชน โรงพยาบาลเพื่อประชาชน’ เราเชื่อมโยงความคิดนี้รวมกับสุขศาสตร์อื่นๆ ด้วย เดิมอาจทำในพื้นที่ ต่อไปจะเป็นทั่วประเทศ และมีความก้าวหน้าตลอด 30 กว่าปี นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังมีเรื่องการเปลี่ยนของอากาศ เรานำความรู้ทางเทคโนโลยี ความเสียสละมาใช้ ซึ่งได้ทำงานร่วมกันกับสุขศาสตร์ของมหาวิทยาลัยด้วย ทำให้ดูแลประชาชนได้ ทั้งคนไข้ คนที่ยังไม่เจ็บป่วย วัคซีนต่างๆ

สอดคล้องกับเนื้อหาในปาฐกถาทางวิชาการโดย กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2566 ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ศ.นพ.ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมปาฐกถาในหัวข้อ ‘The myth and fact in neurological disease ความเชื่อเเละความจริงในระบบประสาท’

ศ.นพ.ก้องเกียรติกล่าวว่า เมื่อ 20-30 ปีก่อน โรคระบบประสาทเรียกว่า ‘ศาสตร์มืด’ ถึงจะวินิจฉัยโรคออกมาก็ไม่สามารถรักษาได้ เป็นโรคที่ประหลาด คนไข้มีความพิกลพิการเเละเสียชีวิต แต่ในปัจจุบัน ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น โดยภาวะโรคที่มีมากที่สุดคือ
1.โรคหลอดเลือดในสมอง
2.โรคไมเกรน
3.โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่อยู่ในทุกภูมิภาคของโลก

ศ.นพ.ก้องเกียรติเผยว่า เป็นแพทย์ประจำด้านประสาทวิทยาคนแรกของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ในขณะนั้นทักษะเเละการวินิจฉัยยังมีปัญหา เนื่องจากโรคทางระบบประสาทไม่ได้รับความสนใจมากนัก ปัญหาด้านต่อมาคือการรักษา จึงทำวิจัยร่วมกับนักศึกษาปริญญาเอก นอกจากนี้ ยังจัดโปรแกรมกายภาพบำบัดที่บ้าน รวมถึงส่งนักกายภาพบำบัดไปที่บ้านเพื่อความสะดวกสบายของผู้ป่วย เป็นเวลา 4 เดือนแก่ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้าและมีปัญหาเรื่องของการสื่อสาร ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน

“เราสามารถช่วยเหลือคนไข้ได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของเขาเเละผู้ดูแลดีขึ้น สำหรับการวิเคราะห์ต้นทุนของการส่งนักกายภาพบำบัดไปที่บ้าน โรงพยาบาลจ่ายเงินเพียง 24,000 บาทต่อปี ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น 1 ปี จึงได้เกิดการผลักดันนโยบายของรัฐบาล แต่ต้องอาศัยงานวิจัยเเละผู้ร่วมผลักดันทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น รวมถึงมีความพยายามที่จะส่งคนไปดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ และได้มีการจัดโปรแกรมดูแลผู้ป่วยแบบ 6 เดือน พบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ให้การรักษาอะไรหลังจาก 6 เดือน แต่ประสิทธิภาพของผู้ป่วยก็ไม่ได้ลดลง” ศ.นพ.ก้องเกียรติกล่าว

⦁สอนให้กล้าฝันไกล
ประหนึ่ง‘เพดาน’ ไม่มีในพจนานุกรม

จากคณาจารย์ มาฟังมุมมองของนักศึกษา อย่าง คุณากร ตันติจินดา นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ที่มองว่า ก่อน พ.ศ.2475 คงไม่มีใครคิดว่าประชาชนคนหนึ่งจะมีโอกาสรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2477 ชื่อในขณะนั้นคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จากแนวคิดของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ โดยต้องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนเรื่องประชาธิปไตย เพื่อให้การศึกษาและสร้างการเข้าใจการปกครองใหม่ที่เพิ่งดำเนินขึ้น มุ่งสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ ความเข้าอย่างแตกฉานในวิชากฎหมายและศาสตร์การปกครองบ้านเมือง

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ธรรมศาสตร์ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของคณะราษฎร หากแต่ในสายตาของใครหลายคน ธรรมศาสตร์เปรียบเสมือนหลักชัยของการต่อสู้ทางประชาธิปไตยของประชาชนธรรมดาคนหนึ่งในประเทศไทย เพราะที่แห่งนี้ได้มอบความกล้าให้แก่ประชาชนในการลุกขึ้นต่อสู้ในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นและศรัทธา ที่แห่งนี้ทำให้ทุกคนกล้าฝัน ฝันไกลเสมือนว่าเพดาน ไม่มีอยู่ในพจนานุกรม” นายก อมธ.กล่าว

ขณะที่ นัสรี พุ่มเกื้อ ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หยิบยกวาทกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ‘ธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย’ และ ‘ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, เหตุการณ์พฤษภา 35 หรือเหตุการณ์การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ ในช่วงปี 2562 ถึง 2563 ก็มีความยึดโยงเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากคำกล่าวนั้น ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อสังคมไทยมีทิศทางที่ก้าวหน้า เป็นมหาวิทยาลัยที่ทำให้สังคมและผู้เรียนมีความตื่นตัวทางการเมือง มีอุดมการณ์ ยึดมั่นในประชาธิปไตย และทำให้เกิดความรู้สึกรักประชาชน กลายเป็นความตั้งใจเเละความพยายามในการทำงาน และผลักดันประเด็นต่างๆ ในสังคมเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ดังวาทะที่ว่า ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน