บทบาทของ บก.
ดีใจกับ สุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการประจำนิตยสาร และหนังสือ “ศิลปวัฒนธรรม” ที่ได้รับรางวัล “บรรณาธิการดีเด่น รางวัลคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ประจำปีพุทธศักราช 2565” จาก สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
ในวันรับรางวัล สุพจน์ มีโอกาสขึ้นปาฐกถาพิเศษ
ขอคัดบางส่วนของปาฐกถาพิเศษครั้งนี้มาเพื่อแสดงถึงเจตจำนงของบรรณาธิการ
สุพจน์ ขอบคุณที่ได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัล จากนั้นไล่เรียงถึงบรรณาธิการที่เป็นแบบอย่างคนทำหนังสือ
เริ่มจาก นิลวรรณ ปิ่นทอง หรือที่เราเรียกด้วยความเคารพว่า อ.นิลวรรณ
เป็นบรรณาธิการที่เป็นแบบอย่างของคนทำหนังสือ
อาชีวปฏิญาณของท่านคือหนังสือ
ชีวิตของท่านก็คือหนังสือ
เพราะฉะนั้นรางวัลที่ได้ตั้งขึ้นในนามของท่าน จึงเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติอย่างยิ่ง
ต่อมาคือ อาจารย์เปลื้อง ณ นคร ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้ผ่านหนังสือวิชาการประพันธ์ และหนังสือพิมพ์
ถือเป็นเล่มแรกตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยมต้นที่ให้วิชาแก่ สุพจน์
หลายสิ่งหลายอย่างในหนังสือเล่มนั้น ยังนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งการจัดเตรียมต้นฉบับเพื่อส่งพิมพ์ ก็ยังใช้ตามแบบอาจารย์เปลื้องแนะนำ
ท่านต่อมาคือ อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ นักวิชาการทางด้านหนังสือพิมพ์
อาจารย์สุภาเป็นตัวอย่างของคนทำหนังสือที่เรียกได้ว่า ประณีต มีความละเอียด ตั้งแต่เรื่องผู้เขียน เนื้อหา จนไปถึงการจัดหน้าหนังสือ
ยังมี อาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นครูนอกตำราอีกหนึ่งที่เล่าประสบการณ์การเป็นบรรณาธิการ การดำเนินกิจการทุกครั้งที่ได้สนทนา
พร้อมกันนั้นยังยกย่อง บรรณาธิการอีก 2 คนที่พิมพ์งานของสุพจน์สมัยยังเป็นนักศึกษา
หนึ่งคือ เสถียร จันทิมาธร และอีกหนึ่ง คือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี
ที่สำคัญที่สุด สุจิตต์ วงษ์เทศ คือผู้ให้ทั้งคำสอน ให้ทั้งการปฏิบัติ ให้เวลาในการลองผิดลองถูก ตั้งแต่สุพจน์เริ่มต้นเข้ามาทำงานในนิตยสารฉบับนี้ เมื่อ 44 ปีที่แล้ว
สุดท้ายคือ ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ที่ให้โอกาสในการทำงาน ทั้งในฐานะบรรณาธิการหนังสือเล่มและบรรณาธิการนิตยสารติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน
สุพจน์ได้สรุปจากประสบการณ์เพื่อตอบคำถามว่า บรรณาธิการมีบทบาทอะไร แล้วกลั่นออกมาเป็นคำตอบ
“ผมคิดว่ารูปแบบหนังสือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือว่าช่องทางการขาย หรือเนื้อหาการเขียน อะไรก็ตาม เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บทบาทของบรรณาธิการไม่น่าจะต่างกัน”
“ตราบใดที่เรายังเรียงพิมพ์หนังสือด้วยตัวตะกั่วแบบในอดีต ตราบนั้นช่างเรียงก็ยังมีบทบาทอยู่
“ตราบใดที่ยังมีหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่ม ตราบใดที่ยังมีผู้เขียน มีผู้อ่าน ก็ยังมีบรรณาธิการทำหน้าที่ เพื่อให้หนังสือและผู้อ่านมาพบกัน”
สุพจน์มองเช่นนั้น
ทั้งนี้สุพจน์ยังได้กลั่นประสบการณ์การพบปะกับบรรณาธิการอาวุโสหลายคน และสรุปเป็นคำตอบว่าบทบาทของบรรณาธิการคืออะไร
คำตอบคือ “ค้นหาเพชร”
แม้คำตอบจะสั้น อาจไม่เข้าใจ แต่เมื่อฟังคำอธิบายจากสุพจน์แล้วต้องร้อง อ๋อ เป็นเช่นนั้นเอง
บรรณาธิการคนหนึ่ง เมื่อต้องการให้หนังสือดำเนินไป ก็ต้องหางานเขียนที่ดี มีค่า และน่าสนใจต่อผู้อ่านของเขา ต้องการนักเขียนในทางที่เขาต้องการ คือสอดคล้องกับหนังสือ
แต่นักเขียนไม่ได้มีแต่นักเขียนมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จในทันที
ระหว่างที่หนังสือดำเนินการไป จะมีนักเขียนใหม่ๆ ปรากฏตัวขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือ ‘เพชร’ ที่บรรณาธิการมีบทบาทในการเสนอต่อสังคมหนังสือ
ที่สำคัญ คือ เพชรที่ว่านี้ ไม่ได้สำเร็จรูป บางคนมีฝีมืออยู่แล้ว แต่ไม่มีโอกาส บางคนยังต้องผ่านการเจียระไน
บรรณาธิการต้องทำหน้าที่
สำหรับบรรณาธิการ สุพจน์ อ้างอิงคาถา 3 คำของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ในการเลือกเรื่องมาลงหนังสือ
นั่นคือ “True” “Kind” และ “Necessary”
True คือ ของแท้แน่นอน
บรรณาธิการต้องเห็นต้นฉบับ เห็นนักเขียน เห็นงานของเขา
Necessary คือ ความจำเป็น
จำเป็นต้องลงพิมพ์เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่บรรณาธิการส่วนมากมีและพบ จำเป็นจะต้องลง ก็ต้องลง
Kind คือ เลือกชิ้นงานที่ยังไม่ได้ 100%
บรรณาธิการจะต้องขัดเกลา ต้องแนะนำด้วยความปรารถนาดี ซึ่งในทรรศนะของสุพจน์เห็นว่า หน้าที่ของบรรณาธิการอยู่ตรงนี้มากกว่าอย่างอื่น
สรุปก็คือ บรรณาธิการมีบทบาทในการหาเพชร หรือนักเขียน ซึ่งรวมไปถึงคนทำหนังสือรุ่นใหม่ ที่สามารถพัฒนาสังคมหนังสือต่อไป
ตราบใดที่ยังมีหนังสือ ไม่ว่าจะในรูปแบบกระดาษ หรือจอกระจก
ตราบใดที่มีผู้ชอบเขียน ตราบใดที่ยังมีคนชอบอ่าน
ตราบนั้นบรรณาธิการก็ยังคงมีบทบาท ในฐานะผู้ประสานทั้ง 3 ส่วนให้เข้ากัน
ประสาน 1.คนทำหนังสือ 2.คนเขียนหนังสือ และ 3.คนอ่านหนังสือ ให้เข้ากัน
บทบาทเช่นนี้จะทำให้สังคมหนังสือขับเคลื่อน และดำเนินต่อไป

