จากอมตะสยามถึงเสียงใหม่ เป็นเพลงไทยทางเปลี่ยน

2.07.23 | 12:12 น.

จากอมตะสยามถึงเสียงใหม่ เป็นเพลงไทยทางเปลี่ยน

โครงการวิจัยเรื่อง วัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์จินตนาการเสียงใหม่ เป็นโครงการต่อยอดงานวิจัยจากโครงการเดิม ซึ่งได้ดำเนินโครงการเมื่อ พ.ศ.2564-2565 ได้ลงพื้นที่สำรวจวัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ โดยอาศัยร่องรอยวิถีชีวิตของชุมชนผ่านศิลปินในท้องถิ่นและผู้สืบทอดวัฒนธรรมดนตรีในชุมชน เป็นการค้นหาบทเพลงในอดีต รวบรวมเพลงและได้บันทึกเสียงในชุด “อมตะสยาม”

โครงการวิจัยวัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์จินตนาการเสียงใหม่ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ปี พ.ศ.2566 ได้วิจัยต่อยอดพบว่า “ในเสียงเก่ามีเสียงใหม่” ถือเป็นสาระสำคัญของการวิจัยครั้งนี้ เสียงใหม่เป็นการนำเสียงอดีตมาเสนอเป็นต้นแบบของนวัตกรรมเสียงดนตรี เพื่อสร้างเสียงสำหรับอนาคต โดยอาศัยศักยภาพความเป็นเลิศของนักดนตรีและการออกแบบเสียงที่ลงตัว เสียงใหม่มีเสียงแตกต่างไปจากเสียงดั้งเดิม เมื่อพบเสียงใหม่หลายๆ เสียงซึ่งนำไปสู่เพลงไทยทางเปลี่ยน เป็นการสร้างเสียงแนวทางใหม่ สร้างเสียงดนตรีไทยที่เปลี่ยนไป เพลงไทยทางเปลี่ยนเป็นเสียงดนตรีสำหรับวันพรุ่งนี้

ในกรณีเพลงไทยทางเปลี่ยนได้เปลี่ยนอะไรไปบ้าง มีทางเปลี่ยนอยู่ 2 ทางด้วยกัน ทางเปลี่ยนวิธีที่หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนในตัวเพลงซึ่งเล่นโดยนักดนตรี เที่ยวแรกของเพลงนักดนตรีจะเล่นทางตรง ทางเดิม หรือเรียกว่าทางกลาง ถือเป็นทางธรรมดาของเพลง ส่วนในเที่ยวที่สองหรือเที่ยวต่อๆ ไป นักดนตรีก็สามารถจะพลิกแพลงเพื่อเล่นเป็นทางแปร ทางแปลง ทางเปลี่ยน ทางปรับ หรือทางด้น “ขบถหรือแหกคอก” ขึ้นอยู่กับความสามารถและฝีมือ ความคิดความต้องการของนักดนตรี ถือเป็นทางเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากภายใน

Advertisement

ทางเปลี่ยนวิธีที่สอง เป็นทางเปลี่ยนที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนและปรุงแต่งจากทำนองเก่าให้มีกลิ่นใหม่และเป็นทำนองใหม่ อาจจะใช้วิญญาณของเพลงเก่า ใช้วลีเพลงเก่า ใช้บรรยากาศของเพลงเก่า หรือการเปลี่ยนจากเครื่องดนตรีไทยรวมทั้งเครื่องดนตรีพื้นบ้าน เปลี่ยนไปใช้เครื่องดนตรีสากล ใช้วงดนตรีสากล เครื่องดนตรีที่เป็นนวัตกรรมเสียงใหม่ เป็นเทคโนโลยีใหม่ โดยตัวเพลงยังเป็นเพลงเดิม

“เพลงไทยก็คือวิญญาณไทย อยู่ในเครื่องดนตรีใดก็ไพเราะ” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

สำหรับเสียงใหม่ที่พบ เป็นนวัตกรรมเสียงดนตรีที่ปรุงแต่งใหม่ เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากความรู้และการทดลองโดยอาศัยประสบการณ์ในการเรียบเรียงเสียงเพลงใช้เครื่องดนตรีที่แตกต่างกัน จากเครื่องดนตรีท้องถิ่นและการรวมวงแบบดนตรีไทย มาใช้เครื่องดนตรีและการจัดวงแบบซิมโฟนีหรือออร์เคสตรา ซึ่งเป็นแบบทดลองและแบบสากล โดยอาศัยรากเหง้าและวิญญาณของเพลงไทยดั้งเดิม นำเพลงพื้นบ้านและเพลงไทยที่เป็นอมตะมาสร้างเป็นเสียงใหม่

พบว่าเสียงใหม่ที่มีอยู่ในเพลงไทยได้พัฒนาให้เป็นเพลงไทยทางเปลี่ยนอยู่ในตัวด้วย คำว่าทางเปลี่ยนก็มีอยู่เดิมในการเล่นดนตรีไทย โดยเปิดโอกาสให้นักดนตรีสามารถสร้างทำนองใหม่ได้อย่างเสรี เพื่ออวดฝีมือได้เต็มศักยภาพ เพลงไทยทางเปลี่ยนนำเสนอใหม่ตามรูปแบบของเพลงคลาสสิก เป็นมิติใหม่ของการแสดงดนตรีไทย เพื่อการสร้างสรรค์บทเพลงให้อยู่ในระดับสากล อาศัยฝีมือและศักยภาพความเป็นเลิศของนักดนตรีนำดนตรีไทยไปสู่ความเป็นนานาชาติ ไม่ได้จำเพาะว่าเพลงไทยจะอยู่ในบริบทของคนไทยเท่านั้น เพราะเพลงไทยไม่ให้หยุดนิ่งอยู่กับอดีต แต่เป็นเพลงไทยโฉมหน้าใหม่ ที่มีรากเหง้าของอดีต ทำอดีตให้เป็นพื้นฐานและได้มาตรฐาน เพื่อให้เป็นเพลงไทยที่มีหุ้นส่วนในการสร้างความภูมิฐานและเสน่ห์ของความเป็นไทย

เพลงไทยทางเปลี่ยนที่ออกจากความเป็นไทยไปสู่ความเป็นสากล เพลงไทยใหม่มีมิติความเป็นเพลงคลาสสิก ที่ได้ขยายความหมายจากเพลงคลาสสิกในวัฒนธรรมยุโรปดั้งเดิม ครอบคลุมไปถึงเพลงไทยที่มีความไพเราะ สวยงาม ละเอียดประณีต ตั้งแต่ผู้ประพันธ์เพลง ผู้เรียบเรียงเสียง ฝีมือนักดนตรี และผู้ควบคุมวงดนตรี

การนำเสนอในรูปแบบของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งมีวิธีอื่นๆ อีกหลากหลาย อาทิ การเดี่ยวจะเข้กับวงออร์เคสตรา เพลงกราวในทางเทวดา โดยอาจารย์สหรัฐ จันทร์เฉลิม ซึ่งผู้คนก็บอกว่า “ได้ยินเสียงจะเข้แค่นี้ก็คุ้มแล้ว” การนำเสนอเพลงอีสานโดยใช้ “เสียงไหเล่นผสมกับพิณแคน” เสียงวิโอลา กีตาร์ และกลองรำมะนา เล่นเพลงรองเง็งของชาวเล เป็นต้น ล้วนเป็นเสียงใหม่ที่นำเสนอต่อผู้ฟัง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเล่นดนตรีด้วยนักดนตรีที่มีฝีมือ

หัวใจสำคัญของงานวัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์จินตนาการเสียงใหม่ก็คือ เพื่อให้ประชาชนได้ชมดนตรีฟรี ไปแสดงในพื้นที่ของท้องถิ่นในชุมชนโดยไม่ต้องปีนกระไดฟัง เอาเพลงของชุมชนมาสร้างเสียงใหม่และเป็นทางเปลี่ยนในเวลาเดียวกัน ทำเพลงจากท้องถิ่นที่มีความไพเราะแล้วนำมาใส่จานกระเบื้องดินเผาทำใหม่ เพื่อนำมาใช้กับสังคมสมัยใหม่ เป็นการจุดประกายเสียงดนตรีใหม่ พัฒนาไปข้างหน้าเพื่อค้นหาทิศทางใหม่ๆ พัฒนาดนตรีไทยและดนตรีท้องถิ่นไปข้างหน้า ขณะเดียวกันการนำวงดนตรีขนาดใหญ่ นักดนตรีจำนวนมาก และเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม มีการบันทึกรายการโทรทัศน์ออกสู่ประชาชนทั้งประเทศ เกิดขึ้นในชุมชน

ในการวิจัยวัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์จินตนาการเสียงใหม่ ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญในการทำงาน 5 ประการด้วยกัน คือ กิจกรรม (ก) โครงการวิจัยวัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์จินตนาการเสียงใหม่ เป็นกิจกรรมหลักของโครงการ ต้องลงไปในพื้นที่เพื่อหาข้อมูล อาศัยความรู้ สติปัญญา และประสบการณ์ นำข้อมูลเพลงที่ได้มาเรียบเรียงให้เป็นบทเพลงสำหรับการแสดงโดยวงซิมโฟนีออร์เคสตราหรือวงดนตรีที่ผสมผสานกัน ต้องมีข้อมูล (ข) เพลงในพื้นที่ต่างๆ ที่ลงภาคสนาม ข้อมูลที่ได้จากเอกสารและครูเพลง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ศึกษาและหาความเป็นไป พบความใหม่และพบความเปลี่ยนแปลงในเสียงดนตรี

ต้องอาศัยเครือข่าย (ค) โครงการวิจัยวัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์จินตนาการเสียงใหม่ เครือข่ายมีบทบาทที่สำคัญ บุคลากรที่ทำงานในองค์กร นักดนตรีวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา คณะทำงานชุดเครื่องเสียง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ฝ่ายประสานงานสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เครือข่ายศิลปินในท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน บุคคลสำคัญในแต่ละพื้นที่ ชาวบ้าน กำนัน นายกเทศมนตรี นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทั่งเจ้าอาวาส

งานและเงิน (ง) เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะเมื่อผลงานออกมาดี คุ้มกับเงินที่จ่ายออกไป ก็จะได้รับความศรัทธาจากทุกฝ่ายที่ร่วมทำงาน ในขณะเดียวกันเงินที่ได้มามีความเหมาะสมกับงาน หมายถึงคุณภาพสูงเท่านั้น “ฉิบหายไม่ว่าเอาหน้าไว้ก่อน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่งานกับเงินต้องมีความสมดุล

สุดท้าย เรื่องของหัวใจ (จ) โครงการวิจัยต้องทำด้วยใจ “หัวใจใหญ่กว่างาน” หัวใจสำคัญคือคุณภาพ เพราะน้ำใจและหัวใจเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำงาน เพราะงานออกจากใจไปสู่ใจ การให้ใจจึงจะได้ใจกลับมา เมื่อทุกฝ่ายทำงานด้วยใจ ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคได้ไม่ยากนัก

การวิจัยเป็นการเรียนรู้ ความรู้นั้นมีอยู่แล้ว “ค้นก็จะพบ หาก็จะเจอ” หน้าที่ของนักวิจัยก็ต้องเอาความรู้ไปทำงานเพื่อให้เกิดปัญญา เมื่อทำงานก็จะพบปัญหาและต้องแก้ปัญหาโดยใช้ปัญญา เมื่อมีปัญญาหลายๆ ปัญญาทับถมกันจนกลายเป็นภูมิปัญญา จากภูมิปัญญาก็จะได้เป็นสูตรหรือทฤษฎี ภูมิปัญญาก็จะเป็นราคาของความน่าเชื่อถือศรัทธา จากความน่าเชื่อถือศรัทธาก็จะกลายเป็นปรัชญาหรือเป็นสัจธรรมในที่สุด

ดนตรีเป็นนามธรรม เสียงดนตรีเป็นสัจนิยม ดนตรีก่อให้เกิดวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์ อย่าลืมว่าเสียงคือพลังงาน พลังงานของเสียงมีอำนาจ อำนาจทำให้เกิดความเคลื่อนไหว ซึ่งความเคลื่อนไหวทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนา การพัฒนาทำให้เกิดความเจริญ ยิ่งเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้สังคมเกิดความเจริญมากยิ่งขึ้น

เสียงดนตรีจึงเป็นหัวใจของเปลี่ยนแปลงและเป็นความเจริญของสังคม “ดนตรีเป็นเครื่องหมายความเจริญของสังคม” ผู้นำความเปลี่ยนแปลงนิยมใช้เพลงเป็นองค์ประกอบสำคัญ อาทิ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้องเพลงรัก สมัคร สุนทรเวช ร้องเพลงโยสลัม ทักษิณ ชินวัตร ร้องเพลงช่างหัวมัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้องเพลงทุ่งฝันวันใหม่ หงา คาราวาน ร้องเพลงดอกไม้ให้คุณ จิตร ภูมิศักดิ์ ร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา รวมทั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ชอบร้องเพลงเธอคือดวงเดือน

จากอมตะสยามถึงเสียงใหม่ เป็นเพลงไทยทางเปลี่ยน เป็นการนำวัฒนธรรมเพลงไปสนับสนุนเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในโอกาสต่อๆ ไป เพื่อการฟื้นฟูเมืองและสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยอาศัยบริบทของสังคม ที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์อยู่ในเพลง เพราะเพลงดนตรีเป็นจิตวิญญาณและหุ้นส่วนของสังคม