เริงโลกด้วยจิตรื่น : เวลาที่เหลืออยู่
อย่างหนึ่งที่สำคัญกับชีวิตไม่น้อยกว่าสิ่งอื่น คือ “เวลาที่เหลืออยู่”
หากนิยาม “เวลาที่เหลืออยู่” ในความหมาย 2 นัยยะ
นัยยะแรก เป็นความหมายแบบ “เวลาว่าง” คือเหลือจากภารกิจการงาน ธุระปะปัง หรืออะไรสักอย่างที่เป็นกำหนดการ หรือแผนที่วางไว้แล้วว่าต้องทำในช่วงนั้น ช่วงนี้
เวลาที่ใช้ทำภารกิจนั้นไม่ใช่ เพราะต้องมีสมาธิที่มุ่งมั่นตั้งใจกับภารกิจนั้น เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
ช่วงของ “เวลาที่เหลืออยู่” คือเวลาก่อนหน้า และหลังจากภารกิจ ที่ยังไม่ต้องใช้เพื่อจัดการกับภารกิจอื่น
เวลาเช่นนี้มีอยู่มากมายในแต่ละวัน เพราะ 24 ชั่วโมงของแต่ละคนที่ถูกแบ่งตามค่านิยามว่า ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน หรือทำอย่างอื่นที่จำเป็นต่อ 8 ชั่วโมง นอน 8 ชั่วโมง
แต่ลองทบทวนดูเถอะ แต่ละ 8 ชั่วโมงนั้น ไม่มีช่วงไหนที่ใช้ครบ 8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่นอนน้อยกว่านั้น ยุ่งกับการทำงานรวมไปถึงการจัดการชีวิตประจำวันไม่มีอะไรยืดเยื้อมากมาย
หมายถึงว่าเอาเข้าจริงแล้วในแต่ละวัน เรามี “เวลาที่เหลืออยู่” มากมาย
คำถามคือ “เราใช้เวลาที่เหลืออยู่มากมายนั้นทำอะไร”
เป็นคำตอบไม่ยากอะไรเลย แต่ทบทวนถึงวันที่ผ่านมา หรือก่อนหน้านั้น ภาพรวมๆ ว่าเราใช้เวลาอย่างไร แต่ลองนึกดูให้ดีจะเห็นเราไม่เคยใส่ใจเสียด้วยซ้ำว่าใช้ “เวลาที่เหลืออยู่” ไปกับอะไร
ต่างคนต่างใช้ไปตามความเคยชิน หรือใช้ไปโดยไม่คิดอะไร เรื่อยเปื่อยไปตามแต่สิ่งเร้าที่มาชักนำให้เป็นไปในแต่ละวัน
เราไม่เคยคิดเสียด้วยซ้ำว่า “เวลาที่เหลืออยู่” นั้นสำคัญมากต่อชีวิต
มนุษย์เราเกิดมาล้วนต้องการความสำเร็จ และทุกคนมีความรู้สึกว่าความสำเร็จขึ้นอยู่กับ “การทุ่มเทในการทำในสิ่งที่เราปรารถนา” และรู้ว่าความหมายของการทุ่มเทคือ “การให้เวลากับสิ่งนั้น”
แต่แปลกที่คนส่วนใหญ่ทั้งที่ต้องการ “ความสำเร็จ” กับใช้ “เวลาที่เหลืออยู่” อย่างไม่สอดคล้องกับความปรารถนาในความสำเร็จนั้น โดยลืมแม้กระทั่งจะตั้งคำถามว่า “แล้วจะสำเร็จไปได้อย่างไร” หรือพอถูกถามเข้าจะบอกว่า “ไม่มีเวลา”
โดยไม่ได้ทบทวนตัวเองว่าจริงหรือที่ “ไม่มีเวลา”
เราปล่อย “เวลาที่เหลืออยู่” ในมิติ หรือนิยามนี้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ ใช้เพื่อทำลายโอกาสของความสำเร็จเสียมากกว่าหรือไม่
มาถึง “เวลาที่เหลืออยู่” ในอีกนิยามหนึ่ง “เวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต”
ทุกคนต่างรู้ดีว่า “ชีวิตคือช่วงเวลาระหว่างเกิดกับตาย” ช่วงเวลาจากเกิดถึงตายนั้น เป็น “เวลาของชีวิต”
เวลาชีวิตของแต่ละคน ไม่เท่ากันเสียเป็นส่วนใหญ่ และที่หาความแน่นอนไม่ได้เลยว่า แต่ละคนมีเวลาของชีวิตอยู่เท่าไร
เราต่างกำหนด “เวลาชีวิตที่เหลืออยู่” ไม่ได้
แต่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะที่น่าพิจารณากว่าคือ “เราใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่ออะไร”
ที่สำคัญไม่น้อยคือ เรารู้หรือไม่ว่าที่แท้แล้ว “ชีวิตเราต้องการอะไร” และเราใช้ “เวลาชีวิตที่เหลืออยู่” ไปเพื่อสิ่งที่เป็นคำตอบนั้นหรือไม่
หรือเอาเข้าจริงคนเราทั้ง “ไม่รู้” และ “เรื่อยเปื่อย” กับชีวิต ปล่อยไปตามแรงเร้ารอบตัวไปตามยถากรรม โดยไม่ได้นึกถึงเป้าหมายอะไร
หรือหากจะมีก็เป็นเป้าหมายตามแรงเร้าที่เกิดขึ้นตามเรื่องตามราว โดยไม่ได้เกิดจากการครุ่นคำนึงถึง “ความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิต”
เป็นแค่ “เกิดมาแล้วก็ตายไป” โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่า “ใช้เวลาอย่างสมควรกับชีวิต” หรือไม่
“เวลาที่เหลืออยู่” ทั้ง 2 นิยามที่ว่านี้ มีความสำคัญยิ่งต่อชีวิต ทั้งในมิติของ “เป้าหมาย” และ “คุณค่า”
เรามีคำตอบหรือยังว่าจะ “ใช้เวลาที่เหลืออยู่” อย่างไร

