จันทบุรี‘มากกว่าที่เคยรู้’
เมืองท่า การค้า อาหาร
ประวัติศาสตร์เหนือความ (ทรง) จำ
ทราบกันดีว่า จังหวัดจันทบุรี นั้นมากมายด้วยมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องภูมิวัฒนธรรมการตั้งถิ่นฐาน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่งคั่งทางอาหารพืชผักสมุนไพร ผลไม้ อีกทั้งอาหารอันเป็นของขวัญจากท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ‘เมืองจันทบูรณ์’ แห่งนี้ ยังมีแง่มุมหลากหลายมากกว่าที่เคยรู้
ศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรม Thai PBS จัดกิจกรรมศิลป์สโมสรสัญจร ‘ตามรอยเขมร-ญวน ท่องเมืองท่า ศรีบูรพา จันทบูร’ โดยส่งเทียบเชิญไปยัง 2 ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ กูรูด้านภาษาและประวัติศาสตร์เขมรโบราณ พร้อมด้วย เอิบเปรม วัชรางกูร ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำคนแรกของประเทศ
พานั่งเครื่องไทม์แมชชีนย้อนเวลาผ่านโบราณวัตถุ โบราณสถานที่ทิ้งร่องรอยแห่งอดีตกาลไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ เชื่อมโยงภาพการเดินทางข้ามพรมแดน ฟื้นเส้นทางสัมพันธ์ ‘เมืองจันท์-กัมพูชา’ ก้าวเท้าสู่ดินแดนที่ปรากฏหลักฐานบ้านเมืองยุคเจนละ ชมศิลปะสมโบร์ไพรกุกกับทับหลังถาลาบริวัต ฟังเรื่องราวจากบันทึกบันลือโลกของ อองรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ซึ่งเคยใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งผ่านเมืองจันท์ สู่การค้นพบปราสาทนครวัด ก่อนประกาศให้โลกรู้จักเมืองพระนคร แห่งกัมพูชา


เปิดภูมิศาสตร์เมืองจันท์
เช็กโลเกชั่น ‘เมืองเพนียด’
ก่อนอื่น มาเข้าคอร์สภูมิศาสตร์จันทบุรี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำออกทะเลเป็น ลากูน ขนานกับชายฝั่งขนาดใหญ่ หลายจุดมีแหล่งน้ำซับใต้พื้นดิน จันทบุรีมีแม่น้ำสำคัญ 4 สายคือ แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำพังราด แม่น้ำเวฬุ แม่น้ำวังโตนด ความร่ำรวยทางทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้มีสินค้าส่งออกมากมาย เช่น กระวาน พริกไทย น้ำตาล ยาสูบ ปลาเค็ม ขี้ผึ้ง
ด้านทรัพย์ในดินก็ไม่น้อยหน้า ในอดีตเป็นปล่องภูเขาไฟโบราณที่เคยปะทุชื่อว่า เขาพลอย มีทั้งมุกดา ทับทิม ไพลิน
รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ อธิบายว่า ด้วยความที่เมืองจันทบุรีเป็นเมืองท่า ทำให้ในแต่ละช่วงบนห้วงเวลาประวัติศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องกับการเติบโตของบ้านเมืองที่ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามประเทศไทย

สำหรับหมุดหมายแรกของการตามรอยประวัติศาสตร์ เริ่มที่ ‘วัดทองทั่ว’ ซึ่งมี ‘มัคคุเทศน์น้อย’ คอยให้ข้อมูลอย่างฉะฉาน ประหนึ่งลำโพงที่ถูกตั้งเวลาไว้ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่ให้กำลังใจเด็กๆ ด้วยการชูสองนิ้ว และยกนิ้วโป้งเป็นระยะ
รศ.ดร.ศานติ เผยว่า วัดทองทั่วแห่งนี้เป็นอารามเก่าแก่
แต่เก่าสุดคงไม่เกินสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดเก็บโบราณวัตถุสำคัญ อาทิ ทับหลังในศิลปะเขมรโบราณ รวมถึงจารึกจันทบูร อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต และเขมร ปัจจุบัน ย้ายไปเก็บรักษายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
จากนั้น ไปต่อยัง ‘พิพิธภัณฑ์เมืองเพนียด’ ซึ่งวิทยากรให้ความรู้ว่า ลักษณะของเมืองสะท้อนวัฒนธรรมแบบเขมรโบราณ อาทิ ผังรูปสี่เหลี่ยม ต่างจากเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งผังเป็นรูปวงกลมบ้าง วงรีบ้าง
“จันทบุรีในช่วงต้นรอยต่อของวัฒนธรรมเขมรโบราณที่มาสู่อาณาจักรอยุธยา จะเห็นร่องรอยที่ปรากฏในกฎมนเทียรบาลของอยุธยาที่ระบุว่า จันทบุรีเป็น 1 ใน 16 เมืองประเทศราชของอยุธยา แสดงให้เห็นว่าดั้งเดิมจันทบุรีปกครองตนเอง หลังจากนั้นอยุธยาค่อยๆ รวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางแล้วจัดระเบียบการปกครองใหม่ พอถึงในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จันทบุรีกลายเป็นเมืองของอยุธยาที่เป็นเมืองโท ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตะวันออก” รศ.ศานติเล่า

เยี่ยม‘ตึกแดง’บุก‘คุกขี้ไก่’
ประวัติศาสตร์ชาติไทย ใน ร.ศ.112
ถัดจากนั้น ขยับเงื่อนเวลามาในสมัยรัตนโกสินทร์ เหยียบย่างยังสถาปัตยกรรมอันเป็นตัวแทนของภาพประวัติศาสตร์การสงครามที่ไม่อาจลืมเลือน

เอิบเปรม วัชรางกูร รับหน้าที่อธิบายโบราณสถานสำคัญอย่าง ‘ตึกแดง’ ซึ่งฝรั่งเศสสร้างขึ้นเพื่อเป็นฐานปฏิบัติการของทหารฝรั่งเศส เมื่อครั้งเข้ายึดเมืองจันทบุรี อันเนื่องมาจากกรณีพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
“ฝรั่งเศสสร้างอาคารแห่งนี้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยรื้อป้อมพิฆาฏข้าศึก และนำอิฐบางส่วนมาสร้างอาคารทับที่ตั้งเดิม ใช้เป็นกองรักษาการณ์ของทหารฝรั่งเศสที่รักษาปากน้ำแหลมสิงห์ ตัวอาคารทาสีแดง ในปี พ.ศ.2527 ได้มีการบูรณะเป็นอาคารห้องสมุดและศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนของอำเภอแหลมสิงห์ และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานใน พ.ศ.2528” เอิบเปรมเล่า
ส่วน ‘คุกขี้ไก่’ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมก่ออิฐฉาบปูนสองชั้น กว้างและยาว 4 เมตร สูง 7 เมตร เดิมหลังคามุงกระเบื้องที่ผลิตจากฝรั่งเศส มีตราปั๊มใต้แผ่นกระเบื้องทุกแผ่น แต่ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว
“คุกขี้ไก่สร้างขึ้นพร้อมตึกแดงและอยู่ใกล้ๆ กัน ฝรั่งเศสสร้างเพื่อการทหารเป็นหลัก มีช่องปืนขนาดเล็กเพราะเมื่อข้าศึกยิงเข้ามาโอกาสที่จะโดนยิงก็น้อยกว่า แต่จากเรื่องเล่าของชาวจันทบุรีเอง เชื่อว่าอาคารแห่งนี้เป็นคุกที่ใช้กักขังทรมานคนที่ต่อต้านการปกครองฝรั่งเศส มีการเลี้ยงไก่ไว้ด้านบนเพื่อให้มูลไก่ตกลงมาโดนนักโทษที่อยู่ด้านล่าง”
พระเจ้าตาก เก่ง ‘บริหารธุรกิจ’
ไม่ใช่ ‘พาณิชย์นาวี’
อีกประเด็นพลาดไม่ได้ คือ ประวัติศาสตร์การค้า ซึ่งมีให้เรียนรู้ลึกซึ้ง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พาณิชย์นาวี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่โบราณสถานอย่าง ‘ค่ายเนินวง’ บริเวณรอบๆ มีคูน้ำและกำแพงเมือง
“พระเจ้าตากสินไม่ได้เก่งทางด้านพาณิชย์นาวี แต่เก่งทางด้านบริหารธุรกิจ ซึ่งในตอนนั้นก็คือ ธุรกิจการค้าทางทะเล การระดมของป่าเข้าสู่ศูนย์กลางคืออยุธยา และเจริญก้าวหน้ามาก”
คือคำอธิบายโดย เอิบเปรม ผู้ซึ่งดำดิ่งลงใต้ทะเลลึก งมหลักฐานทางโบราณคดีจากท้องมหาสมุทรขึ้นมาศึกษาแล้วมากมาย
อดีตข้าราชการคุณภาพของกรมศิลปากรท่านนี้ ย้อนเล่าว่า ทำงานด้านโบราณคดีใต้น้ำตั้งแต่ปี 2517 ความลึกสุดที่เคยดำคือ 70 เมตร นำโบราณวัตถุที่พบเจอในอ่าวไทยมาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
“เป็นความรู้สึกที่โคตรบ้าเลย ตอนนั้นผมยาวเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 2 ผมอยู่กลางหลังรวบไว้ พอดำน้ำแล้วผมหลุด คิดว่าเป็นวิญญาณ ตกใจมาก ส่วนวัตถุโบราณที่พบแล้วตื่นตาตื่นใจที่สุด คงเป็นกำไลทองคำประดับอัญมณีที่เป็นเครื่องทองชั้นสูง จากแหล่งเรือจมรางเกวียน ร่องน้ำคราม บ้านบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี คาดว่าเป็นกำไลที่ถูกทำขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นของกำนัล”

กองทัพเดินด้วยท้อง
ชวนลิ้มลอง รสแห่งธรรมชาติ
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จังหวะนี้ขอยกทัพไปลิ้มรสของธรรมชาติ ณ ชุมชนท่องเที่ยวเกษตรรักษ์เขาบายศรี ที่ประกอบด้วย 6 เมนูขึ้นชื่อ หมูชะมวง ผัดไทยเส้นจันท์ ไก่ต้มส้มระกำ กระดูกหมูอ่อนกระวาน ไข่เจียวหมูสับ ข้าวระกำขยำปู
นอกจากนี้ เมื่อเยือนจันทบุรีทั้งที จะขาดผลไม้ขึ้นชื่อไปไม่ได้ นั่นคือ เงาะ ทุเรียน มังคุด และสละ
นงลักษณ์ มณีรัตน์ ประธานชุมชนท่องเที่ยวเกษตรรักษ์เขาบายศรี เผยว่า เมนูอาหารทั้งหมดปรุงจากธรรมชาติ ส่งผลให้ผลพลอยได้เยอะขึ้นเพราะลงทุนน้อย
“อย่างเมนูวันนี้ไก่ต้มส้มระกำ ใส่ข่า ใบผักชีฝรั่ง ที่ซื้อแค่ไก่ ซึ่งระกำเป็นของเราเอง ผัดเส้นจันท์ทำน้ำเอง ซื้อแค่เส้นก๋วยเตี๋ยว ซื้อกุ้งแม่น้ำจากจันทบุรี หมูชะมวง ใบชะมวงมีอยู่ 3-4 ต้นที่ปลูกไว้ ซึ่งได้รสเปรี้ยวจากใบชะมวง ส่วนข้าวระกำขยำปูถ้าสังเกตน้ำจิ้มไม่ได้ใช้มะนาว ใช้ระกำเปรี้ยวทั้งหมด ผัดกระวานซื้อแค่กระดูกอ่อน กระวานเราปลูกเอง แล้วเอาไปขายทั้งต้นทั้งหน่อ ส่วนผลไม้จะส่งที่ตลาดกลางเนินสู มีพ่อค้าคนจีน คนไทยที่สามารถตัดเอาในสวนได้เลย
ช่วงโควิดที่ผ่านมา สวนไม่เดือดร้อน ขายผลไม้เป็นปกติอยู่แล้ว ขายอาหารเป็นอาชีพเสริม คนจันทบุรีโชคดีตรงที่ช่วงโควิดเป็นหน้าผลไม้ ทางจังหวัดเองก็มีการสนับสนุนให้โปรโมตของดีในจังหวัดจันทบุรี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น สมุนไพร พืชในสวน ทางเราก็ยินดีที่จะทำเปิดเป็นบุฟเฟต์ผลไม้ด้วย ทำมาเป็นปีที่ 20 แล้ว ผลตอบรับดี อยากให้ทุกท่านมาชิม มาสัมผัส มาดูด้วยตัวเองแล้วคุณจะหลงรักจันทบุรี” นงลักษณ์ทิ้งท้าย
เป็นอีกทริปเบิกเนตรความรู้ใหม่ วิธีคิดใหม่ ข้อมูลใหม่ ในโลกที่คนรุ่นใหม่พร้อมตั้งคำถามกับทุกเรื่องราว รวมถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่มีเมืองจันทบุรีแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในนั้น
สุธาสินี สืบเรือง
คิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม
ยิ่งกว่า‘จดจำ’คือความเข้าใจ

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ ก็อดที่จะพูดถึงบทเรียนประวัติศาสตร์ที่มีในปัจจุบันไม่ได้
รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ถือโอกาสนี้ถอดบทเรียนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยว่า เมื่อพูดถึงกระแสการเรียนประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ในเบื้องต้นบางอย่างยังต้องอาศัยความจำ เพื่อรู้เรื่องราวให้เป็นพื้นฐานและเกิดความเข้าใจ ต่อมาเรียนให้รู้ คือ ให้เข้าใจในสิ่งที่เรียน พูดง่ายๆ ประวัติศาสตร์สามารถอธิบายได้หลายมิติ
แนวทางที่น่าสนใจคือ การเรียนเชิงพัฒนาการ ยกตัวอย่างจังหวัดจันทบุรี ถ้าสามารถสอนเด็กในท้องถิ่นว่า จันทบุรีมีร่องรอยหลักฐานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากนั้นมีอิทธิพลภายนอกเข้ามาหล่อหลอมให้เกิดเป็นเมือง
“ถ้าทำแบบนี้เด็กจะเกิดความเข้าใจ หากมองในภาพรวมของประวัติศาสตร์ประเทศไทย ให้เรียนรู้ว่าดินแดนประเทศไทยมีพัฒนาการมาอย่างไร ในแต่ละช่วงมีความเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต อิทธิพล ส่งผลอย่างไร นำไปสู่การเรียนรู้แบบวิเคราะห์ตามมา สิ่งต่อมาคือ การตั้งคำถามในเชิงที่ทำให้เข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่นำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น อะไรคือสาเหตุ อะไรคือที่มา ทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์จากการตั้งคำถาม ท้ายที่สุดผู้เรียนสามารถนำวิธีคิดแบบนี้ไปปรับใช้ในการใช้ชีวิต เมื่อรับข้อมูลข่าวสารก็สามารถคิด วิเคราะห์ได้ ท้ายที่สุดสามารถเอาประวัติศาสตร์เป็นกระจกสะท้อนตัวเองในปัจจุบันได้ ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะถ้าอยากจะเป็นในสิ่งที่อยากจะเป็นในอนาคต จะไปในทิศทางไหน ทำให้สามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าวิธีการอะไรที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางได้ ดังนั้นทุกอย่างมันเริ่มมาจากกระบวนการเหล่านี้”
นักวิชาการท่านนี้ ยังอธิบายด้วยว่า โดยทั่วไปการเกิดขึ้นของแต่ละอาณาจักร สามารถเกิดพร้อมกันได้ แต่จริงๆ สุโขทัย อยุธยา ล้านนา ล้านช้าง เกิดเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะเดียวกันในช่วงที่อยุธยาเกิดสุโขทัยก็ยังมีอยู่ ถ้าเอาสุโขทัยเป็นตัวตั้งทำให้ภาพอยุธยาหายไปจากสุโขทัย หากมองไปในช่วงเวลาร้อยปีจะเห็นว่า ดินแดนที่เป็นประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น อย่างพุทธศตวรรษที่ 19 คือ 1801-1899 ช่วงนั้นต้นสุโขทัยเกิด 1839 เชียงใหม่เกิด และในขณะเดียวกัน 1893 อยุธยาเกิด
“เราจะเห็นว่าในช่วงนั้นประเทศไทยมีหลายรัฐเกิดขึ้นมา แต่บริบทอะไรบ้างทำให้บางรัฐหายไป บางรัฐเติบโตขึ้น ถ้ามองในเชิงพัฒนาการของประวัติศาสตร์ดินแดนประเทศไทย ครั้งหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับชนชาติไทย ซึ่งจริงๆ เป็นแนวคิดแบบชาตินิยมที่เกิดขึ้นในช่วงร้อยปีที่แล้ว และจะเห็นผลชัดเจนมากในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดังนั้นเรื่องชนชาติกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่มากไปกว่าภาพรวมของประเทศ ว่าในแต่ละส่วนมีพัฒนาการอย่างไร ทำให้ทุกคนมองว่าสุโขทัยมาก่อนอยุธยา เพราะถือว่าเป็นดินแดนแรกของคนไทยที่มาอยู่ ทำให้ดินแดนก่อนหน้านี้ที่ไม่ใช่คนไทยเลยถูกตัดออก
ตรงนี้ที่เป็นตัวปัญหา ให้ความสนใจกับเรื่องคน แต่ทุกวันนี้เพื่อการพัฒนาประเทศต้องมองเป็นภาพรวม ทั้งองคาพยพของดินแดนทั้งหมด” รศ.ดร.ศานติฝากไว้ให้คิด

