
เป็นอีกการประชุมที่ชาวกรุงฯ ร่วมจับตา สำหรับ ‘สภากรุงเทพมหานคร’ ที่เปิดประชุมสามัญ สมัยที่ 3 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 โดยมีทั้งการชี้แจง 6 เรื่องเดิมโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และเปิด 4 ญัตติใหม่ โดยเหล่า ส.ก.
วิรัตน์ มีนชัยนันท์ นั่งเก้าอี้ประธานฯ เหมือนเดิม
บรรยากาศชั้น 2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง อุณหภูมิร้อนแรงกว่าอากาศภายนอก แม้เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ เนื่องด้วยประเด็นหลากหลายในความเดือดเนื้อร้อนใจของชาวบ้านที่ถูกนำมาตั้งคำถาม ติดตามผลการแก้ไข เพื่อคุณภาพชีวิตในวันพรุ่งนี้ของประชากร 50 เขตในเมืองฟ้าอมร
และนี่คือส่วนหนึ่งของไฮไลต์จากการประชุมครั้งล่าสุดที่ต้องขีดเส้นใต้ในหลายวาทะ

ถามสด ตอบสด ยั่วๆ บดๆ ปม ‘ทางเท้า’
คาใจ อะไรคือมาตรฐาน?
เปิดประเด็นยั่วบดกลางสภา กทม. ที่ระเบียบวาระที่ 3 “กระทู้ถามสด” โดยในตอนหนึ่ง พีรพล กนกวลัย ส.ก.เขตพญาไท พรรคก้าวไกล กล่าวว่า สาเหตุที่ตนต้องตั้งกระทู้ถามผู้บริหาร กทม. เรื่อง มาตรฐานทางเท้าของ กทม. เนื่องจากปัจจุบันทางเท้าในแต่ละสำนักงานเขต ทำมานานแล้ว มีการปรับปรุงเป็นระยะๆ จนปัจจุบันตนยังไม่เห็นว่าอะไรคือมาตรฐานทางเท้าของ กทม. เพราะแต่ละแห่ง แต่ละสำนักงานเขต เขียนแบบทางเท้าขึ้นมากันเองและทำโดยไม่มีมาตรฐาน จึงเสียหายง่าย
“การทำทางเท้าที่ผ่านมา เอาชั้นทรายไปใส่ เอาอิฐบล็อกไปเรียง พอฝนตกน้ำเข้าทางเท้าก็เสียหาย เป็นอย่างนี้มา 20-30 ปีแล้ว ผมยังไม่เคยเห็นทางเท้าที่มีมาตรฐาน จึงอยากถามในข้อแรกว่า กทม.มีมาตรฐานทางเท้าหรือไม่ ถ้ามี มีกี่แบบ มีสภาพบังคับให้แต่ละเขตใช้มาตรฐานนี้หรือไม่” พีรพลกล่าว
ร้อนถึงชัชชาติมอบหมายให้ วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯที่รับผิดชอบด้านการโยธา เป็นผู้ชี้แจงในประเด็นดังกล่าว
วิศณุกล่าวว่า ทาง กทม.มีการออกแบบมาตรฐานงานทางเท้า เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 โดยมี 3 รูปแบบ คือ 1.มาตรฐานทางเท้าคอนกรีตพิมพ์ลาย 2.มาตรฐานทางเท้ากระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น 3.มาตรฐานทางเท้าแอสฟัลต์คอนกรีตพิมพ์ลาย

“รูปแบบก็จะเป็นทรายหยาบบดอัดแน่น มีคอนกรีตเสริมเหล็ก Wire Mesh หนา 10 ซม. แล้วก็มีวัสดุปูผิวทางเท้า ของเก่าจะมีการปูอิฐตัวหนอนที่เห็นมาตลอด บนทรายบดอัด อีกแบบคือ ลีนคอนกรีต 5 ซม. ซึ่งไม่เสริมเหล็ก แต่ของใหม่หลังจากพฤศจิกายน (2565) เราออกมาตรฐานใหม่แล้ว ส่วนในกรณีการซ่อมที่ซ่อมเป็นบางจุดบางช่วงในพื้นที่เขตต่างๆ อาจจะต้องใช้รูปแบบเดียวกับของเดิม เพราะเป็นการซ่อมช่วงสั้นๆ อาจจะแตกต่างจากแบบมาตรฐานที่กำหนดไว้ สำนักงานเขตสามารถพิจารณาใชรูปแบบที่แตกต่างในการซ่อมได้ แต่หากเป็นการทำทางเท้าใหม่จะเป็นไปตามแบบมาตรฐานใหม่” วิศณุกล่าวชี้แจง
พีรพลไม่รอช้า ลุยต่อไปว่า กรณีทางเท้าซึ่งมีจุดเว้นทางเข้าบ้านหรือสถานประกอบการ ไม่มีทางลาดที่เอื้อต่อผู้พิการและผู้ที่สัญจรผ่านไม่ได้รับความสะดวก เนื่องจากมีระดับที่ต่างกัน ซึ่งทางเท้าที่ไม่สะดวกเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม.ทุกแห่ง อยากให้ฝ่ายบริหารคำนึงถึงประชาชนที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ หากอยากส่งเสริมให้ประชาชนเดินก็ควรมีทางเท้าที่สะดวกให้กับประชาชน
“คนเดินแทบจะต้องมาเดินข้างล่าง ไม่มีทางลาดให้คนใช้รถเข็น เดินไปแป๊บเดียวต้องลงจากฟุตปาธอีกแล้ว เสมือนไม่มีทางเท้า แบบนี้มันเกิดขึ้นทั้ง กทม. ประชาชนที่ออกจากบ้านมา เขาก็หวังว่าได้ผู้ว่าฯแล้วสภาพจะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิมอยู่ดี” พีรพลสับรัว
วิศณุชี้แจงว่า “ในเรื่องของทางเชื่อมทางตัดผ่านทางเท้าเป็นอีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญ กรณีทางเข้าออกถนนซอยจะมีมาตรการการลดระดับทางเท้า ตามมาตรฐานใหม่ เพื่อให้สะดวกขึ้น อีกกรณีคือ การเชื่อมเข้าอาคารต้องให้เสมอเรียบทางเท้าต้องไม่เดินสะดุด ซึ่งได้ออกมาตรฐานมาเพื่อให้หน่วยงานได้นำไปปฏิบัติมาตั้งแต่เดือน พ.ย.แล้ว ต้องทยอยปรับปรุง
ส่วนเรื่องการปลูกต้นไม้บนทางเท้าของ กทม.ก็กำลังทบทวนอยู่ หากเขตทางเท้าไม่เพียงพอ การปลูกต้นไม้อาจไม่เหมาะสมจึงต้องดูด้วย” นายวิศณุกล่าว

พีรพลไม่จบ ถามแทนประชาชนต่อไปว่า กทม.ภายใต้การนำของนายชัชชาติ มีนโยบาย ‘ทางเท้าดี’ อยู่ใน 216 นโยบาย
“ส่วนหนึ่งที่ท่านให้ความสำคัญคือทางเท้า ทางข้ามของทุกคนอย่างปลอดภัย คราวนี้ผมขอทวงแทนพี่น้องประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่าท่านจะทำให้ทางเท้าดีภายในระยะเวลาเท่าไหร่”
รอบนี้ชัชชาติลุกตอบเองว่า เรื่องทางเท้าเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ โดยสำนักการโยธามีแผนการดำเนินการปรับปรุง 17 เส้นทางหลัก และได้เตรียมงบประมาณไว้เพื่อปรับปรุงทางเท้าทุกเขตเรียบร้อยแล้ว
“จะได้เห็นเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี ต้องขอบคุณท่านพีรพลที่ติดตามเรื่องทางเท้ามาตลอด ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ท่านจะพูดถึงเรื่องนี้ เราก็เริ่มเห็นทางเท้าที่ดีขึ้น ปีนี้อย่างน้อยระดับ 100 กม.ขึ้นไปที่ได้เห็น ทุกเขตจะต้องมีทางเท้าดีขึ้น ให้สัญญากับสภานี้ไว้เลย ทางเท้าทั้งหมดใน กทม.มีกว่า 3,000 กม. การซ่อมแซมจึงจำเป็นต้องจัดลำดับตามความสำคัญ ซึ่ง กทม.จะเร่งรัดดำเนินการทันที” ผู้ว่าฯเกี่ยวก้อยสัญญากลางสภา กทม.
ส.ก.ลาดกระบังคาใจ ตึกสำนักงานเขต ‘สร้างช้าไป’
ตั้งกรรมการสอบดีไหม?

อีกประเด็นร้อนแรง มาจาก สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นกระทู้ถามสด เรื่อง ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานเขตลาดกระบังแห่งใหม่ เป็นอาคารสูง 9 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น เพื่อให้บริการประชาชน มีรูปแบบที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ระยะเวลาดำเนินการ 900 วัน จาก 16 ก.พ.64 กำหนดแล้วเสร็จ 6 ส.ค.66 แต่ปัจจุบันพบว่าโครงการมีความล่าช้า จึงขอสอบถามความคืบหน้า ว่ามาจากปัญหา อุปสรรคใด กำหนดแล้วเสร็จเมื่อใด หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามสัญญา กทม.จะมีมาตรการอย่างไร
“ดูจากสไลด์ ไม่มีอะไรผิดปกติ รพ.ลาดกระบัง มี 11 ชั้น สร้างเมื่อ 18 ส.ค.64 ขณะเดียวกัน ซอยเดียวกันที่เดียวกัน สำนักงานเขตลาดกระบัง 9 ชั้น+2 ชั้นใต้ดิน สิ้นสุดสัญญา 1 ส.ค.66 ทำไม่ทัน ทั้ง 2 โครงการขยายไปถึงปลายปีหน้า 17 ธ.ค.67 ซึ่ง รพ.ลาดกระบังมีผลงานสะสมน้อยกว่าสำนักงานเขตลาดกระบัง 2% แต่ช้ากว่าแผนงานถึง -13.97% ขณะเดียวกัน สำนักงานเขตลาดกระบัง -4.40% ห่างกันเกือบ 10% รพ.สร้างก่อน แต่ติดลบมากกว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” สุรจิตต์โกยข้อมูลจัดหนัก พร้อมระบุว่า มีคำถามของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างนี้ ว่าเบิกเกินงวดหรือเปล่า ตั้งกรรมการสอบดีไหม
รองผู้ว่าฯวิศณุกล่าวชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวพบอุปสรรคจากการเข้าพื้นที่ล่าช้า เนื่องจากมีการรื้อถอนอาคารเดิมในพื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
ครั้นฟังคำตอบแล้ว ส.ก.ลาดกระบังเผยว่า
“จากคำตอบ จะโอเค ก็ไม่โอเค เพราะปีกว่าได้แค่ชั้น B1 เข้าใจว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แรงงานกลับประเทศ แต่กรณีนี้เป็นไซต์งานเดียวกัน ทำไมไม่คืบหน้าเหมือนกับอีกฝั่ง สิ่งที่ท่านสรุปไม่ตรงกับที่ผมนำเสนอ”
ส่วนประเด็นที่ว่า จะแล้วเสร็จเมื่อใด
รองผู้ว่าฯวิศณุกล่าวว่า โครงการดังกล่าวสิ้นสุดสัญญา ส.ค.ปีนี้ แต่เนื่องจากค่าปรับเป็นศูนย์ ตามมาตรการที่รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการช่วงโควิด-19 ถึงวันที่ 17 ธ.ค.67 จึงได้หารือกับผู้ประกอบการและหน่วยงานเพื่อปรับแผนงานใหม่ คาดว่าจะปรับแผนงานใหม่เป็น ก.ย.67 พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจรับงานให้มีความก้าวหน้าของงานไม่เกินงบประมาณที่เบิกจ่าย หากไม่แล้วเสร็จผู้รับเหมาจะต้องเสียค่าปรับให้ กทม.ตามอัตราที่กำหนด ประมาณ 4 แสนบาทต่อวัน
“คำถามที่ว่า เบิกเกินงวดหรือไม่ ไม่เกิน เรามีกรรมการตรวจการจ้างที่คุมความก้าวหน้าของงาน กับการเบิกจ่ายต้องไม่เกิน ถ้าไม่เสร็จภายใน 17 ธ.ค.67 เราจะคิดค่าปรับตามสัญญา คือ 0.1% ของมูลค่าการก่อสร้าง ซึ่งตกเป็นเงินประมาณ 495,000 บาท”
รองผู้ว่าฯวิศณุชี้แจง ด้าน ส.ก.ลาดกระบังทิ้งท้ายว่า ‘จะจดลงบนปฏิทินว่าเดือน ก.ย.67’ เสร็จแน่
‘เฮียล้าน’ ยกกฎหมายแม่ฟาด
‘เข้าใจอยากเพิ่มพื้นที่สีเขียว
แต่แย้ง พ.ร.บ.ไม่ได้’ สุดท้ายจบสวย
ประเด็นฮอตมาก ไม่กล่าวไม่ได้ คือ การลงมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกำหนดพื้นที่สีเขียวของอาคาร ซึ่ง พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ‘กำหนดลักษณะอาคารและพื้นที่ว่างนอกอาคารเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. …’

สุทธิชัย วีรกุลสุนทร หรือเฮียล้าน ส.ก.เขตจอมทอง ลุกติงว่า ปัจจุบันเรามีกฎหมายแม่ควบคุมในเรื่องพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว โดยมี พ.ร.บ.ผังเมืองรวมและ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร เรื่องนี้ต้องคิดว่าข้อบัญญัติของ กทม.ที่ออกมาจะขัดกับกฎหมายใหญ่หรือไม่ โดยกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 มีทั้งส่วนที่กำหนดพื้นที่สีเขียว พื้นที่โล่ง เข้าใจว่าสมาชิกอยากได้พื้นที่สีเขียว แต่ต้องดูว่าการออกกฎหมายสำหรับบังคับใช้ใน กทม.จะไปขัดแย้งกับกฎหมายใหญ่หรือไม่ โดยคณะกรรมการควรพิจารณาให้รอบคอบ ซึ่งเชื่อว่า ส.ก.ทุกคนอยากเห็นพื้นที่สีเขียวเหมือนกันทั้งหมด
“ผมไม่ขัดข้องกับการเพิ่มพื้นที่ว่างให้เป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งเชื่อว่าเจ้าของญัตติคงเห็นว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้เพิ่มพื้นที่ได้มากที่สุด ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าเรามี พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.ผังเมืองรวม ซึ่งกฎกระทรวงที่ใช้บังคับในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครปี 2565 มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว เป็นกฎหมายแม่
“พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร เป็นกฎหมายใหญ่ พ.ร.บ.ผังเมืองรวมก็เป็นกฎหมายใหญ่ แต่ขณะนี้เรากำลังจะออกเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร บางมาตราที่ผมอ่านในรายละเอียดแล้ว ยังมีข้อขัดแย้ง ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ หรือขัดแย้งกับกฎหมายใหญ่ไหม” เฮียล้านตั้งคำถาม พร้อมย้ำว่า กฎกระทรวงมีกำหนดเอาไว้ ให้ใช้บังคับผ่านผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 และแนวการจัดการให้มีมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ด้วย ปัจจุบัน ผังเมืองรวมกำหนดว่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวมีพื้นที่โล่ง 6 ประเภท, Biotope Area Factor และพื้นที่รับน้ำตาม FAR Bonus

ในขณะที่ นภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า เล็งเห็นถึงเจตนาดีของผู้เสนอญัตติ แต่มีหลายส่วนที่ทำให้ผู้ใช้อาคารมีความลำบากมากขึ้น ในส่วนของนิยามยังไม่ครอบคลุม และหลายข้อยังต้องมีการตีความ อาจส่งผลในทางปฏิบัติ จึงอยากให้ข้อบัญญัติไม่ขัดต่อกฎหมายหลัก สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่ ขอฝากคณะกรรมการพิจารณาให้พิจารณาให้รอบคอบ
ด้านพุทธิพัชร์ ผู้เสนอญัตติดังกล่าว ยืนยันต่อที่ประชุมว่า ข้อบัญญัติฉบับนี้ไม่ขัดกฎหมายใหญ่ทั้งหมด เป็นการยกมาจาก พ.ร.บ.ใหญ่ทั้งหมด ที่เสนอในวันนี้เป็นเพียงร่างเท่านั้น หลังตั้งคณะกรรมการพิจารณาจะมีการปรับปรุงรายละเอียด โดยหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำเข้าสู่สภา กทม.ในวาระต่อไป
สุดท้าย สภากรุงเทพมหานคร มีมติเห็นชอบในหลักการแห่งร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดลักษณะอาคารและพื้นที่ว่างนอกอาคารเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ…. และให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติฯดังกล่าว จำนวน 17 ท่าน
สรุปว่าจบแบบแฮปปี้ แม้มีวิวาทะในบางช่วงบางตอนก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนบนหนทางที่ถกเถียงได้ตามระบอบประชาธิปไตยในปีที่ 91 ก่อนร่วมลุ้นนายกฯคนใหม่ใน 13 กรกฎาคมนี้
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

