ทุกอย่างเริ่มที่ ‘รัฐธรรมนูญ’ไม่แก้ ไม่ปรับ ไม่มีฉบับใหม่ ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้
อีกไม่กี่สิบชั่วโมงข้างหน้า จะถึงอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
13 กรกฎาคม 2566 วันโหวตนายกฯ คนที่ 30
ข้ามช็อตไปหลังจากนั้น ประเด็นสำคัญที่เป็นหมุดหมายของหลายพรรคการเมือง รวมถึงภาคประชาชนนักเคลื่อนไหว คือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หลังฉบับ 2560 ที่ถูกวิพากษ์หนักหน่วงถูกใช้มาเนิ่นนานเกินทานทน
8 กรกฎาคมที่ผ่านมา เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) จัดงาน “Con.Next: ออกจากกะลา ไปหารัฐธรรมนูญใหม่” เพื่อระดมความเห็น เดินหน้าภารกิจสำคัญของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล คือการฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยมีนักวิชาการ นักการเมือง และประชาชน มาร่วมมาแลกเปลี่ยนมุมมองคับคั่ง ทำเอาห้องอเนกประสงค์ (ริมน้ำ) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) คับแคบลงไปถนัดตา
ไม่เปลี่ยนก็ปฏิรูปอะไรไม่ได้
หัวใจหลักพรรคร่วม ต้องทำให้สำเร็จ
รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า ดีใจมากที่มีการรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ หลังมีการเลือกตั้งเรื่องนี้ค่อยๆ เงียบไปเพราะสังคมสนใจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แต่จริงๆ ตนคิดว่า วาระที่สำคัญที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการแก้รัฐธรรมนูญ
“นี่คือหัวใจที่พรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องทำให้สำเร็จ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องติดตามความก้าวหน้าในการผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้ก่อให้เกิดวิกฤตในทางการเมือง และวิกฤตในทางกฎหมาย
ผมคิดว่าทุกครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าเกิดวิกฤตการณ์ หรือใช้การตีความกฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่ได้ทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองอย่างเดียว แต่ในทางนิติศาสตร์ ผมว่านักกฎหมายส่วนใหญ่ รู้สึกเจ็บปวดกับการตีความกฎหมายในทิศทางที่เราเห็น
สิ่งที่ชัดเจนที่สุด หลังเลือกตั้งได้รัฐบาลประชาธิปไตยเสียงข้างมาก สุดท้ายประชาชนต้องมาลุ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกประธานสภา วันนั้นผมก็ต้องมานั่งดูทีละหมวด ลุ้นมาก ว่าจะได้เสียงเกิน 251 หรือเปล่า แล้วก็ต้องลุ้นกันหนักในวันพฤหัสบดี (13 ก.ค.) ที่จะมาถึง ทำไมประชาชนซึ่งใช้สิทธิแสดงเจตจำนงชัดเจนแล้วและผมเชื่อว่านักการเมืองที่ปกครองอยู่ตอนนี้ จะบอกว่าเราอยู่ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย เรามีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แต่ทำไมการเลือกตั้งที่ผ่านมา เรายังไม่สามารถได้รัฐบาลมาง่ายๆ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามที่ควรจะเป็น ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากรัฐธรรมนูญ” รศ.ดร.มุนินทร์ชี้
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวต่อไปว่า นโยบายปฏิรูปทั้งหลายที่พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียง ตนดีใจที่หลายพรรคพยายามนำเสนอการปฏิรูป แต่นโยบายเหล่านั้น ถ้าไม่แก้หรือไม่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ เรายังไม่สามารถได้รัฐบาลมาง่ายๆ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามที่ควรจะเป็น เพราะทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะคือโครงสร้างขั้นพื้นฐานของระบบกฎหมาย ระบบการเมือง
“ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เปลี่ยน จะไม่มีการปฏิรูปใดเกิดขึ้นได้ ง่ายๆ ผมขอย้อนกลับไปที่ปัญหาของรัฐธรรมนูญให้ทุกคนระลึกเสมอ บ้านเมืองของเราที่มาถึงจุดนี้ได้ ผมคิดว่า แน่นอนมีปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้าปี 2560 แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ไปไหนไม่ได้ คือรัฐธรรมนูญ 2560 ปัญหามี 2 ส่วนคือ 1.ปัญหาในเชิงรูปแบบ เรื่องความชอบธรรมในการร่างรัฐธรรมนูญ ออกเสียงประชามติ 2.ส่วนเนื้อหา กฎหมายต่อให้เขียนดีอย่างไร ถ้ามีความไม่ชอบธรรมในเรื่องที่มา ก็จะทำให้เนื้อหาหรือหลักการนั้นขาดความชอบธรรม” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว
เตือน 8 พรรคจับมือให้แน่นอย่าหลงกล ‘เกมรัฐสภา’
ด้าน จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ทะลุฟ้า นักกิจกรรมทางการเมือง กล่าวว่า ตนได้ถอดบทเรียนว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับคืออะไร ใจความของรัฐธรรมนูญคือ ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น ชนชั้นเผด็จการออกกฎหมายมาเพื่อเผด็จการ จึงไม่มีประชาชนอยู่ในนั้น ปัญหารัฐธรรมนูญถึงเกิดขึ้น
“ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง มีรัฐธรรมนูญของประชาชนกี่ฉบับ อย่าง 2475 เป็นการเปลี่ยนการปกครอง กำหนดในอำนาจรัฐธรรมนูญว่าใครเป็นเจ้าของอธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศนี้ หลังจากนั้นถูกรัฐประหาร ถูกเปลี่ยนใหม่ ให้คุณค่าใหม่ในทางรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี’40 ทำให้การเมืองในระบอบรัฐสภาเข้มแข็ง หลังจากนั้นเขาก็กลับมารัฐประหารอีก ใจความของรัฐธรรมนูญคือแค่นี้จริงๆ” นายจตุภัทร์ชี้
จตุภัทร์อธิบายว่า วันนี้ปรากฏการณ์ที่ผู้คนสนใจคือเรื่องนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลโดยตรงกับรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งคือการสำรวจความคิดเห็นประชาชน และประชาชนได้เลือกแล้วให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยไปเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ หลักการตรงนี้มีประชาชนอยู่ข้างหลัง และคนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่สุดคือเบื่อฝ่ายเผด็จการ ดังนั้น เจตจำนงของประชาธิปไตยมันจบตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม
“ปัญหาบ้านเราคือประเทศนี้ปกครองด้วยระบบกฎหมาย เราเคารพรัฐธรรมนูญ ฝ่ายเผด็จการก็อ้างรัฐธรรมนูญ เวลา ส.ว.อ้างอำนาจก็อ้างจากรัฐธรรมนูญ เราปกครองด้วยกฎหมาย แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือ ฝ่ายเผด็จการต่างหากที่ฉีกกฎหมาย ยึดอำนาจและออกกฎหมายเพื่อตนเอง ผมรู้สึกว่านี่คือบทเรียนที่ผ่านมาโดยตลอด” นายจตุภัทร์กล่าว และเสริมว่า ตนได้เห็นความอยุติธรรมมาตลอด เห็นกลไกต่างๆ ที่ซ่อนอำนาจมาตลอด หากเขาออกกฎหมายเพื่อพวกเขาได้ ทำไมประชาชนจะออกกฎหมายไม่ได้ ตนดีใจที่เห็นหลายกลุ่มมาเขียนกฎหมาย มันควรเป็นแบบนี้ แต่ละพรรคการเมืองก็ควรเสนอรัฐธรรมนูญที่ตัวเองคิดมา ประชาชนแต่ละกลุ่มก็เสนอมา แล้วไปต่อรองกันที่รัฐสภา ให้มันเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
“ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญคือการมีส่วนร่วมของทุกคนในประเทศนี้ อยากเสนอด้วยซ้ำว่าผมอยากจะทำรัฐธรรมนูญของคนรุ่นใหม่ ประเทศเป็นของเรา มาออกแบบรัฐธรรมนูญว่าเราอยากเห็นประเทศนี้เป็นอย่างไร เราอยากเห็นอนาคตเป็นแบบไหน แล้วไปสู้กันในรัฐสภา ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน มันก็จะปกป้องประชาชน
ฉันทามติร่วมของคนในสังคมคือรัฐธรรมนูญ เห็นตรงกันว่า ส.ว.เป็นปัญหา และเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้มีแค่ ส.ว. มีประเด็นทรัพยากร โครงสร้างรัฐธรรมนูญ แบบนี้มันส่งผลกระทบถึงพี่น้องในชุมชน ตนเชื่อว่าคนที่เลือกตั้งอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นจุดสำคัญ
“เราต้องสร้างรัฐธรรมนูญของเรา และสนับสนุนให้กลไกสภาทำงานได้ การต่อสู้ทางการเมืองก็มีสนามรัฐสภา ปล่อยให้ตัวแทนของประชาชนสู้กันไป ส่วนเราก็นำเสนอในมุมมองของขบวนการภาคประชาชน ภาคประชาสังคมต่างๆ ผมคิดว่ามันสัมพันธ์กัน ซึ่ง ณ จังหวะนี้มันคือเกมของรัฐสภา สิ่งที่ต้องอย่าหลงกลเขา คืออย่าทะเลาะกัน ต้องขีดเส้นชัดเจนว่าเป็นชัยชนะของประชาชน ไม่ใช่แค่ 14 ล้าน กับ 10 ล้านเสียง แต่ต้องมองให้เห็นว่าคือ 24 ล้านเสียงที่อยากจะเห็นตรงนี้”
“แม้ในอนาคต ส.ว.อาจจะสวนเจตจำนงเรา แต่อย่าลืมว่าที่ผ่านมาเรามีบทเรียน ต้องค่อยๆ สะสมชัยชนะ ค่อยๆ ขีดเส้นประชาชนร่วมกันหาจุดร่วม ฝ่ายรัฐบาลของประชาชนก็ต้องร่วมกันให้ได้ 8 พรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องจับมือกันให้แน่น นี่คือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น” จตุภัทร์กล่าวทิ้งท้าย
ชวนร่างกติกาใหม่ ‘ยุคเปลี่ยนผ่าน’หยุดการเมืองชะงักงัน
รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ม.ธรรมศาสตร์ มองว่าประเด็นสำคัญของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับเป็นเรื่องสำคัญมากในสังคมไทยเวลานี้ ถ้าจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง ความชะงักงันของพัฒนาการทางการเมือง หรือการพัฒนาประเทศ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ที่จะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ เราจะติดกับดักและอยู่ในภาวะแบบนี้ไปอีกนาน
“รัฐธรรมนูญปี’60 สร้างเงื่อนไข 4 ประการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐธรรมนูญในปี’60 ประเด็นแรกคือการสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร แล้วให้คณะรัฐประหารบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง มั่นคง ยาวนาน อำนาจเบ็ดเสร็จที่จะเข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งในช่วงครั้งแรกปี’62 วางกลไกขององค์กรอิสระ วางเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคต่างๆ ต้องเป็นรัฐบาลผสมที่มีหลากหลาย ไม่มีความมั่นคง และยังคงให้อำนาจประกาศคำสั่งของ คสช.ดำเนินต่อไปได้
ข้อที่ 2 คือ รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ปฏิรูปประเทศไทย แต่ใช้ไปปราบฝ่ายตรงข้ามหมดสิ้น ทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งภาคประชาชน ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นพวกแข็งขืนต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการก้าวไปสู่วิธีคิดอีกแบบก็ถูกกำกับควบคุม เพราะฉะนั้นฉบับปราบโกง ปฏิรูปประเทศไทย ก็คือปรับเปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามหมดกำลังลง และประการที่ 3 คือกำกับควบคุมประชาชนที่เห็นต่างทางการเมืองในฐานะที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ตอนนี้มีชาวบ้านถูกดำเนินคดีมากมายจากการรัฐประหารที่ผ่านมา
ผมเลยเชิญชวนว่าทำเสียวันนี้ ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ทุกคนได้สร้างกติกาใหม่ร่วมกัน ในยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ” รศ.ดร.สามชายทิ้งท้าย
เอ็นจีโอ ฟาด ฉบับ 60 แทบไม่มีคำว่า ‘ประชาชน’
ปิดท้ายที่ ณัฐพร อาจหาญ กป.อพช.ภาคอีสาน กล่าวในมุมมองของเอ็นจีโอ โดยย้อนกลับไปถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ซึ่งมากมายด้วยคำว่า ‘ประชาชน’ เพราะเกิดจากการที่ประชาชนทั้งประเทศลุกขึ้นมาเรียกร้องเพื่อมีรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองสิทธิเสรีภาพ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมแทบจากทุกภาคส่วน ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี’60 เต็มไปด้วยคำว่าบทบาทหน้าที่ของรัฐ อำนาจของรัฐ ความมั่นคงของรัฐ แทบจะไม่มีคำว่าประชาชนเลย
“ทำไมเราถึงพูดว่าที่มาสำคัญ เพราะแม้จะการอ้างตลอดว่า มีการเลือกตั้งแล้วในปี’60 เรากลับมาอยู่ในครรลองครองธรรมของระบอบประชาธิปไตย เราใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ไม่สามารถจะปฏิเสธที่มาและความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญปี’60 ได้เลย แล้วยิ่งตอนนั้น สปช.ที่เป็นสภาร่าง เข้าไปในรายละเอียด คนที่เข้ามากำหนดทิศทางแล้วก็เขียนทิศทางในตอนนั้น ไม่มีประชาชน มีแต่กลุ่มชนชั้นนำ นายทุน ซึ่งเป็นทุนใหญ่ในประเทศ ทุนผูกขาด
“สิ่งเหล่านี้เข้ามาในรัฐธรรมนูญปี’60 เต็มไปหมด ส่งสิ่งเหล่านี้เข้ามาในยุทธศาสตร์ชาติเต็มไปหมด ไม่แปลกใจที่มาที่ทำให้มันดึงแย่งยึดทรัพยากรพี่น้องชุมชนชาวบ้านไปหมด ก็ที่มาเป็นแบบนี้ คนเขียนไม่ได้มาจากชาวบ้าน ไม่ได้มาจากประชาชน เป็นนายทุนและรัฐเท่านั้นที่เขียน เป็นการผูกขาดอำนาจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อรวมอำนาจในการจัดการแล้วก็กดทับประชาชน” ณัฐพรชี้
อีกเรื่องหนึ่งที่เอ็นจีโอท่านนี้เน้นย้ำคือ การคุกคามของฝ่ายความมั่นคง และการเติบโตของ กอ.รมน.ที่เติบโตอีกครั้งหลังรัฐประหาร กลายเป็นกลุ่มองค์กรที่มีบทบาทมากๆ ในการที่จะปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน แล้วไปคุกคามชาวบ้านหรือนักเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ลุกขึ้นไปแสดงสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเกิดขึ้นทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องทรัพยากร เรื่องที่อยู่อาศัย กระทั่งคนที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพ
“เราเห็นกลไกแบบนี้เพราะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง มีการปรับเพิ่มอำนาจของ กอ.รมน. เพิ่มบทบาทหน้าที่ของ กอร.มน. จากก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้มีบทบาทอะไร ให้มาสอดรับกับรัฐธรรมนูญปี’60
ยกตัวอย่างในบางหมวด คือ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีเรื่องบทบาทหน้าที่ แต่ก่อนเราใช้คำว่าสิทธิชุมชน เดิมบอกว่าประชาชนสามารถรวมกลุ่มกัน มีอำนาจในการรวมกลุ่มกัน เพื่อสามารถรักษาประโยชน์ทรัพยากรในชุมชน ตามวัฒนธรรมของชุมชนได้ เนื้อหาก็จะเป็นประมาณนี้ แต่เมื่อเขียนใหม่แม้จะเขียนใกล้เคียง แต่ก็เขียนว่า บุคคล ไม่ได้เขียนว่า ประชาชน หรือ ชุมชน
การใช้คำว่าบุคคลและชุมชนรวมกันย่อมมีสิทธิ จัดการทรัพยากร 1 2 3 ได้ ดีนะ แต่ว่าทำข้อเสนอที่จะไปเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ แล้วคนที่จะขับเคลื่อนหน้าที่ตรงนี้ ก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มันไม่เหมือนเดิม”
ย้อนกลับไปเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ณัฐพรมองว่า เป็นปัญหาสำคัญมากและใหญ่มาก แม้หลายคนจะบอกว่าดูไม่ได้มีผลอะไรมากมาย แต่ในความเป็นจริงมันมีผลต่อแนวนโยบายทั้งหมด ซึ่งจะถูกบรรจุแล้วถ่ายทอดไปนโยบายอื่นๆ ของรัฐ เช่น บอกว่ามีการจัดการทรัพยากร มีการพูดถึงการใช้ทรัพยากรป่า การใช้ทรัพยากรน้ำ และพลังงานในยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งแนวเหล่านี้มันแทบกำหนดยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน
“สมมุติว่ารัฐอยากให้มีที่ดิน มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือหลักที่ตั้งไว้แล้ว ไม่ได้สนใจอย่างอื่นแล้วคราวนี้ กระบวนการหลักจากนั้นจะเป็นอย่างไร มันเป็นการสืบทอดมาจากแนวนโยบายการทวงคืนผืนป่ายุคสมัยของ คสช. ซึ่งไม่ต่างกันกับการจัดการทรัพยากรน้ำ หรือพลังงานเหมือนกัน เพราะคนที่ออกแบบเริ่มต้น คือกลุ่มทุนที่ใช้ทรัพยากรป่าไม้ ต้องการใช้น้ำสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือว่าการใช้พลังงานจากกลุ่มพลังงาน กำหนดทิศทางพลังงานในประเทศนี้
“พอทิศทางที่มันกำหนดโดยทุน ไม่แปลกเลยที่ทรัพยากรของชาวบ้าน ของชุมชน แทบจะไม่มีพื้นที่ ที่จะออกมากำหนดว่าควรใช้ทรัพยากรแบบไหน อย่างไร หรือว่าการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือว่าใน พ.ร.บ.อื่นๆ ก็บางเบามาก เพราะว่าใช้คำว่า แค่ประชาชนมีส่วนร่วม คำว่ามีส่วนร่วม คือแค่มีใครสักคนไปนั่งอยู่ตรงนั้นจะเสนอหรือไม่เสนอ ก็ถือว่ามีส่วนร่วมแล้ว ก็สะท้อนชัดว่ารัฐธรรมนูญมันค่อนข้างจะมีปัญหา” ณัฐพรชี้ ทั้งยังย้ำว่า ขบวนประชาชนส่วนใหญ่เห็นชัดมาก ว่ารัฐธรรมนูญมีผลกระทบต่อชีวิตเราแน่นอน เพราะเขียนเรื่องการจัดการทรัพยากรอยู่ในนั้น เขียนเรื่องบทบาทหน้าที่ของรัฐที่มาควบคุม ผูกขาดอยู่ในนั้น แล้วกลไกทางการเมืองเอง เช่น เราอยากจะใช้ ส.ส.ที่เลือกตั้งมาผลักดันแก้ไขปัญหา ก็ถูกล็อกในรัฐธรรมนูญ เขาก็อาจเป็น ส.ส.ของเรา แต่คงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ 100 เปอรเซ็นต์ อย่างที่เขาจะสามารถเรียกร้องได้
ต้องมีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เราควรมีโอกาสบอกว่า นี่คือกฎหมายที่เราใช้ในการดำรงชีวิต มันเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของคนทุกคน
มันจำเป็นมากๆ ที่คนทุกคนควรที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการเขียน อาจจะมีมิติที่เขาให้ความสำคัญ แล้วเขาก็รู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตเขา ต้องการที่จะผลักดัน มันก็คือการเป็นเจ้าของด้วย คนทุกคนควรที่จะเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญร่วมกัน อะไรที่จะทำให้เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญร่วมกัน แล้วก็ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง มันไม่มีทางอื่นนอกจากทุกคนมีส่วนร่วม เขียนรัฐธรรมนูญนี้ด้วยกัน” เอ็นจีโอทิ้งท้าย
นับเป็นอีกประเด็นเน้นๆ ที่ต้องให้ความสำคัญไปพร้อมๆ กับการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่รู้ชัด ว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คือใคร ?
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

