“ริคคาร์โด มูติ : อินเดียนแดงคนสุดท้ายแห่งวาทยกรรุ่นเก่า”

16.07.23 | 12:16 น.
Riccardo Muti

“ริคคาร์โด มูติ : อินเดียนแดงคนสุดท้ายแห่งวาทยกรรุ่นเก่า”

ผู้เขียนเคยมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า มีคำพูดที่น่าฟังน่าเชื่อถือเป็นอย่างสูง ถ้าหากคำพูดนั้นมาจากความคิดของผู้อาวุโสที่สูงด้วยประสบการณ์ความรู้, สูงวัยจนรู้ตัวว่าใกล้ความตาย, คำพูดนั้นมาจากผู้ที่รู้จักคำว่า “พอ” อย่างแท้จริง (มิใช่ว่าคนแก่หรือคนร่ำรวยทุกคนจะรู้จักคำว่า “พอ” เสมอไป), คำพูดที่มาจากคนที่ปราศจากความคาดหวังในผลประโยชน์ทางโภคสมบัติ เพราะเขาผู้นั้นมีอิสรภาพทางการเงินจน มีอิสรภาพในทางความคิดเกิดจินตนาการที่จะทำเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง ผู้เขียนเชื่อว่าบุคคลที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ มักจะกล่าวแต่ความจริงจากหัวใจ คำพูดหรือแนวความคิดจากบุคคลแบบนี้มักจะเป็นไปเพื่อโลกและสังคม เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่เป็นไปเพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง เกริ่นนำขึ้นมาเช่นนี้ เนื่องจากการได้เห็นข่าวและบทสัมภาษณ์มากมายของ “ริคคาร์โด มูติ” (Riccardo Muti) (ผู้อาวุโสในวัย 82 ปี) ผู้อำนวยการดนตรี (Music Director) ของวงชิคาโกซิมโฟนีออร์เคสตรา (Chicago Symphony Orchestra) ในสื่อต่างประเทศมากมายที่เขาได้แสดงความคิดเห็นไว้ เนื่องในโอกาสการก้าวลงจากตำแหน่งของวงออร์เคสตราอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกาวงนี้ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พิจารณาดูแล้วเขามีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ซึ่งข้อคิด, คำคมที่เขากล่าวออกมานั้น ผู้เขียนเห็นว่าล้วนแต่เป็นคำพูดที่กลั่นออกมาจากบุคลากรทางดนตรีของโลกผู้ทรงคุณค่าควรแก่การน้อมนำมาครุ่นคิดพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง

เขาเป็นวาทยกรชาวอิตาเลียนที่กล่าวได้ว่ามาจากโลกยุคก่อนที่แน่นด้วยประสบการณ์ทางการศึกษา, วัฒนธรรมและรสนิยม พื้นฐานจากการกำกับอุปรากร (Opera) ที่เขาเชี่ยวชาญแบบในสายเลือดอิตาลี ทำให้เขามีมโนทัศน์และชีพจรทางดนตรีที่มีความเป็นพิเศษในแบบซึ่งวาทยกรที่ควบคุมแต่ดนตรีซิมโฟนีธรรมดาๆ ไม่มีแบบเขา ประสบการณ์และผลงานในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการดนตรี” ของเขา กับวงดนตรีวงนี้ในรอบ 13 ปี ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างในอำนาจหน้าที่และภาระความรับผิดชอบ ที่มีครอบคลุมมากมายเหนือกว่าตำแหน่ง “ผู้อำนวยเพลง” (Conductor)ธรรมดาๆ มันคืออำนาจหน้าที่ในทางบริหาร, จัดการอันจะต้องทำให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง ยิ่งกับองค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นวงซิมโฟนีออร์เคสตราอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกามายาวนาน การที่จะต้องมาพัฒนายกระดับมาตรฐานให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก จึงต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์เช่นเขา และ 13 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2553-2566) เขาทำให้วงดนตรีวงนี้เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ มิติ ทั้งความหลากหลายกว้างขวางทางทักษะดนตรีที่เขามาเติมให้กับนักดนตรี, การเปลี่ยนตัวสมาชิกนักดนตรีหรืออาจเรียกว่า “ถ่ายเลือดใหม่” ให้กับวงดนตรีนี้, การปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กับการปรับตัวของวงเพื่อการดำรงอยู่ในโลกสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดไปจนถึงการสร้างและฟื้นฟูความสัมพันธ์ของวงกับชุมชนเพื่อกลับไปสู่ความเป็นวงดนตรีของชุมชน อันเป็นรากฐานแนวคิดเดิมของวงซิมโฟนีออร์เคสตราของประชาชนอย่างแท้จริง

ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่เขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงที่แฟนเพลงทั่วโลกต่างก็มองว่าเป็นเลิศอยู่แล้ววงนี้ก็คือ เขาเล็งเห็นถึงประเด็นสำคัญทางความโดดเด่นของวงที่เคยมีมาตลอดหลายสิบปีนั่นก็คือ “เสียงชิคาโก” ที่พาให้ผู้คนล้วนแต่นึกไปถึงกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลือง (กลุ่มแตร) ที่ได้ชื่อว่าโดดเด่นยาวนานเป็นตำนานอยู่คู่กับวง แต่เขามองว่านั่นไม่ได้ทำให้เกิด “สมดุล” ที่ดีในทางดนตรี วงออร์เคสตราที่ดีในอุดมคติต้องมีความเป็นเลิศในทุกหมวดหมู่เครื่องดนตรี นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจรับสมาชิกนักดนตรีที่เป็นสายเลือดใหม่ เข้ามาสร้างความเป็นเลิศใหม่ในยุคของเขาด้วย “สมดุลทางเสียง” เขาเปลี่ยนตัวนักดนตรีมากถึง 27 คน เพื่อสร้างเสียงแห่งความเป็นเลิศขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind) ที่เขาเปลี่ยนตัวหัวหน้ากลุ่มทั้งหมด ตั้งแต่กลุ่มฟลุต, คลาริเน็ต, บาสซูน และโอโบ (เครื่องดนตรีที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “นางเอก” ประจำวง), บรรจุนักไวโอลินที่เป็น “รองหัวหน้าวง” คนใหม่ที่เป็นสตรีเพศ และการตัดสินใจเปลี่ยนนักดนตรีระดับ “เพชรยอดมงกุฎ” ประจำวง นั่นก็คือ หัวหน้ากลุ่มทรัมเป็ตชาวสเปน “เอสเตบาน บาตาลลาน” (Esteban Batallan) ที่จะมาสืบสานความเป็นเลิศในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองที่เคยมีมายาวนาน นี่คือ “เสียงชิคาโก” ในความเป็นเลิศใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการของเขา จากนี้ไปเมื่อผู้คนกล่าวถึงวงดนตรีนี้จะเห็นความเป็นเลิศในภาพรวมมิใช่เพียงแค่กลุ่มเครื่องลมทองเหลืองอีกต่อไป

เยี่ยมเยาวชนผู้ต้องขังหญิงร่วมกับนักร้องOpera

ด้วยวิสัยทัศน์ของวาทยกรที่มาจากจารีตการกำกับละครอุปรากร เขากล่าวว่าในตอนที่เขามารับตำแหน่งในปี พ.ศ.2553 เขาพบว่าวงนี้มีลักษณะ, ลีลาดนตรีที่มีความเป็นเยอรมันสูงมาก เขาจึงต้องการเติมทักษะ, ประสบการณ์แห่งจารีตการขับร้องแบบอุปรากรอิตาเลียนให้กับวง ด้วยการบรรจุรายการแสดงอุปรากรให้กับวงมากขึ้นๆ เขากล่าวว่าสมาชิกนักดนตรีในวงก็กระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่งกับการเรียนรู้ต่อเติมประสบการณ์ใหม่ๆ นี้ให้กับพวกเขาเอง มูติกล่าวว่ามันคือการค้นพบ “แก่นแห่งความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนในดนตรีเยอรมัน” (The Mediterranean in German Music) นั่นคือการเติมจิตวิญญาณแห่งการขับร้องอันเป็นแก่นแกนอันสำคัญแห่งศิลปะดนตรีให้กับนักดนตรีทั้งวงที่อาจขาดไป จากการทุ่มเทบรรเลงกันแต่ดนตรีซิมโฟนีบริสุทธิ์ที่ไม่มีเสียงร้อง นอกจากการเติมประสบการณ์การแสดงอุปรากรให้กับวงแล้ว เขายังเพิ่มการแสดงบทเพลงในแนวขับร้องประสานเสียงอีกมากมายให้กับวงดนตรีวงนี้ อาทิ บทขับประสาน “เรควิเอ็ม” (Requiem) ของ แวร์ดิ (Giuseppe Verdi), และเรควิเอ็มของ โมซาร์ท (Mozart), บทขับประสานคานตาตา (Cantata) ที่ชื่อว่า “Alexander Nevsky” และ “Ivan the Terrible” ของ “โพรโคเฟียฟ” (Sergei Prokofiev)

Advertisement

ที่น่ากล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่งก็คือในคอนเสิร์ตอำลาตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีของเขาในวันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2566 ที่ผ่านมานี้ เขาเลือกรูปแบบ “ฟรีคอนเสิร์ต” กลางแจ้ง ณ สวนสาธารณะมิลเลนเนียมพาร์ค (Millennium Park) เพื่อเน้นการนำวงกลับไปสู่รากฐานเดิมของวงซิมโฟนีออร์เคสตรา นั่นก็คือความเป็น “วงดนตรีแห่งชุมชน” ถึงแฟนเพลงทั่วโลกจะชื่นชมยกย่องว่านี่เป็นวงออร์เคสตราที่ดีที่สุดของโลกวงหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่า ในรากฐานแก่นแท้พวกเขามี “บ้าน” อยู่ที่ชิคาโก เป็นองค์กรที่เป็นสมบัติของชาวเมืองและชุมชนแห่งนี้ เขาจึงเลือกการอำลาตำแหน่งในรูปแบบนี้ และที่น่าสนใจและจดจำอีกก็คือ เขาเลือกบทเพลง “Missa Solemnis” ของเบโธเฟน (Beethoven) มาเป็นบทเพลงเอกของรายการ ซึ่งมูติกล่าวว่านี่คือบทเพลงอันเป็นที่สุดของบทประพันธ์ของเบโธเฟนทั้งมวล เขาบอกเล่ากับนักดนตรีในระหว่างการซ้อมว่า เขาเคยดำริที่จะอำนวยเพลงบทนี้ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน (ในปี พ.ศ.2515) แต่เขานึกไปถึงคำพูดของสหายเก่า (ผู้ล่วงลับ) ซึ่งเป็นวาทยกรผู้ยิ่งใหญ่ในระดับตำนานอีกผู้หนึ่งคือ “คาร์ลอส ไคลเบอร์” (Carlos Kleiber) ที่เคยกล่าวกับเขาว่า “มีบทเพลงบางบท ที่เราควรทิ้งมันให้ค้างไว้อยู่บนกระดาษนั่นแหละ” (ไม่ต้องนำออกมาบรรเลง) เพราะเมื่อมันอยู่บนกระดาษ เราสามารถจินตนาการถึงเสียงอันงดงามของมันได้ (วาทยกรที่มีความเป็นเลิศเมื่ออ่านโน้ตฉบับรวมวงแล้วเขาสามารถจินตนาการถึงเสียงของวงทั้งวงได้ในห้วงความคิดของเขา) หากแต่เมื่อคุณนำมันออกมาบรรเลงจริงๆ มันจะไม่ได้ออกมาสมบูรณ์แบบ (ตามเสียงที่ได้ยินในจินตนาการ) นั่นคือเหตุผลที่ทำไมผมจึงต้องรอคอยเป็นเวลาถึง 50 ปี ที่จะอำนวยเพลงผลงานชิ้นนี้

การแสดงความคิดเห็น หรือคำพูดในบทสัมภาษณ์ในวาระต่างๆ ที่มีเนื้อหาสาระที่ แรงและเข้มข้น สะเทือนจิตใจสำหรับบุคคลอื่นที่ ริคคาร์โด มูติ กล่าวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาในลักษณะ “ความสามารถเฉพาะตัวห้ามลอกเลียนแบบ” แต่เมื่อเป็นคำกล่าวของศิลปินใหญ่ระดับเขา มันจึงเป็นความจริงที่ควรค่าแก่การพิจารณา ทรรศนะที่ว่านี้ก็คือ “วาทยกรควรจะเป็นบุคคลผู้ที่เรียนๆๆๆๆ อย่างคร่ำเคร่งจริงจัง…แต่วาทยกรในทุกวันนี้มักจะไปฝักใฝ่อยู่กับการแสดงโชว์บนเวทีมากกว่าที่จะจริงจังกับดนตรีที่บรรเลง และบรรดานักดนตรีในวงออร์เคสตราจึงเป็นผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานมากกว่า เพราะว่าโดยมาตรฐานทั่วๆ ไปของโลก ณ เวลานี้ วงออร์เคสตราทั้งหลายมีมาตรฐานที่สูงขึ้นๆ ในขณะที่มาตรฐานของวาทยกรในขณะนี้กำลังตกต่ำลง!” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการกำกับการแสดงอุปรากรนั้นวาทยกร (ในปัจจุบัน) มักจะขาดความรอบรู้เชี่ยวชาญที่เพียงพอในเทคนิคด้านการขับร้อง นักร้องผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตทั้งหลายจะถูกฝึกฝน, เคี่ยวกรำ โดยวาทยกรผู้อำนวยเพลง อย่างเช่น ‘…มาเรีย คาลลัส’ (Maria Callas) เธอมิได้โด่งดังขึ้นมาอย่างว่าง-กลวง หากแต่เธอถูกอบรมมาอย่างหนักโดย วาทยกรอย่าง ‘ทุลลิโอ เซอราฟิน’ (Tullio Serafin)… ทุกวันนี้ในการฝึกซ้อมดนตรีกับอุปรากรจึงทำการโดยผู้สั่งการที่ไม่ได้รู้จริง ในปัจจุบันเราจะพบเห็นวาทยกรเหล่านี้ในวัย 20 กว่าปี กล้าหาญที่จะอำนวยเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 หรือ ‘Missa Solemnis’ ของเบโธเฟน หรือแม้แต่กำกับอุปรากรเรื่อง ‘ฟาลสตาฟ’ (Falstaff) ของ ‘แวร์ดิ’ โดยไม่รู้ภาษาอิตาเลียนซักคำเดียว มันเป็นไปไม่ได้หรอก…”

ในตอนนี้เราอาจนึกถึงมูติ ในฐานะศิลปินใหญ่ในระดับ “หล่อเลือกได้” (ในปี พ.ศ.2553 เขาปฏิเสธตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีของวงนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิก เพื่อที่จะมารับตำแหน่งที่วงชิคาโกนี้แทน) หากแต่ในความเป็นมนุษย์และหัวโขน “ผู้อำนวยการดนตรี” ที่เขาสวมอยู่ตลอด 13 ปี เขาแสดงความมีจิตใจอันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด นับแต่การเข้ารับตำแหน่งนี้ใหม่ๆ เขานำสมาชิกนักดนตรีในวงไปเยี่ยมเยาวชนในศูนย์ควบคุมตัวเยาวชนผู้ต้องขังกระทำความผิด เขานำสมาชิกนักดนตรีไปบรรเลงดนตรีให้กับเยาวชนเหล่านี้พบปะพูดคุย และแม้กระทั่งเชิญเยาวชนเหล่านี้บางคนที่ไม่รู้เรื่องดนตรีคลาสสิกเลยให้ไปเยี่ยมชมดูการฝึกซ้อมของวง เขากล่าวว่า “นี่เป็นงานอันยิ่งใหญ่ที่ควรกระทำ ไม่ใช่แค่เพียงที่ชิคาโก ถ้าหากเรายังต้องการเก็บรักษามรดกดนตรีชนิดนี้ไว้ เราต้องผูกติดยึดมั่นกับคนรุ่นใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา…ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องนำวงออร์เคสตราไปสู่ชุมชนและชาวเมืองต้องนำพาเขาออกไปนอกเขตพื้นที่ ของโรงแสดงคอนเสิร์ต กลับไปสู่ประชาชนในเมืองของเขา…” นี่จึงทำให้เขาส่งเสริมสนับสนุน “ฟรีคอนเสิร์ตกลางแจ้ง” สำหรับชาวเมืองชิคาโก อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีการริเริ่มสร้างสรรค์ของเขา ที่ถือเสมือนเป็นการทุบทำลายขนบจารีตในเชิงอนุรักษนิยมบางอย่าง นั่นก็คือ การเปิดโรงคอนเสิร์ตในช่วงการฝึกซ้อมวงซึ่งแต่ก่อน นี่คือพื้นที่สงวนอันเคร่งครัดที่ห้ามบุคคลภายนอกที่ไม่ยุ่งเกี่ยวเข้าไปในอาณาบริเวณเป็นอันขาด แต่ ริคคาร์โด มูติ ทลายกำแพงนี้เขาเปิดโรงคอนเสิร์ตในช่วงฝึกซ้อมให้เยาวชน, ผู้สนใจ, ผู้เรียนดนตรี, คนแก่ ผู้อาวุโสที่ไม่สะดวกในการมาชมคอนเสิร์ต ตลอดไปจนถึงผู้อุปถัมภ์และสื่อมวลชนให้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสเรียนรู้ ในบรรยากาศและ “ขั้นตอน” อันสำคัญในกระบวนการทางดนตรีนี้ได้ ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2562 ช่วงวิกฤต 7 สัปดาห์อันขมขื่น เมื่อนักดนตรีทั้งวงหยุดการแสดงขอปรับขึ้นค่าแรง มูติกระทำในสิ่งที่เขาไม่จำเป็นต้องกระทำ เขาไม่ไว้ตัว ไม่กลัวอาย เขาร่วมเคียงข้างเพื่อนนักดนตรีเดินขบวนประท้วงหน้าโรงคอนเสิร์ต “Orchestra Hall” อันเป็น “บ้าน” ของพวกเขา มูติเล่นบทยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคณะกรรมการบริหารวง เรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการให้กับนักดนตรี นี่เราคงจะไม่ได้เห็น “ผู้อำนวยการดนตรี” คนใดในโลกเสี่ยงทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อชนชั้นผู้น้อยใดๆ แบบนี้อีกแล้วกระมัง

คนเราบางทีก็อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่อยากได้ตำแหน่งใหญ่โตสารพัด เรื่องราวของ ริคคาร์โด มูติ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงคำว่า “พันธกิจ” และ “วิสัยทัศน์” ในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการดนตรี” ซึ่งต้องแบกรับมากกว่าเพียงการไปยืนบนเวทีอำนวยเพลงให้ผ่านๆ ไปในแต่ละคอนเสิร์ต มันคือการพัฒนาบริหารองค์กร, สร้างความสัมพันธ์อันดีและแน่นแฟ้นกับชุมชน ที่ริคคาร์โด มูติ แสดงให้เห็นในห้วงเวลา 13 ปีของเขา อย่างว่าแหละ บางทีคนเราก็อยากเป็นโน่น, อยากเป็นนี่ และก็หลงลืมกับยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้รับ จนลืม “ความเป็นคน” (Human Being) ไปอย่างน่าเสียดาย