จิตวิญญาณของเพลงในชุด 50 ปี 14 ตุลาฯ

23.07.23 | 12:13 น.
ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล ผู้ควบคุมวงแชมเบอร์ออร์เคสตรา

จิตวิญญาณของเพลงในชุด 50 ปี 14 ตุลาฯ

งานรำลึก “50 ปี 14 ตุลาฯ” ซึ่งมี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน มี หมอวิชัย โชควิวัฒน ประสาร มฤคพิทักษ์ และ พิภพ ธงไชย เป็นกรรมการ ได้ทาบทามวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา (70 ชีวิต) ไปแสดงเพื่อรำลึก “50 ปี 14 ตุลาฯ” ซึ่งตั้งเป้าว่าจะแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และมีวงปล่อยแก่หรือวงขับร้องเพลงประสานเสียงผู้สูงอายุ ประมาณ 100 คน ร่วมแสดงด้วย เพราะเชื่อว่าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นพื้นที่การแสดงดนตรีที่มีมาตรฐานระดับชาติ สามารถยกฐานะงานรำลึก “50 ปี 14 ตุลาฯ” เพื่อเป็นเกียรติและความภูมิใจของเพลงประจำชาติ ที่สะท้อนมาจากสติปัญญาและจิตวิญญาณของประชาชน

ก่อนที่จะถึงงานจริงในปลายปี คณะกรรมการจัดงานรำลึก “50 ปี 14 ตุลาฯ” ได้จัดงานแสดงภาพ 50 ปี 14 ตุลาฯ โดยมี 50 ศิลปินได้บริจาคภาพ เพื่อหารายได้ด้วยการแสดงภาพและขายภาพ “สีสันแห่งเดือนตุลา” ซึ่งจัดขึ้น ณ หอศิลป์ประสานมิตร ซอยสุขุมวิท 19 ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ไปจนถึง 30 สิงหาคม 2566 โดยรวบรวมภาพจากศิลปิน 50 คน รวม 101 ชิ้น เพื่อจะขายและมอบให้แก่มูลนิธิ 14 ตุลาฯ

ผมถูกชักชวนให้เอาวงดนตรีขนาดเล็กไปช่วยงานในวันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม 2566 งานเริ่มตั้งแต่ 16.00-20.00 น. ซึ่งมีพิธีการต่างๆ ส่วนวงออร์เคสตราจะบรรเลงเริ่มจาก 19.00-20.00 น. เป็นนักดนตรีเครื่องสาย 15 คน มีบทเพลงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานรำลึก “50 ปี 14 ตุลาฯ” โดยนำเพลงมาเรียบเรียงใหม่ บรรเลงโดยนักดนตรีที่มีประสบการณ์เล่นดนตรีแบบเพลงคลาสสิก ขับร้องโดยนักร้องที่ผ่านการฝึกร้องเพลงเพื่อเป็นนักร้องอาชีพ และทั้งหมดเป็นคนรุ่นใหม่ ทุกคนไม่ได้ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่อย่างใด

บทเพลงที่เลือกมาแสดง ประกอบด้วย แสงดาวแห่งศรัทธา ผลงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ ประพันธ์ขึ้นขณะที่ยังติดคุกอยู่ที่ลาดยาว ขับร้องโดย กมลพร หุ่นเจริญ นักร้องเสียงโอเปร่า เพลงทะเลชีวิต ผลงานจิตร ภูมิศักดิ์ ขับร้องโดย ศศินี อัศวเจษฎากุล นักร้องเสียงโซปราโนอีกคนหนึ่ง เปลี่ยนจากเสียงผู้ชายมาร้องด้วยเสียงผู้หญิง

Advertisement

สำหรับเพลงเมื่อฟ้าสีทอง เป็นบทกวีของวิสา คัญทัพ เมื่อครั้งที่ได้ทำงาน “30 ปี 14 ตุลาฯ” แสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2546 ผมได้นำบทกวีมาใส่ทำนองแล้วให้นักร้องผู้หญิงในเวลานั้น (เฟื่องลดา ประวัง) เป็นผู้ขับร้องและได้บันทึกเสียงไว้ ก็จะนำมาแสดงในครั้งนี้ด้วย แต่เปลี่ยนเสียงเป็นผู้ชาย โดยมอบให้ นพพร เพริศแพร้ว เป็นผู้ขับร้อง

“เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

เพลงชุดการะเกด โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นชื่อวงดนตรีไทยใช้ทำนองไทย แต่งเนื้อร้องใส่ใหม่ เล่นแบบเพลงสมัยนิยม วงการะเกดได้บันทึกเพลงเอาไว้หลายเพลง อาทิ การะเกด ชาวนาฮาเฮ คนทำนา ตากับยาย วัวกับควายที่ไม่ได้ไถนา จันทร์เจ้าขา หนทางแห่งหอยทาก เจ้านกกางเขน (นกบินหลา) เป็นต้น สำหรับเพลงการะเกดใช้ทำนองเพลงโบราณสมัยอยุธยา ขับร้องโดย นพพร เพริศแพร้ว เนื้อร้องใหม่เป็นเพลงที่แต่งขึ้น พ.ศ.2519 หลัง 6 ตุลาคม 2519 ส่วนเนื้อเพลงการะเกดดั้งเดิม เนื้อร้องมีอยู่ว่า

“เจ้าการะเกดเอย เจ้าขี่ม้าเทศจะไปท้ายวัง ชักกริชออกมาแกว่ง ว่าจะแทงฝรั่ง เมียห้ามก็ไม่ฟัง เจ้าการะเกดเอย”

เจ้าการะเกดเป็นหนุ่มขุนนางสยาม มียศสูงจึงสามารถมีม้าเทศขี่ได้ (ม้าเปอร์เซีย) ชอบปล้นสะดม มือถือกริช ซึ่งเป็นอาวุธของแขกเปอร์เซีย เมื่อคิดจะไปแทงฝรั่ง คะเนเอาว่าน่าจะเป็นราชทูตวิชาเยนทร์ ซึ่งเป็นตัวละครฝรั่งที่สำคัญและมีบทบาทสูงในสมัยอยุธยา อีกมุมหนึ่งทำให้รับรู้ว่าผู้คนในอยุธยาแบ่งออกเป็นขั้วๆ ต่างขั้วก็มีสมัครพรรคพวกและมีอำนาจของตัวเอง พวกแขกเปอร์เซียมีหน้าที่เป็นล่ามให้แก่พระเจ้าแผ่นดินสยาม เพื่อใช้ในการสื่อสารและสามารถค้าขายกับฝรั่งตะวันตกได้

ณัฐชยา ราชวงษ์ นักร้องเพลงนกสีเหลือง

วัฒนธรรมแขกเปอร์เซียมีอิทธิพลมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231) พ่อค้าชาวเปอร์เซียมีตำแหน่งสูงในราชสำนักสยามและได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการแต่งกายของชนชั้นสูง มีเสื้อผ้าฉลองพระองค์ครุย เสื้อคลุมยาว กางเกงขายาว เสื้อชั้นใน มีหมวกแหลม (แปลงจากผ้าโพกหัวเป็นชฎา) ฉลองพระบาทเชิงงอน มีถุงเท้ารองเท้า นำเข้ามาจากเปอร์เซีย ทั้งหมดตีความและลากเข้าความจากเพลงการะเกด

เพลงนกสีเหลือง ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดย วินัย อุกฤษณ์ ขับร้องโดย ณัฐชยา ราชวงษ์ เพื่อไว้อาลัยวีรชนและเชิดชูจิตวิญญาณประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ผู้แต่งเพลงล้มป่วยลง แล้วกลับไปพักฟื้นที่บ้านเกิดที่จังหวัดกระบี่ เพลงนกสีเหลือง นำออกแสดงครั้งแรกในงานรำลึก 1 ปี 14 ตุลาคม 2516 โดยแสดงที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีวงคาราวานเป็นผู้นำเสนอ

เพลงหนุ่มสาวเสรี ผลงานของสุจิตต์ วงษ์เทศ “มือเปล่า ตีนเปล่า ก้าวหน้า ยอมให้เข่นฆ่า ไปเป็นผี… ตายเพื่อสร้าง เอ๋ยตายเพื่อสร้างเสรี” เป็นเพลงที่สร้างอารมณ์ได้อย่างฮึกเหิมมาก ฮึกเหิมแบบไทยๆ ใช้หน้าทับของเพลงกราวนอก ขับร้องโดย นพพร เพริศแพร้ว

นพพร เพริศแพร้ว นักร้องเพลงเมื่อฟ้าสีทอง

เพลงเดือนหงายกลางป่า ผลงานของ รังสิต จงฌานสิทโธ (ป่อง ต้นกล้า) แต่งขึ้นเมื่อครั้งที่อยู่ในป่าเขตจังหวัดน่าน พ.ศ.2522 คุณป่อง ต้นกล้า เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2566 เป็นศิษย์สีซอของครูประเวช กุมุท (พ.ศ.2466-2542) ครูประเวชสอนดนตรีไทยอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ป่องรู้จักเพลงไทยและได้เพลงไทยไว้มาก สำหรับบทเพลงเดือนหงายกลางป่าเป็นเพลงทำนองเก่าสมัยอยุธยา ปรากฏชื่ออยู่ในวรรณคดี มีด้วยกัน 4 ทำนอง คือ “น้ำลอดใต้ทราย เดือนหงายกลางป่า วิเวกเวหา สาลิกาชมเดือน” เป็นทำนองหาฟังได้ยาก เพราะครูที่ได้เพลงตายไปหมด สำหรับเพลงเดือนหงายกลางป่า ขับร้องโดย ศศินี อัศวเจษฎากุล

เพลงเดือนเพ็ญ เดิมชื่อเพลงคิดถึงบ้าน ผลงานของ อัศนี พลจันทร์ (นายผี) ใช้ทำนองเพลงไทยเดิมชื่อ “พม่าเห่” เมื่อคนรุ่นต่อๆ มานำไปบันทึกเสียงแล้วเปลี่ยนชื่อเพลงจาก “คิดถึงบ้าน” เป็น “เดือนเพ็ญ” เพราะเนื้อร้องวรรคแรกใช้คำว่า “เดือนเพ็ญ” เนื้อเพลงในบางคำก็ผิดเพี้ยนไปจากฉบับเดิม “เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม” อัศนี พลจันทร์ (พ.ศ.2461-2530) รับราชการเป็นอัยการที่ปัตตานี ถูกย้ายไปหลายพื้นที่ เพราะเป็นคนตรงๆ จึงถูกกลั่นแกล้ง ถูกย้ายไปเมืองต่างๆ อยุธยา สระบุรี กระทั่งลาออกจากราชการ เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต้องออกนอกประเทศ ได้แต่งเพลงคิดถึงบ้านเพราะอยากกลับบ้าน สุดท้ายเสียชีวิตในประเทศลาว เพลงเดือนเพ็ญครั้งนี้ขับร้องโดย กมลพร หุ่นเจริญ

เพลงดอกไม้ให้คุณ เดิมเป็นทำนองเพลงของญี่ปุ่น (Hana) ประพันธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2523 โดย โชกิชิ กินะ ชาวเมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ใน พ.ศ.2527 วงคาราวานได้ไปแสดงร่วมกับเจ้าของเพลงในงานเทศกาลดนตรีที่ญี่ปุ่น โดยสุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน) ได้ใส่เนื้อร้องภาษาไทยลงไป บันทึกเสียงเมื่อ พ.ศ.2528 ทำให้เพลงดอกไม้ให้คุณแพร่หลายในเมืองไทย ครั้งนี้ขับร้องโดย กมลพร หุ่นเจริญ

กมลพร หุ่นเจริญ ร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา

ความจริงแล้ว เพลงดอกไม้ให้คุณ ไม่เกี่ยวอะไรกับเพลง “50 ปี 14 ตุลาฯ” แต่เมื่อวงคาราวาน โดยสุรชัย จันทิมาธร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของงาน ได้นำมาบรรเลงและขับร้องเป็นที่แพร่หลาย บทเพลงก็มีความไพเราะและมีความหมายที่อบอุ่น จึงนำมาเสนอในงานแสดงครั้งนี้ด้วย

เจ้านกกางเขน เป็นเพลงที่อยู่ในชุดการะเกด อำนวยการโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ทำนองเพลงนกเขามะราปี ซึ่งเป็นทำนองเพลงรองเง็งยอดนิยม นำมาใส่ทำนองไว้หลายๆ เพลงด้วยกัน อาทิ บินหลา สังกะอู้ บูบู ปักษ์ใต้บ้านเรา บินหลาบอง เสน่ห์ยะลา เป็นต้น เพลงเจ้านกกางเขน ขับร้องโดย ณัฐชยา ราชวงษ์

เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ ผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์ เมื่อครั้งก่อนครบวาระ “30 ปี 14 ตุลาฯ” พ.ศ.2546 ได้มอบหมายให้วงเยาวชนเล่น คราวนี้ให้ ศศินี อัศวเจษฎากุล เป็นคนขับร้อง เพลงดอกไม้จะบาน ผลงานของ จิระนันท์ พิตรปรีชา เพลงนี้นักศึกษาหลายๆ มหาวิทยาลัยใช้เป็นเพลงสำหรับรับน้องใหม่ เพื่อเตือนสติเตือนใจให้นักศึกษาทุกคนคำนึงถึงบทบาทหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชน เพลงนี้ขับร้องโดย ณัฐชยา ราชวงษ์

เพลงในชุด “50 ปี 14 ตุลาฯ” ที่เลือกมาแสดงครั้งนี้ เพื่อนำเสนอจิตวิญญาณเพลงของนักต่อสู้ทั้งหลาย เมื่อครั้งที่จัดงานครบวาระ “30 ปี 14 ตุลาฯ” พ.ศ.2546 นั้น มีคำขวัญที่เป็นจุดยืนเขียนไว้ว่า “สายลมเปลี่ยนทิศ แต่ดวงจิตไม่เคยเปลี่ยนเลย” แต่สำหรับวาระ “50 ปี 14 ตุลาฯ” ครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะมีคำขวัญเขียนอย่างไร แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ “เมื่อสายลมเปลี่ยนทิศ ทุกดวงจิตก็เปลี่ยนไป” ส่วนใหญ่หัวใจเก่าแล้ว เคยมีจุดยืน แต่ตอนนี้ก็มีจุดนั่ง จุดนอน และมีจุดหมอบด้วย

ขึ้นชื่อว่าเพลงเพื่อชีวิตในยุคแรกๆ นั้น ได้นำเสนอจิตวิญญาณและปรัชญาของการต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นปกครองในสังคม การต่อสู้เพื่อความเสมอภาค ดิ้นรนค้นหาความยุติธรรม ระบายความทุกข์ยาก ต่อสู้เพื่อขจัดความจน เป็นต้น เพลงเพื่อชีวิตได้สะท้อนความจริงใจและความศรัทธาในการต่อสู้

ศศินี อัศวเจษฎากุล ร้องเพลงทะเลชีวิต

วันเวลาผ่านไป เพลงเพื่อชีวิตถูกนำเสนอให้เป็น “สินค้า” ส่วนหนึ่งขายความดิบถ่อยเถื่อน ซึ่งเนื้อหายังสะท้อนเรื่องราวของชีวิตของคนยาก ทำให้เพลงเพื่อชีวิตกลายเป็นสินค้าที่ขายดี นักเลงเพลงชีวิตกลายเป็นฤๅษี เป็นดารา เป็นบุคคลต้นแบบ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ และกลายเป็นตำนาน

วันนี้เพลงเพื่อชีวิตก็ยังโหยหาจิตวิญญาณที่แท้จริงว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตของใคร แน่นอนเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ อัศนี พลจันทร์ สุจิตต์ วงษ์เทศ วินัย อุกฤษณ์ หรือรังสิต จงฌานสิทโธ กลายเป็นเพลงอมตะที่นำทางจิตวิญญาณประชาธิปไตยไปแล้ว การแสดงครั้งนี้จึงขอเสนอบทเพลงในด้านความเป็นคลาสสิก เป็นความไพเราะและงดงามของบทเพลง นำนักดนตรีและนักร้องคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูง สามารถถ่ายทอดอารมณ์อีกแบบหนึ่ง ควบคุมการบรรเลงโดย ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล

สำหรับการแสดงดนตรีประกอบรายการ “สีสันแห่งเดือนตุลา” จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม 2566 ที่หอนิทรรศการ (G 23) ชั้น 2 อาคารนวัตกรรม (ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร สุขุมวิท 19 เวลา 19.00 น. เชิญชมงานแสดงวงแชมเบอร์ออร์เคสตรา (Chamber Orchestra) จะนำเสนอความไพเราะของเพลงเพื่อชีวิตในอีกมิติหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากที่เคยมีมาก่อนแล้ว