การเมืองไทยในรัฐสภาร้อนแรงยิ่ง เมื่อ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา วันโหวตนายกฯรอบ 2 ที่สุดท้ายไม่ได้โหวต
ในวันเดียวกัน ณ ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง ก็ร้อนแรงในประเด็นหลากหลายที่เป็นความเดือดร้อนของชาวกรุง
ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 3) ประจำปีพุทธศักราช 2566 มากมายด้วยประเด็นน่าสนใจในเหตุบ้าน ที่ไม่อาจแยกจากการเมืองภาพใหญ่
ขุดแล้วไปไหน? บางกอกใหญ่คาใจ
‘ดิน’ จากโปรเจ็กต์รถไฟฟ้า
เปิดด้วยกระทู้ถามสด จาก วิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ ที่สงสัยเรื่องการนำดินจากการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ไปใช้ประโยชน์
“กระทู้ถามสดในวันนี้ขอให้เป็นบรรทัดฐานกับรถไฟฟ้าทุกสาย เพราะเป็นประโยชน์ที่ กทม.ต้องปกป้อง และปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายสาย ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายด้าน ทั้งเรื่องการจราจรและสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) โดยเป็นการผสมโครงสร้างทั้งใต้ดินและยกระดับ ระยะทางรวม 23.63 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งใต้ดิน 14.29 กิโลเมตร และโครงสร้างทางวิ่งยกระดับ 9.34 กิโลเมตร โดยโครงการนี้จะมีดินจากการขุดเจาะจำนวนมาก และถือว่าเป็นทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร จึงขอสอบถามว่ากรุงเทพมหานครมีการคิดคำนวณจำนวนดินที่ขุดเจาะหรือไม่ รวมถึงมีแผนที่จะนำดินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อย่างไร และขณะนี้โครงการได้ดำเนินการไปกว่า 20-30% ได้นำดินไปใช้ประโยชน์ในจุดใดบ้าง” สก.บางกอกใหญ่ยิงคำถาม
ด้าน วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลุกตอบว่า กรุงเทพมหานครได้มีการคำนวณปริมาณดินจากโครงการก่อสร้างของ รฟม. โดยให้ รฟม.สำรวจปริมาณดินที่จะต้องขุดและแจ้งต่อสำนักการโยธา ซึ่งจากการตรวจสอบโดยสำนักการโยธา พบว่าจะมีปริมาณดินจากการขุด จำนวนกว่า 1.25 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นดินปนเปื้อน จำนวน 1.015 ล้านลูกบาศก์เมตร จากนั้นสำนักการโยธาได้แจ้งให้หน่วยงานในสังกัดแจ้งความประสงค์ที่จะนำดินดังกล่าวไปใช้ และอีกส่วนหนึ่งได้จำหน่ายให้กับบริษัทผู้รับจ้างของ รฟม. โดยใช้วิธีเจาะจง ในอัตราที่เหมาะสม โดยเป็นวิธีการที่ใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนความต้องการใช้ดินของหน่วยงานในสังกัดยังไม่มีหน่วยงานใดแจ้งความประสงค์ขอใช้มา จึงเป็นการจำหน่ายให้กับบริษัทเท่านั้น
เอาไง? ‘ไฟแดง’ ห้วยขวางเบิ้มบังทางเดินเท้า
รองผู้ว่าฯสั่งย้ายเสา-กวดขันจราจร
ต่อมา ประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล ส.ก.เขตห้วยขวาง ทวงถามการแก้ปัญหาเสาควบคุมสัญญาณจราจรกีดขวางทางสัญจร ช่วงถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ เนื่องจากเสามีขนาดใหญ่ ซึ่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่เมื่อครั้งสัญจรเขตห้วยขวาง และมีความเห็นว่าสมควรให้ปรับเปลี่ยนขนาดเสาให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของประชาชน จึงขอสอบถามถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
รองผู้ว่าฯวิศณุคนเดิม ลุกตอบว่า ได้สั่งการให้สำนักการจราจรและขนส่งลงพื้นที่ดำเนินการสำรวจหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว จากการศึกษาของสำนักการจราจรและขนส่ง สรุปได้ว่าจะทำการปรับลดช่องจราจรในถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ตั้งแต่แยกประชาราษฎร์บำเพ็ญจนถึงแยกห้วยขวาง จาก 3 ช่องจราจรที่แคบ เป็น 2 ช่องจราจร เพื่อขยายช่องการจราจรให้กว้างขึ้น รถจักรยานยนต์และรถยนต์จะสามารถใช้ช่องจราจรร่วมกันได้ รวมถึงรถที่จะเลี้ยวออกจากแยกดังกล่าวก็จะสะดวกขึ้น ไม่กีดขวางรถทางตรง และจะย้ายเสาควบคุมสัญญาณจราจรออก และให้เน้นการกวดขันการจราจรให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในการประสานกับ สน.พื้นที่ ก่อนที่จะดำเนินการปรับลดช่องจราจรต่อไป
เยียวยาไม่พอ! ขอแบบ ‘ยั่งยืน’
ส.ก.ยานนาวา ยื่นพิจารณาช่วยผู้ประสบอัคคีภัย
อีกประเด็นที่ทิ้งไม่ได้คือการเยียวยาผู้ประสบภัย ซึ่ง พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา ที่เสนอญัตติขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาแนวทางการเยียวยาผู้ประสบเหตุอัคคีภัยในชุมชนอย่างยั่งยืน เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีชุมชน จำนวน 2,010 ชุมชน เป็นชุมชนแออัด จำนวน 636 ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 30 มีสภาพเป็นอาคารบ้านไม้ที่ทรุดโทรม เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยที่รุนแรง ยากต่อการควบคุมเพลิงที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะมีระเบียบ
“กรุงเทพมหานครว่าด้วยการสงเคราะห์ผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ.2536 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ.2564 แต่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์และอัตราของระเบียบดังกล่าวยังไม่เพียงพอและไม่ยั่งยืน เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตด้านความมั่นคงต่อผู้อยู่อาศัยในชุมชน เนื่องจากส่วนมากมีอัตรารายรับต่ำกว่าเส้นความยากจน ไม่มีความพร้อมรับความเสี่ยงภัยใดๆ” ส.ก.ยานนาวากล่าว
ประเด็นนี้ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. ตอบว่า ในส่วนของความช่วยเหลือ การเยียวยาเป็นระเบียบที่ค่อนข้างเก่า คือเป็นระเบียบที่เฉพาะเจาะจงกับอัคคีภัย ซึ่งอัตราต่ำมาก บางอัตราต่ำกว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอัตราไม่เหมาะกับสภาพความเป็นจริง อีกทั้งในบางกรณีการเบิกจ่ายนั้นใช้ข้ามสาธารณภัยไม่ได้ กรณีภัยน้ำท่วมกลับไม่สามารถใช้ระเบียบเยียวยาของอัคคีภัยได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้สั่งการให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานกฎหมายและคดีร่วมกันยกร่างข้อบัญญัติเรื่องเงินสงเคราะห์ทั้งหมด ขณะนี้ได้มีร่างขึ้นมาแล้ว จะมีการปรับทั้งอัตราและการจ่าย ในเดือนสิงหาคม 2566 คณะทำงานยกร่างจะปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำเสนอต่อไป ปกติแล้วเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นอัตราค่าชดเชยเป็นการทำโดยระเบียบของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอัตราที่ต่ำมาก ขณะนี้กำลังอยู่ในข้อบัญญัติที่ขอปรับ เรื่องค่าซ่อมบ้านโดยปกติจะอ้างถึงระเบียบกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกองทุน หลังละ 49,000 บาท ความช่วยเหลือจากมูลนิธิส่วนใหญ่จะเป็นการพักพิงชั่วคราวซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น
“สำหรับการช่วยเหลือในระยะยาวคือการร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และสำนักงานทรัพย์สินฯ ในการหาพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่มีความเสียหาย ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้ว เมื่อแล้วเสร็จประชาชนกว่า 70 ครัวเรือนจะสามารถอยู่อาศัยได้ กรณีการจัดทำแบบนี้เห็นด้วยและยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าทางสภากรุงเทพมหานครจะช่วยผลักดันและศึกษาในเรื่องนี้ เพราะโดยปกติจะมี 2 ลักษณะ คือกองทุนภัยพิบัติและการประกัน ทั้ง 2 อย่างนี้จะมีลักษณะการใช้เงินที่แตกต่างกันแต่จะตั้งอยู่บนการทำค่าความเสี่ยง ซึ่งขณะนี้กรุงเทพมหานครทำแผนที่ความเสี่ยงเบื้องต้นโดยเฉพาะเรื่องอัคคีภัยเสร็จสิ้นแล้ว รอนำเข้าข้อมูลความเปราะบาง ลักษณะของมาตรฐาน ทรัพยากรในการตอบสนองต่อสถานการณ์ ท้ายนี้กรุงเทพมหานครกำลังร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และเครือข่ายอาชีวะเทคนิค ในการปูพรมตรวจเบื้องต้นสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟฟ้าและสภาพความเสี่ยงจากอาคารบ้านเรือนที่อาจมีเขม่าควันน้ำมันอยู่ในพื้นที่เสี่ยง 451 ชุมชนในเบื้องต้น และครอบคลุม 2,017 ชุมชนในระยะต่อไป” รองผู้ว่าฯทวิดาตอบ
ญัตติด่วน! จี้จัดแผนเผชิญเหตุ
ช่วยผู้ประสบภัยในรถไฟฟ้าโมโนเรล
จากนั้น พีรพล กนกวลัย ส.ก.เขตพญาไท ยื่นญัตติด่วนเรื่องขอให้กรุงเทพมหานครจัดทำแผนเผชิญเหตุและแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในรถไฟฟ้าโมโนเรล หรือรถไฟฟ้ารางเดี่ยว
“เนื่องจากในปัจจุบันกรุงเทพฯมีรถไฟฟ้ารางเดี่ยวเกิดขึ้น 2 สาย คือสายสีเหลืองและสายสีชมพู ซึ่งเมื่อเกิดเหตุขึ้นกรุงเทพมหานครไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ถึงแม้ว่าจะเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่นก็ตาม จึงอยากให้กรุงเทพมหานครโดยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการจัดทำแผนช่วยเหลือผู้ประสบเหตุภายในรถโมโนเรล เช่น การช่วยเหลือประชาชน การดำเนินการของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากการเดินรถของโมโนเรลนั้นไม่มีทางเดินระหว่างเส้นทางแต่ละสถานี ผู้ประสบเหตุจึงไม่สามารถออกจากตัวรถได้ระหว่างเดินทาง และเป็นสิ่งที่อันตรายมากเนื่องจากรางมีความสูงจากพื้นถนนเทียบเท่าตึก 3-4 ชั้น ดังนั้น หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานครต้องมีความพร้อมเทียบเท่าในต่างประเทศ โดยต้องมีการฝึกการเผชิญเหตุอย่างเข้มข้น” ส.ก.พญาไทกล่าว โดยมี ส.ก.อีกหลายรายร่วมสนับสนุน

ประเด็นนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ลุกตอบเองว่า เนื่องจากรถในรูปแบบดังกล่าวไม่มีทางลงจากรถได้ระหว่างสถานี เนื่องจากเป็นรางเดี่ยว ไม่เหมือนรถไฟฟ้าทั่วไปที่มี 2 ราง เมื่อเกิดเหตุคนยังสามารถเดินอีก 1 รางได้ โดยแต่ก่อนนั้นการกู้ภัยของรถโมโนเรลต้องใช้รถกระเช้าขึ้นไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ในปัจจุบันนี้รถโมโนเรลได้เตรียมพร้อมช่องทางสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยไว้ตรงกลางระหว่างราง ซึ่งเป็นเหล็กอยู่ตรงกลางราง สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยลงมาได้ และกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น จึงอยากแจ้งให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก
“ขณะนี้กรุงเทพมหานครกำลังจัดทำแผนดำเนินการช่วยเหลือและกู้ภัยผู้ที่มีความเสี่ยงจากการเดินทางรูปแบบต่างๆ รวมถึงภัยจากโรงกลั่นน้ำมัน ท่าอากาศยาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังรวมถึงการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ และบุคลากรให้มีความพร้อมอีกด้วย” ชัชชาติกล่าว
ลาดกระบัง เสนอตั้งกรรมการวิสามัญ
แก้ท่วม-ระบายน้ำพื้นที่เสี่ยง
ด้าน ดร.จอห์น สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง เสนอญัตติขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่เฝ้าระวังและพื้นที่ชายขอบของกรุงเทพมหานคร เช่น การลอกท่อระบายน้ำ การลอกคูคลอง การเก็บผักตบชวาในคลอง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำในสถานีสูบน้ำให้ขีดความสามารถเพิ่มขึ้น การระบายน้ำผ่านทางอุโมงค์ระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ เพื่อให้คนในสังคมรับรู้และช่วยกันป้องกันแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง ลดความรุนแรงของน้ำท่วมขังในเมืองลง หรือการเตรียมรับมือเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมขังในพื้นที่อยู่อาศัย ทั้งยังสามารถนำงบประมาณมาดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครอย่างเหมาะสมตามความจำเป็นเร่งด่วน อีกทั้งการบริหารจัดการน้ำผ่านคลองระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังมีหลายเขตที่ไม่เคยมีการศึกษาแผนผังระบบท่อระบายน้ำ จึงขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญดังกล่าว
ญัตตินี้ เหล่า ส.ก.ร่วมหนุนคับคั่งเช่นกัน
ผู้ว่าฯชัชชาติกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากเรื่องน้ำท่วมเป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพมหานคร และมีผลในเรื่องการกำหนดงบประมาณโครงการต่างๆ หากเรามีคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำนี้ จะทำให้สภากรุงเทพมหานครและฝ่ายบริหารเข้าใจเรื่องเทคนิคและการระบายน้ำตรงกัน จะสามารถจัดลำดับความสำคัญได้เป็นอย่างดี เช่น การทำถนนในเขตตะวันออกว่าควรมีท่อระบายน้ำหรือไม่ หากมีข้อสรุปที่ชัดเจนเชื่อว่าจะทำให้การจัดทำงบประมาณมีความชัดเจนมากขึ้น ในส่วนการศึกษาเรื่องการป้องกันน้ำท่วมในเขตตะวันออกได้มีการบรรจุโครงการศึกษาไว้ในงบประมาณ 2567 แล้ว และคณะกรรมการวิสามัญชุดนี้อาจช่วยในเรื่องการกำกับดูแลการศึกษานี้ด้วย
สรุปว่าที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญ จำนวน 17 ท่าน กำหนดระยะเวลาการพิจารณา 90 วัน
ราชเทวีจี้สอบสารพัดป้ายบนฟุตปาธ
อีกประเด็น แม้ไม่ด่วนแต่มีปัญหามายาวนาน นั่นคือ ป้ายจราจรและป้ายอื่นบนทางเท้า ซึ่ง เอกกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี ได้เสนอญัตติขอให้กรุงเทพมหานครปรับปรุงรูปแบบและตรวจสอบเพื่อยกระดับคุณภาพทางเท้าให้มีประสิทธิภาพ
“ปัจจุบันบนทางเท้ามีสิ่งกีดขวางจำนวนมากและคุณภาพทางเท้าไม่ได้มาตรฐาน เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานทางเท้าของประชาชน โดยสิ่งกีดขวางหนึ่งที่พบบ่อยคือป้ายจราจรและป้ายอื่นๆ ที่มักติดตั้งในลักษณะ 1 เสา 1 ป้ายบางพื้นที่บริเวณเดียวกันมีการติดตั้งป้ายเรียงรายกันมากกว่า 10 ป้าย ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้สัญจรผ่านไม่สามารถอ่านได้ทัน บางป้ายมีความหมายเดียวกันแตกต่างกันที่เป็นรูปแบบเก่ากับรูปแบบใหม่ ทำให้ป้ายเหล่านี้ใช้พื้นที่บนทางเท้ามาก กีดขวางทางสัญจร และสิ้นเปลืองงบประมาณ ดังนั้น กรุงเทพมหานครควรจัดทำแผนแม่บทการปฏิบัติงานในการติดตั้งป้ายจราจรและป้ายอื่นๆ บนทางเท้าควบคู่ไปกับแผนการปรับปรุงทางเท้า ขอให้สำนักการจราจรและขนส่งรวบรวมป้ายจราจรทั้งหมดเป็นเสาเดียวกัน เพื่อความสะอาด สวยงาม เป็นระเบียบ และเหลือทางเดินเท้าให้ประชาชนได้มากยิ่งขึ้นอย่างป้ายจราจรในประเทศญี่ปุ่น” ส.ก.ราชเทวีกล่าว
ประเด็นนี้ ผู้ว่าฯชัชชาติรับเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแก้ไข ทั้งในส่วนของป้ายและสิ่งกีดขวางต่างๆ รวมถึงการสำรวจตู้โทรศัพท์เก่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว ป้ายที่ผิดกฎหมาย ตู้โทรศัพท์สาธารณะที่หลายหน่วยงานมาใช้พื้นที่ของ กทม.
โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จรวดเร็วที่สุด

