ถือผี เคร่งพุทธ เคารพกฎหมาย (พหุ) วัฒนธรรม ‘ไทลื้อ’ ร่วมสมัย เสน่ห์พะเยาที่ไม่ใช่แค่ ‘ทางผ่าน’
“เทศกาลไทลื้อเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ได้รับการยอมรับและจะได้รับการแพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะในท้องถิ่นหรือในประเทศ แต่จะถูกเผยแพร่ไปยังนานาชาติ ให้เขาได้มาเที่ยวชมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของที่นี่ เชื่อเหลือเกินว่าจังหวัดพะเยาจะเป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมา จะไม่ใช่แค่จังหวัดทางผ่านอีกต่อไป” คือถ้อยแถลงของ ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้เดินทางมาเปิดงานเทศกาลไทลื้อ ‘โฮ่มฮีตโตยฮอย ร้อยใจไทลื้อ’ ประจำปีพุทธศักราช 2566 เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จังหวัดพะเยา ณ วัดพระธาตุสบแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวไทลื้อและชาวล้านนาให้คงอยู่สืบไป

โดยงานนี้ได้รับความร่วมมือจากคนหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ 7 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย น่าน แพร่ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา เพื่อเผยแพร่สืบสานความเป็นไทลื้อ สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข รวมไปถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างหนาแน่น และสามารถนำต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งคุณภาพและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมต่อยอดเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว
ย้อนถิ่นเก่าจาก ‘คำบอกเล่า’ ไทลื้อ
จรัส สมฤทธิ์ วัย 69 ปี ผู้สื่อความหมายของชุมชน อีกทั้งยังเป็นผู้เดินหน้ารณรงค์เกี่ยวกับงานวัฒนธรรมและศิลปะการแสดง เริ่มย้อนรากเหง้าของชาวไทลื้อให้ฟังว่า เริ่มต้นที่มณฑลยูนนาน จีนตอนใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของจีน ทว่าในอดีตนั้นมีสถานะเป็นถึงราชอาณาจักร ปกครองด้วยระบบจารีต เมื่อถึงยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ในรัชสมัยที่ 23 ของพระเจ้าอิ่มเมือง ได้เปลี่ยนระบบการปกครองเป็นสิบสองปันนา คล้ายว่าเป็นหัวเมือง เพราะเมืองเริ่มขยาย ก็เป็น 12 หัวเมือง มีแม่น้ำโขงผ่าตรงกลาง เขาเรียกว่า 5 เมืองฝั่งซ้าย 6 เมืองฝ่ายขวา หากรวมเชียงรุ่งด้วยก็เป็น 12

“เราเป็นอาณาจักรเล็กๆ ใต้ความควบคุมของจีนและพม่า ตอนนั้นพม่าเรืองอำนาจในสมัยผู้ชนะสิบทิศ ได้รบเข้าไปถึงสิบสองปันนาและส่วนหนึ่งจีนก็ควบคุมอยู่ เราต้องส่งส่วยให้ทั้ง 2 เมือง โดยไทลื้อเรียกจีนว่าฮ่อ เรียกพม่าว่าม่าน ก็จะต้องส่งส่วยให้ทุกปี ต่อจากนั้นมาเริ่มมีปัญหา เพราะเมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์ รัชทายาทจะครอง ทางฮ่อสนับสนุนคนของตัวเองขึ้น ขณะเดียวกันทางพม่าก็สนับสนุนคนของตัวขึ้นเพื่อความสะดวกในการทำอะไรต่างๆ ทำให้สิบสองปันนาล่ม เพราะเอาแต่แย่งชิงกัน”
จรัส ชูสามนิ้วขึ้นตรงหน้า พร้อมเอ่ยว่า คนจะแย่งชิงความเป็นใหญ่ เป็นเพราะ 3 อย่าง อำนาจ เงินตรา และนารี ทำให้พี่น้องฆ่ากัน หลังจากนั้นแทนที่ลื้อจะรบเพื่อขยายขอบเขตเมือง ก็แย่งชิงอำนาจกันเองจนวุ่นวาย อาณาประชาราษฎร์ก็อยู่ไม่เป็นสุข บ้านเมืองวอดวาย ภาษาลื้อคือ ‘บ้านลุบ้านลือเมืองวาย’ จึงเกิดการอพยพย้ายถิ่น
โดยเมื่อ พ.ศ.2348 ชาวลื้อเดินทางมาที่บ้านหงาว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เห็นว่าทำเลแถวนั้นคล้ายทุ่งของ สิบสองปันนา จึงได้ขอพระเจ้าน่านว่าอยู่ตรงนี้ได้ไหม ซึ่งพระเจ้าน่านก็ตอบตกลงจึงได้ไปอยู่ อีก 7 ปีต่อมาก็ไปกวาดต้อนคนอีกหน แต่ได้ผู้คนมาน้อย จึงเอามาผนวกเข้าด้วยกัน

“พระเจ้าน่านตรัสว่าบริเวณนั้นไกลหูไกลตา อยากจะให้ชิดเข้าไปในเมืองน่าน เลยให้ไปอยู่ที่อำเภอเชียงม่วน ซึ่งเป็นเขตของพะเยาที่อยู่ติดกับน่าน อยู่บ้านหงาวได้ 7 ปี อยู่เชียงม่วนได้ 15 ปี ทีนี้เวลาไทลื้อเดินทางต้องผ่านอำเภอเชียงคำ ได้เห็นแม่น้ำหลายสาย ทั้งแม่น้ำลาว แม่น้ำยวน แม่น้ำแวน เป็นที่ราบลุ่ม ทำเลดี และคนเมื่อก่อนเขามีภูมิปัญญา เจาะดินแล้วเอาดูพบความสมบูรณ์ ไปอยู่ที่เชียงม่วนแร้นแค้น เลยไปกราบขอพระเจ้าน่านว่าขอมาอยู่เชียงคำได้ไหม พระองค์ก็ทรงอนุญาต”
“ลื้อมีความสามารถ คือเก่งด้านการเกษตรกรรม พอมาถึงก็สร้างฝายใหญ่ที่บ้านฝายกวาง ซึ่งเป็นฝายที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอเชียงคำ เอาน้ำมาเลี้ยงท้องทุ่งแถวนี้ และอยู่กันมาจนปัจจุบัน เวลาย้ายก็มักเอาชื่อเมืองเดิมมาตั้ง อย่างเราอพยพมาจากเมืองหย่วน ก็มาตั้งบ้านหย่วน เพื่อพี่น้องที่ตามมาทีหลังจะได้ตามมาถูก”
โบราณนับถือผี เดี๋ยวนี้ไปไหนก็สร้างวัด
จรัส ยังให้แง่มุมเกี่ยวกับชาวไทลื้อว่า ชาวไทลื้อมั่นคงอยู่ในพุทธศาสนา ไปไหนก็ต้องสร้างวัด การเกิด การเป็น การตาย ต้องอาศัย พระสงฆ์อยู่ตลอด ถ้ายังสร้างวัดถาวรไม่ได้ ก็จะสร้างแบบ ‘ผามควาย’ คือสร้างด้วยไม้ไผ่ที่เป็นไม้ชั่วคราวไปก่อน เพราะวัดคือความจำเป็น อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งพุทธศาสนายังเผยแผ่เข้ามาไม่ถึง ลื้อนับถือผี
“ถ้าเราจะสืบประวัติบ้านของไทลื้อก็ไม่ยาก หากจำ พ.ศ.ไม่ได้ ให้ไปถามเจ้าอาวาสว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.เท่าไหร่ เพราะมันจะไปด้วยกัน วัฒนธรรมในการทำบุญเหนียวแน่น แต่เดิมทีนั้น ชาวไทลื้อโบราณ ศาสนาพุทธยังเข้าไปไม่ถึง ลื้อนับถือผี คือ ผีเรือน ผีวัด ผีบ้าน และผีเมือง

ต่อมา รับพุทธศาสนาจากล้านนาเข้ามา เข้าไปทางเชียงตุง สิบสองปันนา พอรับศาสนาเข้าไปแล้วแทนที่จะเอาพระสงฆ์องคเจ้าไปขับไล่ผี ปรากฏว่าเอาผีมาดูแลวัด ก็เป็นผีวัด เป็น 5 ท้าว หากเป็นคนไทยในปัจจุบันจะไปตรงกับท้าวเวสสุวรรณ คอยดูแลรักษาวัด
ส่วนผีบ้าน คอยมาดูแลใจบ้าน ซึ่งจะตั้งอยู่หน้าวัด สำหรับผีเมืองจะรวมกัน คือถ้ามาจากเมืองหย่วน อยู่ที่ไหนๆ ก็ต้องนับถือสิ่งเดียวกัน คือเทวดาเมืองหย่วน เวลาอพยพไปไหน ก็ไปเชิญมา เวลาอพยพมานอนตรงนี้ปุ๊บ ก็เอาไปไว้ที่ต้นไม้ก่อน พอจะไปก็ค่อยเชิญจนถึงบ้านเรา จากนั้นจึงหาสถานที่เหมาะสมให้ท่านอยู่ เป็นเรื่องของจิตใจ
ตอนนี้ผีเรือนเริ่มไม่มีแล้ว ส่วนใหญ่จะกลายเป็นหิ้งพระไป แต่ผีวัด ผีบ้านยังมี เราเหนียวแน่นทางพุทธศาสนาอย่างดีเยี่ยม ลื้อเราถือเคร่ง เมื่อก่อนจะไม่ขับถ่ายในวัดเลย จากความศรัทธาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์”

ไม่เพียงเท่านั้น จรัสยังชูจุดเด่นของไทลื้อว่า ลื้อคือเป็นคนรักสะอาด ขยัน และจะทำเรื่องผิดกฎหมายน้อย ฝ่ายปกครองเขาก็จะบอกว่าถ้าชุมชนไหน บ้านไหน เมืองไหนมีคนไทลื้อเยอะ คดีความจะน้อย ในปัจจุบันก็เช่นกัน คนที่จะมารับราชการที่นี่เวลาหาบ้านเช่า เขาก็จะมาที่ชุมชนไทลื้อ พวกกางเกงยีนส์ตัวละ 2,000-3,000 บาท ตากไว้ก็ไม่มีหาย
สำหรับเทศกาลไทลื้อ จรัสเล่าว่า ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 20 แล้ว สมัยก่อนใช้งบแค่ 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายไม่สูง ชาวบ้านตื่นเต้นไม่ต้องจ้างแรงงานเยอะ เงินน้อยก็สามารถทำได้ ตอนหลังกระทรวงวัฒนธรรมเข้ามา ทำให้ได้จัดกันต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

ผ้าทอไทลื้อ ทุกขั้นตอนล้วนสำคัญ
ความงามพิเศษ เฉพาะเทศกาล
นอกเหนือจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ชาวไทลื้อยังมีมรดกวัฒนธรรมสำคัญอันเป็นที่ประจักษ์ว่างดงามยิ่ง นั่นคือ ผ้าทอไทลื้อ
ทองใบ มณฑาทอง วัย 67 ปี ซึ่งกำลังนั่งปั่นฝ้ายว่า แม้การทอผ้าจะไม่ใช่อาชีพหลัก แต่ก็เป็นอาชีพเสริมที่สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้
ส่วนขั้นตอนต่างๆ สำคัญทุกลำดับ ตั้งแต่เก็บฝ้าย เอาฝ้ายมาตากให้แห้ง แล้วเลือกสิ่งเจือปน สิ่งสกปรกที่เป็นพวกใบไม้ออกให้สะอาด จากนั้นจึงนำมากรีดเพื่อแยกเมล็ดออก เอาแต่เนื้อฝ้าย
“พอเราได้เนื้อฝ้ายมาแล้ว ก็นำไปตีหรือดีดฝ้าย ตีให้ฟู ก่อนนำไปกิ๊กฝ้าย คือการนำมาทำให้เป็นทรงหลอดจากที่เป็นฟูๆ เพื่อที่จะนำมาปั่นให้เป็นเส้น ขั้นตอนทุกขั้นตอนสำคัญ ถ้าเราตีฝ้ายไม่ฟู เวลานำมากิ๊กก็อาจจะไม่เรียบ ไม่เสมอกัน พอนำมาปั่นก็จะไม่ค่อยดี เส้นไม่เรียบ หลังจากปั่นจนเต็มกระสวย เราต้องเอาออกด้วยการเปล จะได้ใจฝ้ายออกมา ถึงขั้นตอนนี้ก็สามารถนำผูกข้อไม้ข้อมือได้แล้ว แต่หากจะนำไปทอต้องฆ่าฝ้ายก่อน คือนำไปนวดกับแป้งข้าวเหนียว เพื่อให้มีความแข็ง เหนียว คงทน” ทองใบเล่า

ด้าน อรุณ บรรหาร ชาวไทลื้อ วัย 73 ปี เสริมว่า เครื่องแต่งกายของไทลื้อมีเอกลักษณ์คือผ้าที่ทอด้วยตนเอง ส่วนเครื่องประดับก็แล้วแต่คนชอบ หลักๆ เป็นเครื่องเงิน โดยชุดนี้จะใส่แค่ในช่วงเทศกาลไทลื้อเท่านั้น ส่วนการโพกผ้าบนศีรษะ ถ้าเป็นสีขาวหมายถึงคนที่แต่งงานแล้ว ส่วนสีชมพูยังเป็นสาวโสด
“แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้กำหนดสีแค่นั้น ไม่ได้มีแบ่งชัดเจนถ้าเป็นคนแก่ก็อาจจะโพกผ้าสีขาวเพื่อไปวัดไปวาได้ ส่วนคนหนุ่มคนสาวก็อยากใช้สีสันสวยงามก็จะเป็นสีชมพู เราไม่ได้มีกฎข้อบังคับขนาดนั้น” อรุณกล่าว
เทศกาลดังกล่าว ยังตระการตาไปด้วยขบวนแห่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ 7 จังหวัดภาคเหนือ ขบวนแห่ของหน่วยงานราชการ สถานศึกษา การแห่ครัวตานเข้าวัด ประเพณีการตานธรรม นิทรรศการมีชีวิต วิถีวัฒนธรรมไทลื้อ นิทรรศการผ้าลายดอกสารภี ผ้าอัตลักษณ์จังหวัดพะเยา ผ้าทอชาติพันธุ์ไทลื้อ การสาธิตการทำอาหารไทลื้อ การจำหน่ายอาหาร ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรม การเดินแบบ การแต่งกายชุดชาติพันธุ์
เชื่อมร้อยวิถีไทลื้อสู่ชีวิตร่วมสมัยในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ต้องร่วมกันผลักดันให้พะเยาไม่ใช่ทางผ่าน หากแต่เป็นทางเลือก
ขวัญพรทัศ ธนูสิงห์

