เขียนเพื่อเปลี่ยน เขียนเพื่อเปิด ออกจากกรงขัง ‘สู่ฝันอันเสรี’
1 บรรทัด หรือนับล้านคำที่ถูกบันทึกไว้ ก็นับเป็นข้อเขียน
ไร้แก่นสาร เพ้อฝัน ทรงพลัง หรือสร้างความเปลี่ยนแปลง
ผู้อ่านคือคนตัดสิน
สุดสัปดาห์ปลายเดือนกรกฎาคม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้จัดงานเวิร์กช็อปสำหรับคนที่ชอบขีดเขียนภายใต้โครงการ ‘Writers That Matter นัก (อยาก) เขียน เปลี่ยนโลก’ ตอน ‘สู่ฝันอันเสรี’ ที่ชวนนัก (อยาก) เขียนมาร่วมเวิร์กช็อปการเขียนและเล่าเรื่อง เพราะเชื่อว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และเรื่องเล่าเปิดโลกใบใหม่ให้กับใครได้เสมอ ภายใต้แนวคิดใช้งานเขียนเปิดกรงขังที่ทุกคนกำลังเผชิญร่วมกัน ไปสู่ฝันอันหมายถึง ‘เสรีภาพ’ ที่รออยู่ปลายทาง
‘เขียน’ ปลดพันธนาการออกจากกรงขัง
ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ ‘แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล’ เริ่มต้นจาก ‘การเขียน’ เช่นกัน เพราะองค์กรถือกำเนิดเมื่อกว่า 60 ปีก่อนในยุคสงครามเย็น มีผู้คนถูกคุมขังและทรมานจากการท้าทายอำนาจรัฐและตั้งคำถาม จนกระทั่ง ‘ปีเตอร์ เบเนนสัน’ ทนายความชาวอังกฤษ เขียนบทความ ‘The Forgotten Prisoners’ หรือ ‘นักโทษที่ถูกลืม’ เรียกร้องให้ปล่อยตัว ประโยคแรกของบทความชิ้นนี้เริ่มต้นว่า
“ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราได้เปิดหนังสือพิมพ์และฟังข่าวทุกวันๆ ว่ามีคนโดนจับกุมคุมขัง โดนทรมาน โดนประหารชีวิต เพียงเพราะตั้งคำถามหรือว่าท้าทายผู้มีอำนาจ คุณจะรู้สึกยังไง และตอนนี้กำลังเกิดเหตุการณ์นี้อยู่” แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวลานั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนเรียกร้องถึงผู้มีอำนาจในเวลานั้น จากหนึ่งฉบับ เป็นสองฉบับ เป็นสามฉบับ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถกดดันผู้มีอำนาจได้สำเร็จ
เช่นเดียวกันในประเทศไทยในเหตุการณ์ 6 ตุลา มีนิสิตนักศึกษาถูกจับกุมคุมขัง ‘แอมเนสตี้’ ทั่วโลกก็เขียนและส่งจดหมายเรียกร้องความยุติธรรมให้นักศึกษา สร้างเครือข่ายให้คนธรรมดาๆ เห็นว่า ไม่ต้องเป็นเอ็นจีโอ นักสังคมสงเคราะห์ นักกฎหมาย ทนาย หรือคนธรรมดาก็สามารถลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านหมึกปากกาหรือปลายนิ้วมือได้
หรือแม้แต่ในฐานะของคนคนหนึ่ง ก่อนมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ปิยนุชเล่าว่า เธอเติบโตในยุคที่มีนิยายที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วยังได้รับการยอมรับ ผู้หญิงต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ข่มขืนตัวเอง
“มันทำให้เราตั้งคำถามหลายๆ อย่าง จนมาถึงเวลาที่เธอหันมาอ่านเรื่องสั้น และได้อ่าน จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทำให้เข้าใจสิทธิที่คนคนหนึ่งควรได้รับนับจากวันที่เกิดจนถึงวันตาย ทำให้เรารู้ว่าคนเท่ากัน บทความชิ้นนี้สำคัญกับเรามากในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
ฉะนั้นการเขียน คือ สิ่งหนึ่งที่คนคนหนึ่งมีสิทธิที่จะทำได้ในการสร้างเจตจำนงและจรดปลายปากกาออกมาเป็นความรู้สึกและเรื่องราว เราเชื่อว่าการเขียนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบกลอน ไดอารี่ จดหมาย หรือนิยาย
เราจึงอยากเปิดพื้นที่ในการเขียนให้กับคนหลากหลายได้แสดงออก และถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่หัวใจของมันคือการแสดงเจตจำนงจากความรู้สึกของเรา ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เพื่อสื่อสารผ่านทวิตเตอร์ ดิสคอร์ด เธรด หรือการสั่งหนังสือผ่านช่องทางออนไลน์ อ่านหนังสือผ่านอีบุ๊ก ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เองก็สนใจเรื่องราวทางสังคมมากขึ้น เมื่อมีคนอ่านก็ต้องมีคนเขียน และเราจึงต้องเปิดพื้นที่สร้างความหลากหลายให้คนที่เข้ามาผลิตสื่อในแบบต่างๆ ออกไปให้คนได้อ่าน

งานของเราใช้ชื่อตอนว่า สู่ฝันอันเสรี มาจากความหมายว่าเสรีภาพ มันกลายเป็นความฝันไปแล้ว เพราะเราทุกคนเหมือนเดินอยู่บนกับระเบิดตลอดเวลา บางครั้งเราไม่รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นให้คนในครอบครัวของเราฟังยังไง บางครั้งเราอาจจะโดนปิดปากหรือโดนข้อหาควบคุมเสรีภาพ สิ่งเหล่านี้คือกรงขัง
แต่งานเขียนยังคงทำให้เราเห็นโลกกว้างและความเป็นจริงอีกด้าน ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน ไม่ต้องโดนฝึกหรือบังคับให้จำงานเขียน ทำให้คนถามและลุกมาเรียกร้อง หรือบางครั้งอาจจะลุกขึ้นมาเขียนด้วยตัวเอง” ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าว
แม้ไม่เปลี่ยนโลก แต่เปลี่ยนให้เปิดใจ
ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของนามปากกา ‘ปราปต์’ ผู้เขียนนวนิยายเรื่องดังหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น กาหลมหรทึก คุณหมีปาฏิหาริย์ ลิงพาดกลอน ฯลฯ เล่าถึงอิทธิพลของงานเขียนว่า ตนเติบโตในครอบครัวคนจีน ชอบอ่านนวนิยายในห้องสมุด ไม่เคยคิดว่าจะต้องได้เนื้อหาสาระจากหนังสือที่อ่าน จนกระทั่งได้อ่าน ‘The Kite Runner’ (คนเก็บว่าว) ทำให้ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วงานเขียนสามารถสนุกและอ่านง่าย พร้อมกับสร้างประโยชน์ให้คนอ่านและประทับอยู่ในใจ
‘ปราปต์’ มีผลงานหลากหลายแนว ทั้งนิยายสืบสวนสอบสวน นิยายแฟนตาซี ไปจนถึงนิยายรัก และตลอดระยะเวลาหลายปีที่เขาผลิตผลงานออกสู่สาธารณชนก็เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด
ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อนเลือกลาออกจากงานประจำมาเป็นนักเขียน เผชิญหน้ากับความกดดันจากสังคมและครอบครัว เจอกับอุปสรรคจากภาวะเศรษฐกิจและสังคม จนต้องผลิตผลงานจำนวนหลายชิ้นต่อปี เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของอาชีพนักเขียนในประเทศไทย อธิบายว่า แม้ก่อนหน้านี้เขาจะมองไม่เห็นอนาคต แต่ตอนนี้เขามีความหวังกับนิยายสืบสวนสอบสวนที่ชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ เพราะประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปมากนับจากวันที่ยังเป็นเด็ก ผลเลือกตั้งประกาศชัดว่าสังคมต้องการอะไร ตราบใดที่ประชาชนสามารถรักษาเจตจำนงเอาไว้ได้ ก็ยังมีความหวังอยู่ แม้ไม่ได้เชื่อว่าเวลาอยู่ข้างเรา แต่เมื่อคนก้าวหน้าไปแล้วและตราบใดที่คนยังคงเชื่อว่าคนเท่ากันและสามารถตรวจสอบกันได้ก็คือจบแล้ว
ปราปต์เล่าว่า ตัวเองเติบโตมาแบบเด็กธรรมดาๆ เชื่อฟังผู้ใหญ่ เข้าใจโลกไม่มาก แต่เพราะงานเขียนที่ชอบมากที่สุด คือ ‘งานสืบสวนสอบสวน’ ที่จะต้องยึดโยงอยู่กับความจริง ทำให้ต้องอาศัยการสืบค้นในการสร้างงาน การศึกษาหาข้อมูลมากๆ ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นก็พาไปค้นพบเรื่องราวใหม่ๆ ตลอดเวลา ตอนเขียน ‘ลิงพาดกลอน’ ทำได้เข้าใจประเด็นโรฮีนจา ประเด็นศาสนา ตอนเขียนเรื่อง ‘ถ่านไฟเดียว’ เขาก็ได้เข้าใจประเด็นการทำแท้ง
ในขณะเดียวกันกับที่ได้เรียนรู้ระหว่างเขียน คนอ่านก็ได้เปิดรับเรื่องราวและประเด็นใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน ปราบต์ บอกว่า ไม่ได้คาดหวังมากในการเขียนเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคม แต่รู้สึกดีที่ผลงานของตัวเองที่อาจจะไม่ใช่งานเชิงความรู้สามารถพาคนอ่านที่อาจจะเติบโตฝังหัวมาแบบเดียวกันได้เดินทางกับเนื้อเรื่องและประเด็นที่นำเสนอได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ในบางครั้งที่ทำให้คนอ่านเปลี่ยนมุมมองหรือความเชื่อได้ ซึ่งเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในฐานะนักเขียนได้ตอบแทนกลับมา
“งานเขียนเหมือนกับคลื่น ไม่ใช่หนังสือเล่มนี้ออกมาแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าเราสามารถทำให้เขาเปิดใจและพร้อมจะรับอะไรใหม่ๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว การเปิดใจจะทำให้เขาเปิดรับเสียงใหม่มากขึ้น มองเห็นทางเลือกใหม่ แล้วก็เข้าใจอะไรใหม่ๆ มากขึ้น” ปราปต์เล่า
เขียนเพื่อประชาธิปไตย เขียนเพื่อเสรีภาพ
รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล อดีตโฆษกสหภาพนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เล่าถึงงานเขียน 3 ชิ้นที่ประทับอยู่ในใจ คือ ‘หัวแตงโม’ ของ องอาจ ชัยชาญชีพ ถ่ายทอดชีวิตธรรมดาๆ ของคนไทยธรรมดาที่ชีวิตธรรมดาก็ลำบาก ทำให้ได้ค้นหามุมมองชีวิตแบบใหม่และเห็นภาพง่ายขึ้น

อีกสองชิ้นคืองานเขียนของ ‘บุญเลิศ วิเศษปรีชา’ อย่าง ‘โลกของคนไร้บ้าน’ และ ‘บ้านที่กลับไม่ได้’ ที่อ่านระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ โดยบอกว่าทั้งสองเล่มเป็นหนังสือวิชาการที่เรียบเรียงได้อ่านง่าย ช่วยให้สามารถทำความเข้าใจเรื่องคนไร้บ้าน เข้าใจว่าทำไมกันหนอพวกเขาถึงไร้บ้าน บอกเล่าเรื่องราวของคนไร้บ้านที่แตกต่างกัน ทั้งคนไร้บ้านที่มีบ้านแต่ไม่อยากกลับ คนไร้บ้านเพราะพิษเศรษฐกิจ กลายเป็นว่าเมื่ออ่านจบภาพจำของสังคมที่มีต่อคนไร้บ้านมันผิดไปหมดเลย หนังสือสามเล่มนี้ทำให้เห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“หนังสือหรืองานเขียนนั้นเป็นสื่อ แล้วไม่ว่าสื่อไหนๆ ที่มีอยู่บนโลกนี้ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการ เมื่อประเด็นของขบวนการถูกจับและนำไปสู่การต่อยอดออกมาเป็นสื่อ
สื่อมีประโยชน์ไม่ใช่แค่ขบวนการเคลื่อนไหว ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย แต่ทุกๆ อย่างที่อยากให้มันเกิด อยากให้มันเปลี่ยนแปลง อยากให้มันพัฒนายิ่งขึ้น อยู่ต่อหรือดับไป สำหรับเราสื่อเป็นผู้ควบคุมหลักอีกคนหนึ่งที่จะทำให้เรื่องเหล่านั้นไปต่อได้หรือไปต่อไม่ได้
หลายๆ ครั้งจะเห็นว่า ขบวนการเคลื่อนไหวย่อมอยากเห็นการขยับของศิลปิน เพราะเมื่อสื่อสารด้วยภาพหรือศิลปะจะช่วยลดกำแพงในการเข้าถึงเนื้อหา เพื่อให้ผู้เริ่มต้นทางการเมืองสามารถเริ่มต้นจากตรงนี้ได้ ขณะที่คนที่ไม่ใหม่ทางการเมืองแล้วก็ต้องการสื่อเพื่อค้นหาความรู้และพิสูจน์ข้อเท็จจริง อาจจะผ่านงานวิชาการหรืองานที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น” รุ้งอธิบาย พร้อมย้ำว่า งานเขียน คือ อีกหนึ่งเครื่องมือการต่อสู้ เพื่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อประชาธิปไตย
“เครื่องมือในการต่อสู้มีเยอะมาก งานเขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าเราอยากให้มันเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือที่เรามี ถ้าถามว่าในฐานะคนคนหนึ่งเราทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราเขียนได้ เราเขียนเป็นก็ทำไปเลย เพราะว่าคุณกำลังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ขบวนการหรือประเด็นที่ต้องการขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จได้” รุ้งกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
เราคิดว่าชื่องาน ‘สู่ฝันอันเสรี’ มันเมกเซนส์ เพราะเมื่อเราอยากมีเสรีภาพ เราจึงจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อรวบรวมนักเขียนเหล่านี้และให้เครื่องมือกับเขา เพื่อให้เขากลายเป็นคนที่นำเราไปสู่ฝันอันเสรี
———————————————————-
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชวนส่งเรื่องสั้นเข้าประกวดในโครงการ Writers that Matter “นัก(อยาก)เขียน เปลี่ยนโลก” ในหัวข้อ “สู่ฝันอันเสรี” ที่อยากพาผู้คนย้อนไปอ่านเรื่องราวสิทธิมนุษยชน และบอกเล่าวรรณกรรมผ่านเรื่องสั้นเพื่อส่งต่อความหวัง และจุดประกายความฝัน ให้กับคนรุ่นต่อไป โดยสามารถส่งเรื่องสั้นได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2566 เวลา 23.59 น. ดูรายละเอียด www.amnesty.or.th

