ไม่มีฮีโร่ขี่ม้าขาว มีแต่ชาวบ้านสามัญชน ‘คนดีศรีอยุธยา’ ในสายตา ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์

31.07.23 | 13:34 น.

ในช่วงเวลาบนหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่คำว่า ‘คนดี’ หาได้มีความหมายในแง่บวกเพียงมิติเดียวอย่างที่เคย

‘คนดีศรีอยุธยา’ หนึ่งในผลงานอมตะของ เสนีย์ เสาวพงศ์ นามปากกาของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ ผู้เขียน ‘ปีศาจ’ ออกมาหลอกหลอนอนุรักษนิยมไทยหลายทศวรรษ ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้ง…เป็นครั้งที่ 8 โดยสำนักพิมพ์มติชน

ปกงดงามสะดุดตา ด้วยฝีมือ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจชื่อดังที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

เช่นเดียวกับการได้รับฟังมุมมองของ ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ศาสตราจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีต่อนวนิยายดังกล่าวบนเวทีเสวนา ‘คนดีศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา และชาติของสามัญชน’ ในงาน Gypsy Book Fest เทศกาลหนังสือเพื่อเสรีภาพ ณ ชั้น G สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สถานีกลางบางซื่อ) กรุงเทพฯ ดำเนินรายการโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ คอลัมนิสต์มติชนสุดสัปดาห์

ไม่ใช่คนดีขี่ม้าขาว แต่เป็นชาวบ้าน
ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่ มีแต่ ‘เล็ก น้อย โต’ ไม่ติดหล่มวีรบุรุษ

Advertisement

เปิดประเด็นด้วยที่มาของนวนิยายซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2524 หรือเมื่อ 42 ปีมาแล้ว โดย เสนีย์ เสาวพงศ์ เขียนเป็น ‘ตอนๆ’ ส่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ก่อนรวมเล่มในปีถัดมาคือ พ.ศ.2525 สำหรับชื่อเรื่อง ‘คนดีศรีอยุธยา’ ศาสตราจารย์ชูศักดิ์วิเคราะห์ว่า ผู้เขียนคง ‘เล่นคำ’ จากสำนวน ‘กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี’ หากแต่มีนัยยะไปถึงชาวบ้านที่กู้บ้านกู้เมือง ไม่ใช่คนดีขี่ม้าขาวอย่างในตำนานกระแสหลัก

ตัดภาพมาในปัจจุบัน คำว่า คนดี กลับกลายเป็นคำยั่วล้อเสียดสี โดยมี ย.ยักษ์ การันต์พ่วงท้าย

“ในสมัยนั้นคำว่าคนดี หมายถึง คนในสังคมยอมรับร่วมกันว่าเป็นชุดคุณค่าความดีที่คนปรารถนา แต่ปัจจุบันด้วยความวิปริต วิปลาส ทำให้ความหมายของคนดีไม่น่ารักเสียแล้ว ขอยืมคำของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่ามันไม่น่ารักเสียแล้ว ท่านเป็นคนสุภาพ แต่ถ้าคนแถวบ้านผมคงจะใช้คำว่าคนอัปรีย์

คนดีตอนนี้น่าจะเป็นคำที่เชยมาก โดยเฉพาะยุคที่คนดีเต็มบ้านเต็มเมือง คนดีศรีอยุธยา กับกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี เป็นการสลับคำซึ่งเชิงความหมายเปลี่ยนไปเยอะมากเพราะหากเทียบกับตำนานกระแสหลัก เมื่อเกิดวิกฤต จะมีคนดีขี่ม้าขาวมากู้สังคม แต่ตอนนี้ส่วนมากจะเป็นทหารขี่รถถังมากู้มากกว่า

คนดีศรีอยุธยา มีนัยยะว่า แทนที่จะมองคนดีขี่ม้าขาว แต่ผู้เขียนกลับมองชาวบ้านที่ช่วยกันกู้บ้าน กู้เมือง สวนทางกับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยาแตก อย่างหมู่บ้านบางระจัน” ศาสตราจารย์ชูศักดิ์เทียบเคียงทั้งตำนานกระแสหลักแนวรักชาติอย่าง ‘บางระจัน’ และนิยามความหมายของ ‘คนดี(ย์)’ ในสังคมปัจจุบัน

จากนั้นยกตัวอย่างการบรรยาย ‘ฉาก’ ที่สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับ ‘คนธรรมดา’ ในยุคที่บ้านเมืองแตกสลาย เกิดการปล้นชิงต่างๆ นานาหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

“บางฉากบรรยายว่า เมื่อเดินย้อนรอยถอยหลังไปตามอาณาบริเวณที่รกร้างว่างเปล่า มีพืชคลุมดินที่มากหลาย มันเหี่ยวแห้งตามกาลเวลา แต่มีการเกิดขึ้นใหม่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ท่ามกลางหมู่บ้านบางระจัน คงมีดอกหญ้า ต้นต้อยติ่ง มีการเอ่ยถึงดอกหญ้าและต้นต้อยติ่งที่คนอาจจะไม่รู้จักเลย มันเป็นการให้ความสำคัญกับคนธรรมดา

ผมคิดว่านวนิยายเรื่องนี้เขียนถึงคนธรรมดาสามัญชนอย่างน่าสนใจ และค่อนข้างแปลกใหม่ แหวกแนวพอสมควร ผมนึกเอาเองว่า นวนิยายมันอ่านสนุก อ่านแล้วติด อ่านได้เรื่อยๆ เป็นเรื่องของชาวบ้าน มีทั้งเรื่องรัก เรื่องรบ ซึ่งผู้เขียนก็แสดงฝีมือในการเขียนบรรยายการออกรบ
จนนึกว่าเป็นหนังจีนกำลังภายใน”

ศาสตราจารย์ชูศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า เราเคยเห็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องของชาวบ้านอยู่ เช่น หมู่บ้านบางระจัน แต่ ‘คนดีศรีอยุธยา’ มันต่างออกไป เพราะเป็นเรื่องของชาวบ้านที่ไม่มีชื่อไม่มีเสียงจริงๆ บทไม่ได้ส่งให้คนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ

“โต น้อย เล็ก เป็นชื่อชาวบ้านทั่วไป เรื่องมันจะไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่ เพราะไอเดียของผู้เขียนคือการเชิดชูสามัญชน ก็จะเชิดชูจริงๆ ในฐานะสามัญนาม หมายถึง คำทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจง ไม่มีแม้แต่ชื่อหมู่บ้าน ต่างจากบางระจัน

…ลักษณะพิเศษของเรื่องนี้คือ ทำอย่างไรให้เรื่องมันสอดประสานกับไอเดียที่ชูเรื่องคนธรรมดาสามัญ ดอกหญ้า หรือต้นต้อยติ่ง ที่ไม่มีใครรู้จัก ถ้าเขียนถึงใครสักคนที่เป็นฮีโร่ขึ้นมา ก็คงติดหล่มแนวคิดของการเชิดชูคนใดคนหนึ่งให้เป็นวีรบุรุษ”

‘เอาหน้าแนบแผ่นดิน เหมือนเด็กน้อยแนบตักแม่’
รักบ้านเกิด ฉากกินใจ ‘ไม่ใช่รักชาติ’

อีกประเด็นน่าสนใจคือ ‘ชาตินิยม’ ในวรรณกรรมแนวปลุกใจซึ่งสังคมไทยคุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ‘คนดีศรีอยุธยา’ ที่แม้บอกเล่าเรื่องราวบ้านแตกสาแหรกขาด แต่ศาสตราจารย์ชูศักดิ์ย้ำว่า นี่ไม่ใช่การเขียนแบบชาตินิยมแต่อย่างใด หากแต่มุ่งไปที่ความรักแผ่นดินในมิติความสมจริงของชาวบ้าน ไม่ใช่สำนึกความเป็นชาติ

“กรุงแตก มักถูกเอามาเล่าในกระแสชาตินิยม ในเคสของประวัติศาสตร์ การพูดถึงกรุงศรีอยุธยามันถูกเอามาใส่ในกระแสปลุกใจรักชาติ แต่ในคนดีศรีอยุธยาไม่ได้พูดถึงชาติไทยเลย ในยุคนั้นยังไม่มีสำนึกความเป็นชาติ คุณเสนีย์ก็เน้นความรักแผ่นดินของตัวละคร แต่การเดินเรื่องทำให้มีมิติความสมจริงของชาวบ้านค่อนข้างมาก ฉากไฮไลต์ที่ติดใจ เป็นฉากที่นางน้อยออกรบแล้วบรรยายว่า เอาหน้าแนบกับแผ่นดิน เหมือนกับเด็กได้แนบตักแม่อย่างอบอุ่น แล้วกราบลงบนผืนดิน เงยหน้าขึ้นมาสูดสายลม แค่อ่านก็ขนลุกแล้ว

แต่ฉากถัดมาพูดถึงนางน้อยที่โดนมดกัดระหว่างออกรบ เป็นการคุมโทนได้ดี ในแง่หนึ่งมันก็ให้ภาพความสมจริงของการรบ แต่ก็ไม่ได้ออกเป็นมุขตลกคาเฟ่ ยังคุมให้มันสมจริงอยู่ ไม่ให้มันเว่อร์ฟูมฟายเป็นเมโลดราม่า ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของงานชิ้นนี้ ที่พยายามนำเสนอเรื่องให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และให้ไอเดียด้วย

โจทย์คือการพูดถึงสามัญชนกู้บ้านกู้เมือง แต่ก็ไม่อยากเชิดชูยกย่องให้ใครเป็นวีรบุรุษ จะเขียนอย่างไรให้ตัวเอกของเรื่องไม่กลายเป็นตัวเอกเสียเอง แล้วจะจบอย่างไรให้ได้ทั้งไอเดียของสามัญชนที่มีบทบาทต่อบ้านเมือง หรือสามัญชนเขาก็ไม่ยินดียินร้ายต่อชื่อเสียงเงินทอง หรือต้องการความเคารพนับถือ

เรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องการรักบ้านเกิดมากกว่าการรักชาติ เพราะถ้าเขียนแบบชาตินิยมพอถึงจุดหนึ่งมักจะสร้างศัตรูมาเพื่อให้เกิดการรักชาติ แต่เรื่องนี้แม้แต่คนในชุมชนด้วยกันเองยังขัดแย้งกัน

คนดีในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นทหารมอญของพม่าที่สนิทกับคนในชุมชนแล้วแอบปล่อยตัวข้าศึก คนดี กับ คนเลว มันไม่ใช่เรื่องแบบกระแสชาตินิยม มันเป็นเรื่องของการมีน้ำใจ ใครเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็จะเป็นคนดี คนที่ใช้อำนาจกดขี่เอาเปรียบคนอื่นก็จะเป็นคนเลว”

ผสานความจริงกับ ‘อุดมคติ’
ชีวิตที่เป็นจริง กับ ‘ชีวิตที่ควรจะเป็น’

เมื่อถามถึงบทบาทของผู้หญิงในการรบศึก ซึ่งในนวนิยายเรื่องนี้มีบทที่ผู้หญิงรู้จักป้องกันตัวเอง มีอำนาจต่อรอง ถือว่ามีความเป็นเฟมินิสต์หรือไม่?

ศาสตราจารย์ชูศักดิ์ตอบว่า ภาพรวมของผลงาน เสนีย์ เสาวพงศ์ จะเห็นได้ว่า บทบาทของผู้หญิงในรื่องมีอะไรน่าสนใจเยอะ อย่าลืมว่าผู้เขียนใน พ.ศ.2461 เมื่อครั้งเขียน ‘ความรักของวัลยา’ กับ ‘ปีศาจ’ ถือเป็นนักเขียนหน้าใหม่มาก กระทั่งเขียน ‘คนดีศรีอยุธยา’ เมื่ออายุกว่า 60 ปีแล้ว จุดยืนเรื่องสามัญชนก็ยังคงไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะเรื่องของผู้หญิง ถ้าคนอ่านจะนึกถึง ‘เฟมทวิต’ เพราะประเด็นที่ยกมา ถือว่าร่วมสมัยมาก

เมื่อถูกถามต่อไปว่า นวนิยายเล่มนี้เรียกได้ว่าเป็น ‘วรรณกรรมเพื่อชีวิต’ หรือไม่?

ศาสตราจารย์ชูศักดิ์เผยว่า โดยส่วนตัวแล้วคิดว่างานวรรณกรรมจะมีรูปแบบและเนื้อหาที่เคร่งครัด ชัดเจน เช่น การนำเสนอปัญหาทางชนชั้น เสนอทางออกปัญหาทางชนชั้น งานเขียนแบบนี้มันอาจจะพ้นยุคสมัยไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาชนชั้นอยู่ แต่การเรียกร้องให้งานวรรณกรรมเขียนตามโปรแกรมแบบนั้น ตนคิดว่าไม่มีใครรับเท่าไหร่แล้ว

“เอาจริงๆ แม้คุณเสนีย์มีบทบาทในการนำเสนอวรรณกรรมเพื่อชีวิต แต่ผมคิดว่าเขานำเสนอในเชิงความคิดมากกว่า ว่าวรรณกรรมพึงจะสนใจปัญหาของประชาชน แต่งานเขียนของคุณเสนีย์ไม่มีงานชิ้นไหนที่เป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตเลย เพราะมันไม่ได้เขียนตามรูปแบบ หรือสูตรที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตกำหนดไว้
ผู้เขียนพูดถึงว่างานนี้เป็นงานแนวจินตนิยม (Romanticism) ของฝรั่ง เป็นวิธีการที่ทำให้ขอบเขตการจินตนาการกว้างขวางกว่า รวมถึงชีวิตที่เป็นไปได้อีกด้วย ซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง จึงจะมีความเป็นไปได้

ดังนั้น แนวคิด หรือรูปแบบที่คุณเสนีย์เขียนมันเป็นการผสมผสานระหว่างความจริง กับอุดมคติ ระหว่างชีวิตที่เป็นจริง กับชีวิตที่ควรจะเป็นต่างจากแนวโรแมนซ์ คือความเพ้อฝันอย่างเดียวเลย ไม่มีพื้นฐานของความเป็นจริง แต่งานเขียนของเสนีย์ เสาวพงศ์ ยืนยันเลยว่างานที่ทำมันมีส่วนของจินตนาการ แต่ก็อิงอยู่กับความเป็นจริง”

สำหรับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ คือจินตนิยม เพราะเอาฐานจากประวัติศาสตร์มาผสมกับจินตนาการ อย่างไรก็ตาม สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ จินตนิยมก้าวหน้า กับจินตนิยมล้าหลัง

ศาสตราจารย์ชูศักดิ์ชี้ว่า ‘คนดีศรีอยุธยา’ พูดถึงความใฝ่ฝันถึงสังคมอุดมคติเพื่อสามัญชน โดยระบุถึงฉากที่สอดแทรกอุดมคติซึ่งสังคมพึงจะเป็น โดยเขียนให้ชาวบ้านมาตกลงกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะใช้ชีวิตร่วมกัน จะใช้ระบบอย่างไร ทุกคนจะสละชาติกำเนิดมาอยู่ร่วมกัน เท่าเทียมเสมอหน้ากัน ไม่มีหัวหน้าลูกน้อง

“เสนีย์ เสาวพงศ์ เสนอความคิดอุดมคติ เมื่อสังคมล่มสลายแล้ว คนก็มาตกลงกัน แทบจะเป็นแนวคิดสังคมนิยมเลย แต่ถ้าเขียนว่าสังคมนิยมก็จะเว่อร์เกินจริง เกินยุคนั้น ที่คนจะจินตนาการได้ถึงสังคมนิยม จึงใช้การเปรียบกับพระในวัด ให้ทุกคนมาอยู่ร่วมกันแบบไม่ถือเคร่งเหมือนกับพระที่ถือพรรษา เป็นโมเดลการสละสถานะให้เท่ากันหมด เหมือนในสังคมพระ จึงเป็นภาพสังคมยูโทเปีย ซึ่งถ้าผู้เขียนจะโฆษณาว่าเป็นสังคมนิยมก็จะเป็นการผิดยุค ผิดสมัย จึงทำให้ชาวบ้านคิดเปรียบเป็นสังคมวัด ที่ปรับเข้าชีวิตฆราวาส เป็นการจินตนิยมที่คิดถึงฐานความเป็นจริงด้วย ซึ่งก็น่าสนใจมากในความคิดของผม”

หยอดคำ โปรยกลิ่นอายแห่งอยุธยา
ในภาษา ‘หมดจด’

จากเรื่องแนวคิด เนื้อหา มาถึงภาษาอันเป็นตัวถ่ายทอดซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก ศาสตราจารย์ชูศักดิ์เผยว่า ถ้าพูดกว้างๆ ในยุคนั้น ‘ภาษามันหมดจดอยู่แล้ว’ ไม่ค่อยมีคำขาด คำเกิน หากแต่มีความชัดเจนค่อนข้างมาก

“มันเป็นภาษาที่มีกลิ่นอายความเก่าของยุคอยุธยาอยู่เยอะ มีการหยอดคำให้เรารู้สึกว่ามีกลิ่นอายของยุคสมัยของมันอยู่ ผมคิดว่าผู้แต่งทำได้ดี

…คำโปรยก่อนขึ้นแต่ละบท มันเป็นโอลด์ แฟชั่น (Old fashion) ที่ฝรั่งนิยมใช้กันเยอะ นวนิยายหลายเรื่องจะมีตัวโปรยก่อนขึ้นบท เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็เดินตามรอยขนบนั้น แต่พิเศษตรงที่การเลือกวรรณคดียุคอยุธยา หรือเก่ากว่านั้น โดยมีวิธีการสอดรับ หรือ เกริ่นเพื่อให้เรารู้เรื่อง เช่น คอยบอกเนื้อหา บอกอารมณ์ ผมคิดว่ามันเป็นความจงใจทำให้เกิดบรรยากาศย้อนยุค โดยนำโคลงกลอนมาแปะหน้าไว้” ศาสตราจารย์ชูศักดิ์กล่าว

พบกับ คนดีศรีอยุธยา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 ได้แล้ววันนี้ ติดตามข่าวสารได้ที่เฟซบุ๊ก สำนักพิมพ์มติชน สั่งซื้อได้ที่ www.matichonbook.com โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360

ภูษิต ภูมีคำ

Gypsy Book Fest
เทศกาลหนังสือเพื่อเสรีภาพ

วันนี้ถึง 6 สิงหาคม 10.00-21.00 น. สถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพฯ

อัดแน่นไปด้วยหนังสือหลากหลายแนว ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ ฮาวทู วรรณกรรมไทย วรรณกรรมแปล หนังสือเด็กและเยาวชน นิยายวาย การ์ตูนคอมมิคไลท์โนเวล หนังสือต่างประเทศ และหนังสือมือสอง กว่า 250 บูธ

สำนักพิมพ์มติชน บูธ F9 โปรโมชั่นจัดเต็ม

สมาชิกนิตยสารในเครือมติชนก็ไม่พลาด

พบกันที่งานพร้อมโปรโมชั่น 20%

มติชนสุดสัปดาห์ 52 ฉบับ/ปี
– ราคา 3,588.-

ศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ/ปี
– ราคา 1,692.-

เทคโนโลยีชาวบ้าน 24 ฉบับ/ปี
– ราคา 1,656.-

ประชาชาติธุรกิจ 104 ฉบับ/ปี
– ราคา 4,264.-