แปรอักษร(ย่อ) เจาะ(ความใน)ใจ (ลงถนน)การเมืองไทย ก่อนจะถึง4สิงหา

2.08.23 | 14:37 น.

อลเวงไม่จบ ซ้ำเดาตอนจบยากมาก สำหรับโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 30 


อุปสรรคขวากหนามมากมายเหลือแสน จะหมั้น จะแต่ง จะดอง จะเลิก จะร้าง จะรา

นักวิชาการทั่วฟ้าเมืองไทยถูกสื่อต่อสายไม่เว้นแต่ละวัน 

เช้า สาย บ่าย เย็น สถานการณ์พลิก ข่าวลือเพียบ ชวนลุ้นจนตัวโก่งแล้วโก่งอีก 

Advertisement

นำมาซึ่งบรรยากาศคุกรุ่นบนท้องถนนที่ม็อบต่างๆ นานากลับมานัดหมายอีกครั้ง เพื่อส่งเสียงถึงสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. และทุกฝ่ายการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับแฮชแท็ก #จัดตั้งรัฐบาล และ #นายกคนที่30 

คาร์ม็อบก็มี เดินขบวนก็มา เวทีปราศรัยก็ตั้ง แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ห่างไกลจากความมืดฟ้ามัวดินดังเช่นแฟลชม็อบคนรุ่นใหม่ในปี 2563 แต่ก็ใช่ว่าไร้ความหมาย ขณะที่แนวรบออนไลน์ยังกรำศึกแบบนาทีต่อนาที 

ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของคำในใจ ความในอก ที่ถูกหยิบยกออกมาเปิดเผยเบื้องหน้าประชาชนผู้ร่วมชุมนุมในหลากหลายกิจกรรม 

“ขอทักทายประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดินนี้ 

ขอทักทายทวยเทพที่สถิตบนถนนแห่งนี้ ขอทักทายดวงวิญญาณของนักสู้ที่ดับดิ้นด้วยคมกระสุนจากภาษีประชาชน 

ขอทักทายสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

ฉันขอถามว่า ถนนนี้เป็นของใคร

ฉันขอถาม ก้อนหิน ต้นไม้ และภูเขา ใครเป็นเจ้าของ

ฉันขอถาม ขวานทองเป็นของผู้ใด

ฉันจะต้องถามใครจึงจะได้คำตอบมา

เมื่อวัยเยาว์ เขาบอกเราคือเจ้าของ

เมื่อฉันลองเชื่อว่าแผ่นดินทองเป็นของประชา

ฉันหวังว่าฉันจะเป็นใครในดินแดน ไม่ใช่ Nothing อันไร้ค่า

เขาแย่งชิงอำนาจไปจากมือ กระดาษเลือกตั้งนั้นหรือคือกระดาษทิชชู่

ประชาชีกาเลือก แต่พวกเขาขย้ำ ขยี้

ภาษี 6,000 ล้าน การเลือกตั้งคือสนามเด็กเล่น

ลูกติดเผด็จการกำหนดประเทศ โหวตสวนเจตจำนง … นี่ประเทศหรือกะลา ตบหน้ากลางสภา ประชาไม่สำคัญ”

–สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด–

กล่าวในม็อบ #พร้อม2 กลางแยกราชประสงค์ 

หลังเดินเท้าจากแยกอโศกมนตรี แปรอักษร ห.หีบ สื่อความ ‘เห็นหัวประชาชน’ 

29 กรกฎาคม 2566

“เราอยู่ในสภาวะผิดปกติ และไม่อาจไว้วางใจ เห็นได้จากการกระทำของผู้มีอำนาจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองเองก็ดี ว่ามีความพยายามอย่างเป็นขบวนการ จากกลุ่มอำนาจเก่า ในการสกัดกั้นการตั้งรัฐบาล 8 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ฝืนฉันทามติของประชาชน เครือข่ายประชาชนขอเรียกร้องต่อสิ่งแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกวุฒิสภา หากท่านไม่ทำตามฉันทามติของประชาชน ก็ลาออกเสีย หากสมาชิกวุฒิสภายังดื้อดึงทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับฉันทามติประชาชน ก็ขอเรียกร้องปิดสวิตช์สมาชิกวุฒิสภา ด้วยมาตรา 272 ทิ้งเสีย อย่ามีที่ยืนในระบอบประชาธิปไตย

ไม่มีข้ออ้างใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าฉันทามติของประชาชน MOU ของ 8 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่ลดต่ำลงไปกว่านี้ 8 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยต้องจับมือกันให้แน่นอย่าหวั่นไหวต่ออำนาจเก่า รู้ว่าใครคือศัตรูที่แท้จริงของเรา สุดท้ายขอเรียนเชิญประชาชนผู้ทรงสิทธิขาดในประเทศนี้ออกมาร่วมกันแสดงพลังอย่างถึงที่สุดว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนทุกคน ประชาชนไม่อาจทนต่อการพยายามหักหาญดูหมิ่นเจตจำนงของประชาชน และความพยายามอันชั่วร้ายเพื่อหวังทำร้ายความเป็นสุข ความมั่นคงของฝ่ายประชาธิปไตย เราประชาชนจึงขอประกาศข้อเรียกร้องต่อสมาชิกวุฒิสภาและพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอันมีใจความดังต่อไปนี้

1.ส.ว.ต้องไม่ขวางเจตจำนงของประชาชน ด้วยการลาออกทันที

2.ทั้ง 8 พรรคต้องธำรงความสามัคคีอย่างเหนียวแน่น

3.ไม่ลดระดับสัญญา ที่ให้ไว้กับประชาชน”

–แก๊ป ทะลุแก๊ซ–

เป็นตัวแทนเครือข่าย Respect My Vote อ่านแถลงการณ์พร้อมจุดพลุไล่ ส.ว. ที่แยกราชประสงค์ 

27 กรกฎาคม 2566

“เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก ทำไมเพิ่งค้นพบว่า 312 ถึงมีค่าน้อยกว่า 188 ในไทยบรรยากาศอาจจะท้อ สถานการณ์ไม่ปกติ ประเทศขึ้นชื่อว่าประชาธิปไตย แต่รัฐประหารไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ได้เลือกตั้งแต่ยังไม่จัดตั้งรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมาก ประชาธิปไตยที่ให้ ส.ว.มาเลือกนายกฯแทนเรา เราลืมตาตื่นมาให้ในประเทศที่ตรรกะบิดเบี้ยวไปหมด จะถามว่าเราเลือกอะไรได้ไหม เขาบอกให้เรารออีก 10 เดือนได้ไหม รอไม่ได้ ก็ต้องสู้ เพราะเราเลือกไม่ได้ ถ้ายอมรับได้

เส้นเรื่องนับจากนี้ สูตรอาจจะจัดตั้งได้ 14 ล้านแบบ แต่มีเส้นทางเดียวที่จะพาเราไปสู่จุดมุ่งหมาย ไม่ว่าจะแพ้ย่อยยับกี่ครั้ง ต่อให้เป็นเส้นทางเดียว แต่เรายังต้องเดินต่อ ในวันที่คุณไม่เห็นความหวัง

‘นี่คือเสียงของประชาชนที่ไม่สามารถนั่งดูการจัดตั้งรัฐบาลที่คุณเล่นปาหี่กันอยู่หน้าจอ’”

–เบนจา อะปัญ–

แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 

กล่าวเบื้องหน้าอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 

ในกิจกรรม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน จัดโดยองค์การนักศึกษาและสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

26 กรกฎาคม 2566 

“สัญลักษณ์ของข้าวต้มมัด คือการยืนยันว่า 8 พรรคการเมืองต้องรักกันให้เหมือนข้าวต้มมัด ก่อนหน้านั้นก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไปไม่ได้เพราะติด ส.ว. ติด กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องรักก้าวไกลให้เหนียวแน่นเหมือนข้าวต้มมัด ไม่สามารถถีบพรรคก้าวไกลออกจากพรรคร่วมได้ ถ้าเพื่อไทยรักประชาธิปไตย ก็ต้องรักก้าวไกลและพรรคร่วมทั้ง 8 พรรคที่ร่วมลงนามใน MOU ด้วย

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอประกาศจุดยืนและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.8 พรรคฝั่งประชาธิปไตย ต้องยึดมั่น เคารพเสียงประชาชน ยืนยันตามครรลองตามประชาธิปไตย หากมีความจำเป็น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอยืนยันรอได้ 10 เดือนเพื่อปิดสวิตช์ ส.ว. เนื่องจากเราอยู่ในรัฐบาล คสช.มา 9 ปี และรอมาแล้วกว่า 91 ปี นับตั้งแต่การใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก อยู่ในสังคมที่เสื่อมทรามไร้ความเป็นธรรมมาอย่างยาวนาน เราไม่ต้องการดำรงอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการอีกต่อไป และหากพรรคการเมืองใดคิดจะจับมือฝ่ายสืบทอดอำนาจเผด็จการ เราจะไม่ยอมรับรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม ไม่เคารพ และหักหลังประชาชน

2.เราขอส่งเสียงไปถึงสมาชิกวุฒิสภา ให้ยึดมั่นยึดหลักเคารพและฟังเสียงประชาชน โดยการโหวตสนับสนุนให้พรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรคที่มาจากเสียงข้างมากและยืนหยัดอุดมการณ์เคารพเสียงประชาชนเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ายังไม่เคารพเสียงข้างมากของประชาชนก็ลาออกไปเสีย อย่ามากินภาษีประชาชนอีก

3.เรายืนยันผลักดันการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทุกหมวด ทุกมาตรา เดินหน้ามุ่งสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นมรดกเผด็จการ เป็นกลไกสืบทอดอำนาจที่เหนี่ยวรั้งประเทศให้ถอยหลัง

เราทนดำรงอยู่อย่างเจ็บปวดภายใต้รัฐบาลทราม ได้รับผลกระทบหนักท่ามกลางความเหลื่อมล้ำต่ำสูง แบกความหวังในนามประชาชนเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งหวังเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาทำลายความหวังในอนาคตที่ดีกว่าของเรา เสียงของพวกเราประชาชนคือเจตจำนงอันแรงกล้า ไม่ควรมีใครที่จะขัดเจตนารมณ์อันทรงสิทธิของเราได้แม้สักคน เราไม่ยอม!”

–จำนงค์ หนูพันธ์–

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ P-move

แถลง ณ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ โดยชูข้าวต้มมัด และโลโก้ 8 พรรค

25 กรกฎาคม 2566

“เราเคารพในระบอบรัฐสภา เราต่อสู้ชุมนุม มีการบาดเจ็บล้มตาย และส่งคนของเรา

รับสมัครการเลือกตั้ง เมื่อผลออกมา คนทั้งประเทศกว่า 70% เลือกฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 14 ล้านเสียงเลือกพรรคก้าวไกลที่ฝ่ายขวาตราหน้า

ประเทศนี้ก่อเกิดขึ้นมาได้ด้วยประชาชนที่ล้มตาย บรรพบุรุษของเราทุกคนเสียเลือดเสียเนื้อ พ่อแม่ของใครหลายคนในที่นี้เสียชีวิตในการต่อสู้ทางการเมือง หลายคนสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปในกระแสธารการต่อสู้ ทุกคนเป็นอิฐก้อนแรก ก้อนแล้วก้อนเล่า จนนำมาสู่การระเบิดในปี 2563 ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

การที่คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาสู้ในปี’63 เพราะเขามีต้นทุนจากบรรพบุรุษของเราตั้งแต่อดีตกาล มา 2475 มายังคนเดือนตุลา คนเดือนพฤษภา มาคนเสื้อแดง จนก่อเกิดเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทุกอย่างไม่ได้บังเอิญ”

–อานนท์ นำภา–

ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน 

กล่าวที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในกิจกรรมคาร์ม็อบจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สู่แยกปทุมวัน

16 กรกฎาคม 2566

ทีมข่าวเฉพาะกิจ