เริงโลกด้วยจิตรื่น : ความช่วยเหลือ
แม้เราจะคุ้นชินกับแนวทาง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” แต่คงไม่มีใครปฏิเสธได้เต็มปากว่า “ความช่วยเหลือ” ไม่มีความสำคัญต่อชีวิต
และหากมองให้ลึกไปถึงสภาวะของชีวิตและโลกที่สรุปว่า “สรรพสิ่งเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว” อันหมายความว่าทุกความเป็นไปล้วนพึ่งพาอาศัยสิ่งอื่นๆ เป็นตัวผลักดัน ขับเคลื่อน ต่อๆ กันเป็นทอดๆ มา ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เชื่อมถึงกัน
“ความช่วยเหลือ” ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ
ด้วยในความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งต่ออีกสิ่งหนึ่ง หรือสิ่งต่างๆ ที่มีต่อกันนั้น หากแยกกว้างๆ เป็น 2 แบบคือ เป็นสิ่งขัดขวาง เป็นอุปสรรค นำไปในทางไม่ดี กับสนับสนุน ส่งเสริม นำไปในทางดี
“ความช่วยเหลือ” คือรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของการสนับสนุน ส่งเสริมให้ไปในทางที่ดี
ชีวิตที่ดำเนินไปด้วยกันย่อมปรารถนาความช่วยเหลือ เกื้อกูล ซึ่งเป็นการสร้างความรัก ความอบอุ่นให้เกิดขึ้นต่อกันและกัน
“ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก” และ “ความช่วยเหลือ” คือการให้ ซึ่งสร้างความรู้สึกที่ดี
คนชอบช่วยเหลือผู้อื่นย่อมเป็นผู้ได้รับความเคารพรัก
ทั้งที่ชัดเจนในความดีงามถึงเพียงนั้น จนน่าจะเป็นเรื่องที่มนุษย์เราทุกคนควรถูกหล่อหลอมให้สร้าง “นิสัยชอบช่วยเหลือ” ไว้ในจิตสำนึก แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น
ระหว่าง “คนที่ชอบช่วยเหลือ” กับ “คนที่คอยคิดเอาเปรียบเพื่อหาประโยชน์จากความสัมพันธ์” ไล่ดูและประเมินดูว่ารอบตัวมีคนแบบไหนมากกว่ากัน
สังคมไหนที่มี “ผู้ชอบช่วยเหลือ” จะเป็นชุมชนที่มีความรู้สึก มีความอบอุ่น ด้วยบรรยากาศของความรักใคร่กลมเกลียว แต่สังคมมนุษย์เราส่วนใหญ่เป็นแบบไหน เป็นชุมชนเปี่ยมสุข หรือสังคมอมทุกข์ น่าอึดอัด ชวนเหนื่อยหน่าย
ที่แม้จะรู้ว่า “ความช่วยเหลือ” ทำให้เกิดความดีงามต่อชีวิต แต่ทำกันไม่ได้นั้น หากพินิจกันให้ลึกไปถึงสาเหตุกันอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่าคือ “ค่านิยมของสังคมนั้นๆ นั่นเอง”
พฤติกรรมของมนุษย์ระดับเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งคือ “การได้รับการยอมรับ ได้รับการยกย่อง ให้เกียรติ นับถือ”
ทั้งที่การได้มาในสภาวะเช่นนั้นที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ การเป็นคนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพึ่งพาอาศัยได้ อยู่ด้วยแล้วอบอุ่น ปลอดภัย ทุกข์ร้อนได้ผ่อนคลาย ซึ่งก็คือ “ผู้มีนิสัยชอบช่วยเหลือ” นั่นเอง
แต่สังคมที่เป็นอยู่ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ไม่ได้มองไปที่ “นิสัยชอบช่วยเหลือ” ว่ามีอยู่หรือไม่ แต่มองไปเพื่อให้เกียรติกับคนที่เห็นว่า “มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือมากกว่า”
ให้เกียรติ ให้การยอมรับ และแสดงความเคารพต่อ “ผู้ที่มีฐานะเหนือกว่า” อาจจะเป็นรวยกว่า ตำแหน่งสูงกว่า มีผู้ยกย่องสรรเสริญ หรือสามารถใช้ชีวิตได้สนุกสนานมากกว่า
ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้ที่มีมากกว่าเหล่านั้น อาจไม่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลืออะไรให้ ผิดกับคนที่มีน้อยกว่า หรือบางครั้งไม่มี แต่มีนิสัยชอบช่วยเหลือ กับพร้อมจะให้มากกว่า
แต่ก็อย่างว่า “นิสัยเป็นเรื่องภายในจิตใจ” ซึ่งมองเห็นยาก ขณะที่ “ฐานะความเป็นอยู่” เป็นสิ่งที่เห็นด้วยตาได้มากกว่า
การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เห็นมากกว่าจึงเกิดขึ้น
แต่แม้นั่นจะเป็นความหลงผิดในรูปที่เป็นมายา ทว่าการจะให้คนเรามีสติปัญญามองทะลุไปถึง “นิสัยในจิตใจ” มากกว่าจะตัดสินกันด้วย “สถานะภายนอก” นั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
คนที่ฉลาดพอจะมองทะลุเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องฝึกสติจนเกิดปัญญาได้ระดับหนึ่ง
ที่สำคัญคือตัวเองจะต้องมีนิสัยเช่นนั้น
ผู้สัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่นด้วยสำนึกต้องการผลประโยชน์มาสนองตัวเองมากกว่าคิดจะให้ ย่อมยากที่จะเห็น “นิสัยชอบช่วยเหลือ” ของใคร เพราะจะถูกแรงดึงดูดจากคนที่เขาเห็นว่า “มีสิ่งที่เขาต้องการ” และเน้นไปสร้างความสัมพันธ์กับคนนั้น
ผู้ที่จะเห็น “คนมีนิสัยชอบช่วยเหลือ” ได้ จะต้องมีสัญชาตญาณเดียวกันเป็นแรงดึงดูด
ใจเราเป็นอย่างไร สายตาเราจะมีแนวโน้มเห็นภาวะเช่นนั้นในคนอื่น สิ่งอื่นได้ง่ายกว่า

