อายุ 70 ปี ในวัฒนธรรมจีน

10.08.23 | 12:23 น.
อายุ 70 ปี ในวัฒนธรรมจีน

อายุ 70 ปี
ในวัฒนธรรมจีน

ถาวร สิกขโกศล [ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี]
บางตอนจากหนังสือ นานาสาระจีนวิทยา

ต้นสนภูเขา สัญลักษณ์ของความทรหดอดทน มั่นคง ยั่งยืน

ในวัฒนธรรมจีน อายุ 70 ปี เป็นช่วงชีวิตสำคัญ ในอดีตถือว่าเป็นผู้อายุยืนหาได้ยาก ดังมีกวีนิพนธ์วรรคหนึ่งของตู้ฝู่ กวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนเขียนไว้ว่า “ชีวิตคนเราแต่บุราณมาถึง 70 ปีนั้นมีน้อย”

คนจีนในยุคบรรพกาลจนถึงราชวงศ์ซางอายุไม่ยืน อายุเฉลี่ยแค่ 30 กว่า อายุ 40 ถือว่าเป็นผู้สูงอายุแล้ว ส่วนมากเลี้ยงลูกโตพอช่วยตัวเองได้พ่อแม่ก็ล่วงลับ ลูกมีโอกาสเลี้ยงดูพ่อแม่ตอบแทนน้อย จึงให้ความสำคัญแก่การเซ่นไหว้ แสดงความรำลึกถึงพ่อแม่และบรรพชนมาก

Advertisement

อักษร (เซี่ยว แต้จิ๋วอ่านว่า ห่าว) ซึ่งแปลว่า “ความกตัญญูต่อบิดามารดาและบรรพชน” นั้น ในยุคโบราณจนถึงราชวงศ์โจวตะวันตก (... 503-... 227) หมายถึง “กตัญญูรำลึกถึงและเซ่นไหว้” เป็นสำคัญ. เพราะพ่อแม่ล่วงลับไปเร็ว ลูกมีโอกาสเลี้ยงดูน้อย จึงแสดงออกด้วยการเซ่นไหว้รำลึกถึงเป็นหลัก จนกลายเป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมจีนตลอดมา

ต่อมาในยุคราชวงศ์โจว การแพทย์และโภชนาการของคนจีนดีขึ้น จึงมีอายุยืนขึ้น ในยุคชุนชิว (... 227-.. 67) ของราชวงศ์โจวตะวันออก (... 227-.. 287) น่าจะมีคนอายุถึง 100 ปีบ้างแล้ว เพราะปรากฏคำเรียกผู้สูงอายุวัยต่างๆ จนถึงร้อยปีในคัมภีร์หลี่จี้ (อธิบายจารีต) ขงจื๊อก็อายุยืนถึง 72 ปี วัฒนธรรมเรื่องความกตัญญูของจีนจึงเน้นการบำรุงเลี้ยงบิดามารดาและบุพการีข้างพ่อเป็นสำคัญ (จีนเป็นสังคมปิตุพงศ์อยู่รวมกันตามแซ่ข้างบิดา) ขงจื๊อมีบทบาทสำคัญมากในการให้ความสำคัญแก่ “กตัญญูเลี้ยงดู” แต่ “กตัญญูรำลึก” เซ่นไหว้ก็ยังมีอยู่ แม้จะลดความสำคัญลงกว่ายุคโบราณก็ตาม

แม้ต่อมาคนจีนและมนุษยชาติจะอายุยืนขึ้นตามความเจริญทางการแพทย์และโภชนาการ แต่คนในอดีตก็อายุเฉลี่ยน้อยกว่าคนปัจจุบัน อายุถึง 50 ปีก็ถือเป็นคนอายุยืนแล้ว

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรวบรวมพระนามเจ้านายพระชันษายืนในราชวงศ์จักรี เขียนเป็นหนังสือในงานฉลองพระชนมายุกรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร ครบ 5 รอบ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อ พ.. 2486 รวมพระนามเจ้านายพระชันษายืนถึง 90 ปี 1 พระองค์ 80 ปี 15 พระองค์ 70 ปี 43 พระองค์ 60 ปี 70 พระองค์ 50 ปี 27 พระองค์ เจ้านายที่พระชนม์ถึง 50 ปีมีน้อย เพราะส่วนมากยังดำรงพระชนม์อยู่และเจริญพระชนม์ยืนยาวต่อมา หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้น (.. 2486) คนที่อายุถึง 50 ปี จัดเป็นคนอายุยืนแล้ว

อนึ่ง ทรงอธิบายเหตุผลที่ทรงกำหนดอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นผู้มีอายุยืนว่า เมื่อมนุษย์มีปฏิทินนับวันเดือนปีแล้วก็สังเกตพบเป็นประสบการณ์สั่งสมกันมาหลายชั่วคน หลายชนชาติว่า มนุษย์มีอายุสูงสุดได้ 100 ปี 50 ปีแรกเจริญเติบโตและแข็งแรงดี เป็นสมัยวัฒนะ “หนุ่ม” ตอนหนึ่ง. 50 ปี หลังเป็นสมัยหายนะ “แก่” ตอนหนึ่ง เป็นหลักเดิมของการกำหนดอายุมนุษย์ จากนั้นทรงอธิบายขยายความอย่างละเอียดต่อไปว่า

ที่เรียกว่า อายุยืน เห็นจะนับตั้งแต่มีชีวิตอยู่ได้ถึง 50 ปีขึ้นไปเป็นเกณฑ์ เพราะมนุษย์ที่เกิดมาจะมีอันเป็นตายเสียก่อนอายุถึง 50 ปี มากกว่าที่จะอยู่ได้ตลอดสมัยวัฒนะ จึงนับถือกันว่าใครอยู่ได้จนอายุ 50 ปี ถึงเขตคนอายุยืน เพราะฉะนั้นประเพณีที่มีงานทำบุญฉลองอายุแม้ในเมืองไทยปัจจุบันจึงมักทำกัน 2 ครั้ง คือ ฉลองเมื่ออายุครบ 50 ปี ดังเช่น เคยทำบุญฉลองพระชนมายุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีเถาะ ร.. 122 (.. 2446) ครั้งหนึ่ง แล้วทำบุญฉลองอายุเมื่อครบ 60 ปีอีกครั้งหนึ่ง อย่างเช่นฉลองพระชนมายุพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้ายู่หัว เมื่อปีชวด พ.. 2407 แต่เหตุที่ฉลองเมื่ออายุครบ 60 ปีนั้น กำหนดด้วยอายุยืนครบ 5 รอบของปีปฏิทินน้อย อันจำนวนปีรวมเท่ากับปฏิทินรอบใหญ่ของเดิม”

ปฏิทินน้อยหรือปฏิทินรอบใหญ่ของเดิมที่ทรงกล่าวถึงนี้ ชื่อ “ปฏิทินหนไท” ของเดิมซึ่งนับรอบเล็กตามปีนักษัตรครบ 12 ปี เป็น 1 รอบเล็ก, 5 รอบเล็ก 60 ปี เป็น 1 รอบใหญ่ ปฏิทินแบบนี้ไททุกเผ่ารับมาจากจีน ดังจะอธิบายเพิ่มเติมข้างหน้า

นอกจากนี้ยังทรงอธิบายเกณฑ์การกำหนดอายุแบบอินเดีย (ฮินดู) พุทธศาสนา แบบอิสลาม แบบล้านช้าง และแบบจีนไว้อีก ขอนำเฉพาะแบบของล้านช้างแบบจีนมาแสดงไว้ดังนี้

กำหนดอายุอย่างล้านช้าง

ประหลาดอยู่ที่มีกำหนดอายุเป็นแบบของไทยเหนือชาวล้านช้างอยู่อย่างหนึ่ง แบ่งอายุ 100 ปี เป็น 10 วัย วัยละ 10 ปีเหมือนแบบทสกะในหนังสือ วิสุทธิมรรค ฉันนึกว่าชะรอยผู้แต่งจะเอาเค้ามาจากทสกะในหนังสือวิสุทธิมรรคนั่นเอง แต่แต่งเป็นภาษาไทยเหนือ ดูออกจะขัน

อายุ 10 ปี อาบน้ำบ่หนาว
อายุ 20 ปี แนบสาวบ่เบื่อ
อายุ 30 ปี ตื่นเมื่อก่อนไก่
อายุ 40 ปี มือไขว่หน้าผากคะนึง
อายุ 50 ปี ไปบ่หึงทอดหุ่ย
อายุ 60 ปี เป่าปี่ขลุ่ยบ่ดัง
อายุ 70 ปี เนื้อหนังเป็นลูกรวก
อายุ 80 ปี หนักหนวกมาหู
อายุ 90 ปี ลูกหลานดูนั่งไห้
อายุ 100 ปี ไข้ก็ตาย บ่ไข้ก็ตาย

กำหนดอายุแบบจีน

ในหนังสือเค็กเล้ยของขงจู๊ กล่าวว่าเมื่อแรกทารกคลอดได้ 3 วัน เป็นแต่พ่อแม่มีความยินดีทำขนมเลี้ยงแขกและญาติที่มาเยี่ยมเรียกว่า ทึงเปียหวย เมื่อเด็กเกิดครบรอบปี ในวันตรงกับวันเกิดนั้น พ่อแม่ก็จัดสรรพสิ่งของต่างๆ คือ เกาทัณฑ์ เครื่องเขียน เครื่องหัตถกรรม เครื่องเล่น แก้วแหวนเงินทอง เป็นต้น จัดวางไว้ในภาชนะ แล้วให้บุตรเลือกหยิบเอา เป็นพิธีพิสูจน์นิสัยของเด็กนั้น พิธีนี้เรียกว่า จุ้ยปั้วหวย

เด็กตั้งแต่เกิดมาจนได้ 3 ขวบนั้น ถ้าเป็นชายเรียกว่า ไฮ้ แปลว่ากำลังอยู่ในความเลี้ยงดู ถ้าเป็นหญิงเรียกว่า เอง แปลว่ากำลังเป็นหนูแดงอยู่ ถ้าเด็กมีอายุภายใน 10 ปี เรียกว่า อิ๋ว แปลว่า วัยเยาว์ ภายใน 15 ปี เรียกว่า เซ่งเท้ง แปลว่าเด็กโต เมื่อายุเข้าเรือน 20 ปี เรียกว่า เยียกก่วน แปลว่าวัยหนุ่ม อายุเข้าเรือน 30 เรียกว่า จั่ง แปลว่า ฉกรรจ์ อายุเข้าเรือน 40 ปี เรียกว่า เคี้ยง แปลว่า แข็งแรง อายุเข้าเรือน 50 ปี เรียกว่า ไหง แปลว่า แก่ เข้าเรือน 60 ปี เรียกว่า คี้ แปลว่า ชรา เข้าเรือน 70 ปี เรียกว่า เหลา แปลว่า เฒ่า เข้าเรือน 80 ปี เรียกว่า เตี๊ยก แปลว่า แก่หง่อม เข้าเรือน 90 ปี เรียกว่า เม้า แปลว่า วัยหลงลืม เข้าเรือน 100 ปี เรียกว่า คี้ฮี แปลว่า ปราศจากความรู้สึก

ในภาษาจีนโบราณ คี้ หมายถึง รอคอย ฮี หมายถึง บำรุงรักษา เลี้ยงดู รวมแล้วหมายถึง “ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องคอยการเลี้ยงดู” จึงใช้คำ “คี้ฮี” เรียกคนอายุเข้าเรือน 100 ปี ซึ่งส่วนมากต้องอาศัยหรือคอยการเลี้ยงดูจากลูกหลาน.

ข้อมูลด้านจีนนี้ พระเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) น่าจะเป็นผู้ค้นคว้าถวาย คำทับศัพท์ภาษาจีนใช้เสียงจีนแต้จิ๋ว แต่ได้ใส่อักษรจีนกำกับไว้ด้วย หนังสือเค็กเล้ยที่กล่าวถึงนี้เป็นชื่อบทหนึ่งในคัมภีร์หลี่จี้ (อธิบายจารีต)

นอกจากนี้ยังได้ทรงอธิบายเกณฑ์ “การยกย่องคนอายุยืนตามแบบจีน” ไว้อีกว่า

ในตำราจีนมีอีกอย่างหนึ่ง ว่ามนุษย์มีอายุ 50 เข้าเขตที่เป็นคนอายุยืนบริบูรณ์ ยกย่องกันด้วยเรียกว่า ซิ่ว แปลว่า อายุยืน เพราะในวัยนี้สามารถมีความรู้สึกผิดชอบที่ล่วงพ้นมาในอดีตกาล จึงควรเป็นผู้ใหญ่ถือไม้เท้าได้ แต่ผู้ที่มีอายุ 50 ปีนั้นยังเป็นชั้นอายุยืนชั้นต่ำ ถ้ามีอายุถึง 60 ปีนับเป็นอายุยืนชั้นกลาง ถ้ามีอายุถึง 70 ปีนับเป็นอายุยืนชั้นสูง (แต่ลัทธิของขงจู๊ว่าอายุตั้งแต่ 60 เป็นชั้นต่ำ 80 ปีเป็นชั้นกลาง 100 ปีเป็นชั้นสูง) ผู้มีอายุยืนถึงถือไม้เท้าเป็นเกียรติยศได้นั้น ชั้น 50 ปีควรถือแต่ในบ้านเรือนที่ตนอยู่กับวงศ์ญาติ ถ้าอายุกว่า 60 ปีขึ้นไปควรถือไปได้ทั่วทั้งตำบลที่อยู่ ถ้าอายุ 70 ปีขึ้นไปจะถือไปไหนก็ได้ทั้งเมือง ถ้าอายุกว่า 80 ปีขึ้นไปถึงจะถือไม้เท้าเข้าราชฐานก็ได้ ถ้ามีอายุถึง 90 ปี พระเจ้าแผ่นดินควรเสด็จไปเยี่ยมถึงที่อยู่”

ตามเกณฑ์แบ่งวัยของจีนไทย ตลอดจนอินเดียโบราณ ถือการแบ่งช่วงละ 10 ปีเป็นสำคัญ การแบ่งตามรอบนักษัตร 12 ปี สำคัญน้อยกว่า มีเฉพาะ 5 รอบนักษัตร 60 ปี เป็นช่วงสำคัญอยู่ช่วงเดียว เพราะสอดคล้องกับรอบการนับรอบปี เดือน วัน ของจีนโบราณ ซึ่งไทยก็รับมาใช้ด้วย เรียกว่า “ปีหนไท” หรือระบบ “แม่ปีลูกปี” จีนเรียกระบบ “กานจือ”

กาน มาจากคำเต็มว่า “เทียนกาน” แปลว่า “ก้านฟ้า”

จือ มาจากคำเต็มว่า “ตี้จือ” แปลว่า “กิ่งดิน”

เทียนกาน (ก้านฟ้า) มี 10 ถือเป็น “แม่ปี” ตี้จือ (กิ่งดิน) มี 12 ถือเป็นลูกปี

ระบบปฏิทิน หรือการนับ เวลา วัน เดือน ปี ระบบ “กานจือแม่ปีลูกปี” นี้ แบ่งปีรอบเล็กเป็น 12 ปี ภายหลังเอา 12 นักษัตรมากำกับ ครบ 12 ปีเป็นหนึ่งรอบนักษัตร หรือหนึ่งรอบเล็ก และใช้เทียนกาน (ก้านฟ้าแม่ปี) เลขคู่มากำกับนำหน้า ตี้จือ (กิ่งดินลูกปี หรือปี 12 นักษัตร) เลขคู่ เลขคี่กำกับเลขคี่ หมุนเวียนไป 5 รอบก็จะครบ 60 ปี แล้วขึ้นต้นใหม่

ก้านฟ้าแม่ปี ที่กำกับอยู่ข้างหน้าจะทำให้รู้ว่าปีนักษัตรหรือกิ่งดินลูกปีนั้น เป็นรอบที่เท่าไร ครบห้ารอบแล้วขึ้นต้นใหม่จึงนับเป็นหนึ่งรอบใหญ่ 60 ปี ถือเป็นช่วงสำคัญ

ส่วนรอบนักษัตร 12 ปี (1 รอบ) 24 ปี (2 รอบ)… 72 ปี (6 รอบ) 84 ปี (7 รอบ) ไม่ถือเป็นช่วงสำคัญเท่ารอบ 10 ปี.

ตามวัฒนธรรมจีน คนจีนจึงนิยมทำบุญฉลองอายุครบรอบ 10 ปี มากกว่าครบรอบนักษัตร เว้น 5 รอบนักษัตรเพราะตรงกับรอบ 60 ปี และเป็น 1 รอบใหญ่ของการนับปีตามระบบ “กานจือ” ของจีนโบราณ ซึ่งไททุกเผ่ารับจากจีนมาใช้แต่โบราณ จึงเรียก “ปีหนไท” ดังกล่าวมาแล้ว

ขงจื๊อได้กล่าวถึงพัฒนาการชีวิตของท่านตามรอบ 10 ปี เช่นเดียวกัน แต่เริ่มเมื่ออายุ 15 ปีก่อน ดังปรากฏอยู่ในคัมภีร์หลุนอี่ว์ (วิจารณพจน์) บรรพที่ 2 (เหวยเจิ้ง) ข้อที่ 4 สำนวนแปลของอาจารย์เลียง เสถียรสุต ว่าดังนี้

2.4 เมื่อเราอายุได้ 15 ปีก็มีความตั้งใจในการศึกษา เมื่ออายุ 30 ปีก็ตั้งตัวได้ เมื่ออายุ 40 ปี ก็ไม่หลงผิดลังเล เมื่ออายุ 50 ปีก็ทราบชะตา (อันจะเป็นไป) เมื่ออายุ 60 ปีฟัง (ใครคนใดพูด) ก็ไม่รู้สึกขัดหู เมื่ออายุ 70 ปี ก็ทำอะไรได้ตามชอบใจ แต่ (การกระทำ) นั้นไม่ผิดต่อระเบียบแบบแผน”

ท่านขงจื๊อถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 72 จึงกล่าวถึงอายุ 70 เป็นช่วงสุดท้าย ซึ่งในยุคนั้นถือว่าอายุยืนมาก ต่อมาในราชวงศ์ถัง (.. 1116-1450) คนอายุถึง 70 ปี ก็ยังมีน้อย หาได้ยาก ตู้ฝู่ (.. 1255-1313) กวีเอกในยุคนั้นจึงเขียนไว้ในกวีนิพนธ์ของท่านวรรคหนึ่งว่า “ชีวิตคนแต่บุราณมาถึง 70 ปีนั้นมีน้อย (หาได้ยาก)” ตามวัฒนธรรมเรื่องวัยของจีนก็ยกย่องว่าเป็นผู้สูงวัยมาก มีสิทธิ์ถือไม้เท้าไปได้ทั่วประเทศ ถือกันว่าเป็นเกียรติอันสูงส่งอย่างหนึ่งของคนจีน.

ตั้งแต่นั้นมาก็มีกวีแต่งกวีนิพนธ์อันเนื่องด้วยอายุ 70 ปีไว้หลายบท

หนังสือรวมบทความ นานาสาระจีนวิทยา (ถาวร สิกขโกศล) บรรณาธิการ พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2566

(ซ้าย) รูปเทพแห่งซิ่ว (อายุยืนแข็งแรง) (ขวา) อักษรฮก (บุญวาสนา)

สัญลักษณ์ของลก (ลาภยศ) มีอักษร “ฮก” อยู่บนหลังกวาง อักษร “ซิ่ว” อยู่ที่ตัวกวาง รวมฮกลกซิ่วไว้ด้วยกัน

ฮก ลก ซิ่ว องค์อุ้มเด็ก ฮก (ลาภยศ) องค์กลาง ลก (บุญวาสนา) องค์ขวา ซิ่ว (อายุยืนแข็งแรง)