ถอดสัญญะ The Vanishing Half สายใยสีจาง

9.08.23 | 14:43 น.

นับเป็นนวนิยายแปลเรื่องแรกในปี พ..2566 ของสำนักพิมพ์มติชน สุดเข้มข้นที่ต้องชวนให้อ่าน สำหรับ “The Vanishing Half สายใยสีจางหนังสือขายดีจาก The New York Times 

ผลงานโดย Brit Bennett

นักเขียนหญิงชาวอเมริกัน โดยเป็นผลงานเรื่องที่สองของเธอหลังจากผลงานเรื่อง The Mother เมื่อปี ..2016

ชนะรางวัล Best Historical Fiction ของ Goodreads Choice Award 2020

นวนิยายการันตีความเข้มข้นด้วยรางวัล Goodreads Choice Award ปี ค..2020 สาขา Best Historical Fiction อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงอีกหลายรางวัล

Advertisement

ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครที่หลากหลาย

นอกเหนือจาก เดเซอเรย์ และ สเตลลา พี่น้องฝาแฝดแล้ว เนื้อเรื่องยังพาไปสำรวจ เสียง ของหลายตัวละครที่มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ให้เราได้เห็นทั้งประสบการณ์และชีวิตอันหลากหลายที่แตกต่างกันออกไป หากแต่ไม่เคยตัดสินถูกผิดในทุกทางที่แต่ละคนเลือกเดิน และไม่แน่ว่า เรื่องราวอันหลากหลายที่ถูกร้อยเรียงไปแต่ละหน้ากระดาษอาจสะท้อนภาพของตัวคุณแฝงอยู่ภายใต้ตัวละครใดตัวละครหนึ่งในเรื่องก็เป็นได้

หลากมุมมองให้ผู้อ่านซึมซับและตีความได้

นวนิยายนำเสนอประเด็นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สีผิว ความเหลื่อมล้ำ สายสัมพันธ์ของครอบครัว การเปลี่ยนผ่าน ไปจนถึงตัวตนและอัตลักษณ์ของมนุษย์ ที่เมื่ออ่านจบแล้วอาจทำให้เราหันกลับมามองและทำความเข้าใจตัวเราเองและคนรอบข้างอีกครั้ง

เพราะเรื่องราวในอดีตเป็นกระจกสะท้อนบาดแผลที่ยังไม่จางในปัจจุบัน

แม้นวนิยายจะพาเราย้อนไปยังดินแดนอเมริกาในอดีต แต่เรายังกลับพบเห็นบาดแผลและความเจ็บปวดอันเป็นสากลที่ยังคงไว้ซึ่งความร่วมสมัยที่ไม่เคยจางลงอยู่ในปัจจุบัน เสมือนทั้งสองเวลาเป็นกระจกสะท้อนกันและกัน ดังที่ ศิริกมล ตาน้อย หรือผู้แปลนวนิยายเล่มนี้ได้กล่าวไว้ว่า 

“The Vanishing Half หรือ สายใยสีจาง นิยายเล่มที่สองของ บริต เบนเน็ตต์ เล่าถึงหลากชีวิตในห้วงเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ ขนานไปกับประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์กับการเมืองซึ่งเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ทว่าไม่ว่าในช่วงเวลาใดก็ยังปรากฏความย้อนแย้งและความเหี้ยมโหดให้เห็นเสมอ ไร้วี่แววของความเมตตาปรานีและความยุติธรรม

ตลอดทั้งเรื่อง มีการใช้สัญลักษณ์ที่แฝงไปด้วยหลากความหมายชวนตีความตั้งแต่หน้าปก ตลอดจนภาพประกอบที่สอดแทรกอยู่ระหว่างบทไปจนจบเล่ม 

“The Vanishing Half สายใยสีจางเป็นเรื่องราวของฝาแฝดคนดำที่มีเส้นทางชีวิตที่แตกออกเป็นสองทาง นั่นจึงทำให้หน้าปกมีรูปของฝาแฝดปรากฏอยู่ โดยสถานที่ที่โอบอุ้ม 2 ตัวละครนี้ไว้คือบ้านที่ถือเป็นสถานที่แรกที่โอบอุ้มพวกเธอไว้ก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกย้ายไปมีชีวิตเป็นของตัวเองในเวลาต่อมา หากแต่ผู้ออกแบบปกได้นำประเด็นต่างๆ ในเรื่องมาขยายและบอกเล่าออกมาผ่านภาพที่แทรกอยู่ตลอดทั้งเรื่อง

ดอกลิลลี่ แจกัน และพื้นบ้าน เป็น 3 องค์ประกอบหลักที่ถูกสื่อสารประกอบกับเนื้อเรื่องในนวนิยายที่ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยถูกแทรกอยู่ตามหน้าคั่นบทแต่ละบท และแต่ละองค์ประกอบก็ได้สะท้อนความหมายที่แตกต่างกันออกไป

ดอกลิลลี่ แทนอัตลักษณ์ความเป็นหญิง ซึ่งนอกจากนวนิยายเรื่องนี้จะถูกเขียนด้วยนักเขียนหญิงแล้ว ตัวละครหลักทุกตัวในเรื่องยังเป็นผู้หญิงอีกด้วย เนื้อเรื่องพาไปสำรวจ เสียง ของหลายตัวละครหญิงที่มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ให้เราได้เห็นทั้งประสบการณ์และชีวิตอันหลากหลายที่แตกต่างกันออกไป หากแต่ไม่เคยตัดสินถูกผิดทุกการตัดสินใจ เพียงแต่ทำให้นักอ่านอย่างเราเข้าใจเงื่อนไขของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับข้อจำกัดเรื่องเพศ

ขณะที่ แจกัน คือกรอบจำกัดแห่งปัจเจก

เพราะการมีอยู่ของมนุษย์มาพร้อมกับพื้นที่จำกัดอิสระของเราเสมอ หากดอกลิลลี่เป็นภาพสะท้อนของผู้หญิง ดอกลิลลี่ที่อยู่ในแจกันก็คงไม่พ้นการสื่อถึงกรอบพื้นที่ที่จำกัดอิสระของตัวละครเหล่านั้นอยู่เรื่อยไป หากแต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงกรอบพื้นที่นี้ที่ถูกเล่าผ่านรูปออกมาให้เราได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ 

ส่วน พื้นบ้าน คือ อัตลักษณ์ที่ถูกผูกไว้กับพื้นที่

นอกเหนือจากสายสัมพันธ์ที่โยงใยผ่านหลากตัวละครภายในเรื่องแล้ว ตัวละครยังสะท้อนความผูกโยงกับพื้นที่อีกด้วย บ้านคือฉากหลังที่ถูกสื่อสารผ่านหน้าปก และในขณะเดียวกัน พื้นบ้านก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นภาพพื้นหลังของ

ดอกลิลลี่ในแจกันที่ถูกสื่อสารตามหน้าคั่นบท เพื่อเล่าประเด็นนี้ไปตามเรื่องให้

ผู้อ่านขบคิดตามไปเรื่อยๆ อีกด้วย เพราะทุกตัวละครต่างก็มีเรื่องราวที่ผูกโยงกับเรื่องของพื้นที่เสมอ

ชวนสำรวจ สายใยครอบครัว บาดแผล และความลับที่ไม่อาจเปิดเผย ไปด้วยกันในนวนิยายแปลเล่มสำคัญที่พลาดไม่ได้