‘สถาปัตย์’ บรรจบไทย-ไต้หวัน เชื่อมร้อยความต่าง ผสานวัฒนธรรม ผ่าน ‘ผืนดิน’ อันเป็นอนันต์ 

12.08.23 | 13:14 น.
‘สถาปัตย์’ บรรจบไทย-ไต้หวัน เชื่อมร้อยความต่าง ผสานวัฒนธรรม ผ่าน ‘ผืนดิน’ อันเป็นอนันต์ 
เงาสะท้อนภาพโถงอาคารหอศิลป์ จุดคลี่คลายของนิทรรศการ Infinity Ground

‘สถาปัตย์’ บรรจบไทย-ไต้หวัน เชื่อมร้อยความต่าง ผสานวัฒนธรรม ผ่าน ‘ผืนดิน’ อันเป็นอนันต์ 

‘สถาปัตยกรรม ไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินเท่านั้น
แต่ยังเชื่อมโยงกับพื้นเพและธรรมชาติของมนุษย์’

คำจำกัดความไม่เกินจริง เพราะทันทีที่ก้าวลงไปยังโถงใต้ดินของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ฝ่าเท้าก็สัมผัสเข้ากับพื้นที่ปูด้วยกาบมะพร้าว บอกใบ้สัญญะเป็นนัยๆ แขกเหรื่อหลากเชื้อชาติหลั่งไหลวนเวียนชมผลงานที่ผสมผสานความต่าง ทว่ามีจุดเชื่อมโยงเดียวกันคือ ผืนดิน ที่ทั้งเคยเลื่อนไหล และรวมตัวกันตามธรรมชาติ

Infinity Ground: สถาปัตย์บรรจบ คือนิทรรศการสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ที่คัดสรรผลงานจากฝีมือสถาปนิกไทยและไต้หวัน ทั้ง 8 บริษัท มาร้อยเรียง แยกหมวดหมู่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน จากการตั้งข้อสังเกตและหาจุดเชื่อมโยงของภัณฑารักษ์คู่รัก ไทย-ไต้หวัน

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับบทแม่งานให้การต้อนรับพันธมิตร ซิ่วเม่ย เซีย ผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย จู้หมิง หวง ประธาน Alliance for Architectural Modernity Taiwan ก่อนร่วมเปิดตัวนิทรรศการนาทีประวัติศาสตร์ 2 ชนชาติที่เสียงพ้องกัน เดินหน้าผสานความร่วมมือเพื่อเเลกเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบที่อยู่อาศัย 1 ในปัจจัย 4 ในศตวรรษอันสุดแสนจะผันผวน

Advertisement

มัดรวมสิ่งก่อสร้างที่น่าจับตามาจัดหมวดหมู่ ให้นักศึกษาตลอดจนผู้คนที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ ทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในการจัดงาน

ภูมิอากาศร้อนชื้น คือจุดร่วม
พาวิลเลียนขนาดไม่เท่ากัน 9 ยูนิต จัดเรียงทับซ้อนประกอบกันเป็นวงกลม ค่อยๆ เดินวนตามเข็มนาฬิกา เพราะผู้จัดตั้งใจให้ผู้ชมเดินดูตัวแบบ แล้วค่อยๆ มองทะลุออกไปเห็น โมเดล ของจริงที่ซุกซ่อนอยู่ตรงช่องว่างระหว่างผนัง

(จากซ้าย) เจอร์รี่ หง และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี

เจอร์รี่ หง และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี คู่รักภัณฑารักษ์ นำเดินชมทีละโซน เริ่มจากยูนิตแรก บทเกริ่นนำความเป็นมา หวังเชื่อมโยงไทย-ไต้หวันผ่านคำว่าพื้นดิน ส่วน กาบมะพร้าว สื่อถึงภูมิอากาศร้อนชื้นอันเป็นจุดร่วม โดยทั้ง 8 ส่วนไม่ได้แยกไทย-ไต้หวัน หากแต่จับคู่ ขมวดความเชื่อมโยงตามธรรมชาติของการออกแบบโดยนิยามความหมายเป็น 2 ส่วน

4 ยูนิตแรก คือหมวด Ground Exchanges “การแลกเปลี่ยนบนผืนดิน” สื่อถึงการทำงานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แต่ยังอิงธรรมชาติของภูมิภาคและบริบทของพื้นที่ แยกออกเป็นหลายหมวด

หมวด Ground Exchanges การแลกเปลี่ยนบนผืนดิน

Togetherness จับคู่โปรเจ็กต์ของ Architects 49 และ Behet Bondzio Lin Architekten มีความน่าสนใจคือ การใช้หลังคาที่มีลักษณะเป็นเเนวราบและเเนวตั้ง หมวดที่ 2 Ritual จับคู่ผลงานที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและศาสนา เช่น สุสานบรรจุอัฐิ ของ BBL กับ The Glass Temple ของ ดวงฤทธิ์ บุนนาค ส่วนหมวดที่ 3 Natives เด่นที่การสร้างสรรค์วัสดุเพื่อสร้างภาพใหม่ๆ ให้กับอาคาร เป็นการจับคู่กันของบริษัท Architecs 49 และ Mayu Architecs โดยการใช้วัสดุที่มีการติดตั้งระบบสมัยใหม่ แต่ยังคงตอบสนองกับภูมิอากาศในท้องถิ่น โดยในหมวดที่ 4 Porosity จะพบว่าผลงานของ Mayu Architects และของ ดวงฤทธิ์ บุญนาค มีความคล้ายคลึงกันในความพยายามสร้างความพรุนให้กับตัวสถาปัตยกรรม ทำอาคารที่หนักกลายเป็นเบาขึ้น และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสภาพเเวดล้อม

The Glass Temple โดย ดวงฤทธิ์ บุนนาค

ขณะที่อีก 4 ยูนิต เป็นหมวด Feeling Grounds “ความรู้สึกจากผืนดิน” เด่นชัดเรื่องการใช้ฝีมือพื้นถิ่น วัสดุและเทคนิคก่อสร้างที่สืบทอดกันมา หมวดแรก Extra-Ordinary ทำสิ่งธรรมดาให้มีความพิเศษ จับคู่ Department of Architecture และ Atelier Or ส่วนหมวดที่ 2 NOSTALGIA ผลงานของ อาศรมศิลป์ และ Ambi studio ทำให้เห็นภาพของการเชื่อมโยงพื้นที่เมืองกับชุมชนเข้าด้วยกัน สอดแทรกองค์ประกอบใหม่ที่ทำให้ผู้คนยังระลึกถึงพื้นที่ท้องถิ่น หมวดที่ 3 VERNACULAR เป็นการประยุกต์ใหม่ ปรุงสถาปัตยกรรมท้องถิ่นให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ด้วยรูปเเบบ เทคนิคติดตั้ง องค์ประกอบสอดคล้องกับปัจจุบัน หมวดที่ 4 BOUNDARYLESS เมื่อสถาปัตยกรรม ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอาคารอีกต่อไป แต่ลบขอบเขตเพื่อการเชื่อมโยงกันของพื้นที่ ผู้คนและเมืองเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการจับคู่ผลงานของ อาศรมศิลป์ สวนป๋วย 100 ปี เเละ Pavilion for Hsinchu Bus station plaza ของ Atelier Or ล้วนสะท้อนวิถีชีวิตใหม่ของ
มนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ผ่านลักษณะอาคารที่ผันแปรตามยุคสมัย ภูมิอากาศร้อนชื้น คือจุดร่วมเดียวกัน

โมเดลห้องสมุดเก๋งเรือลอยฟ้าท่าฉลอม โดยอาศรมศิลป์

เมื่อเดินวนจนครบจะนำไปสู่โถงกลางอันเป็น จุดคลี่คลาย เผยให้เห็นที่นั่ง ปิดด้วยวัสดุคล้ายกระจกเงาตั้งอยู่ตรงกลาง สะท้อนภาพโถงอาคารที่เชื่อมโยงแต่ละชั้นของหอศิลป์เข้าด้วยกัน เหมือนเสียงกระซิบความเป็นอนันต์ ที่ประสานไปกับธีม

เชื่อมวัฒนธรรม ผ่านสถาปัตยกรรม
มากหน้าหลายตา คลาคล่ำไปด้วยสถาปนิกตัวท็อปในวงการ

“ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เรามีนิทรรศการทางสถาปัตยกรรมเกิดขึ้น จากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งวิชาชีพ วิชาการ และต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยน และบูรณาการแนวคิดในการออกแบบ”

ซิ่วเม่ย เซีย (คนที่ 3 จากซ้าย) จาก TECO ไต้หวัน ร่วมเปิดนิทรรศการโดยมี ชนะ สัมพลัง นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ให้การต้อนรับ

ชนะ สัมพลัง นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) เผยถึงความตั้งใจในการจัดงานนี้ ซึ่งนับว่าครั้งนี้สมาคมได้แสดงออกถึงบทบาทการเป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบวิชาชีพ และเชื่อมโยงวัฒนธรรมผ่านทางสถาปัตยกรรมไปในตัว

ด้าน ซิ่วเม่ย เซีย รองผู้แทนรัฐบาล สำนักเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) เล่าว่า เมื่อปีที่แล้วมีโอกาสมาเยือนไทย ประทับใจมากที่ได้พบเห็นสถาปัตยกรรมที่ดีไซน์สวยงามหลากหลาย ซึ่งรูปทรงของอาคารค่อนข้างต่างจากไต้หวัน

“ตัดภาพมายังวันนี้ ฉันได้มาเรียนรู้ลักษณะของสถาปัตยกรรมที่มีความครีเอทีฟที่สุดในไทยและไต้หวัน แม้จะไม่ใช่ศาสตร์ที่ฉันเชี่ยวชาญ แต่ก็ตั้งตารอที่จะได้เห็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างไทยและไต้หวัน อีกครั้งในอนาคต” ซิ่วเม่ย เปิดใจ

ท่ามกลางแขกเหรื่อ นักศึกษา ตลอดจนคณบดีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์หลากสถาบัน ไม่ว่าจะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ม.ศิลปากร, ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีเปิด

ประภากร วทานยกุล

สำหรับ ประภากร วทานยกุล นายกสภาสถาปนิก หัวเรือใหญ่ของบริษัทสถาปนิก Architects 49 ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ถึงกับให้ความยอมรับนับถือผลงานหลายชิ้นเป็นการส่วนตัว

3 ภาพ ไม่ใช่แค่นิทรรศการ นำคนไทย-ไต้หวันมารวมกัน
กว่าที่งานจากเพื่อนบ้านภูมิภาคเดียวกันจะปรากฏเคียงคู่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เจอร์รี่ และ  กุลธิดา หัวหน้าคิวเรเตอร์ จับไมค์เล่าเบื้องหลัง

“มี 3 ภาพที่เกิดขึ้นในงานของเรา”

“ภาพแรกก่อนนิทรรศการจะเกิดขึ้น คือห้องว่างเปล่า, ภาพที่ 2 ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อนช่วงโควิด ทุกคนต้องแยกออกจากกัน แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือการทำงานของสถาปนิก เห็นผลงานใหม่เกิดขึ้นในช่วงนี้, ภาพที่ 3 ได้เห็นความหลากหลายของสถาปัตยกรรมทั้งไทยและไต้หวัน

นิทรรศการนี้ไม่เพียงเเต่เชื่อมโยงขอบเขตของทั้ง 2 เข้าด้วยกัน เเต่ยังนำคนไทยเเละคนไต้หวันมารวมกันที่นี่” สองคิวเรตอร์สลับกันเปิดใจ

ก่อนเจาะเบื้องหลังเบื้องลึกของนิทรรศการ เริ่มจากการมองพื้นที่ตั้ง ความน่าสนใจคือมีแสงที่สาดส่องลงมาตรงโถงกลาง ชวนให้นึกถึงโบสถ์ที่วัดศรีชุม จ.สุโขทัย ซึ่งไต้หวันก็มีช่องแสงทำนองนี้ ส่องเป็นภาพแผนที่โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

“ช่องแสง กลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลง สาดให้เห็นภาพเคลื่อนไหวผ่านเงาบนผืนดิน ซึ่งถ้ามองไปที่ทฤษฎีการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค ของ อัลเฟรด เวเกอร์เนอร์ นักธรณีวิทยาชาวเยอรมัน ก็กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของธรณีโลกที่มีทั้งแยกออกและรวมตัว จึงเป็นที่มาของ Infinity Ground อันสื่อถึงเงาของเเสงที่ทอดลงมาบนผืนดิน” เจอร์รี่เผย

ไม่มีแสงก็ไร้เงา ความหลากหลาย ช่วยยืนยันอัตลักษณ์
คิดเห็นอย่างไรกับคำว่า Infinity? ภัณฑารักษ์สาว ยิงคำถามส่งตรงถึงตัวท็อปจาก 6 บริษัท ที่มาร่วมให้มุมมองในช่วง Infinity Ground Dialogue

ดวงฤทธิ์ บุนนาค (คนกลาง)

ในสายตาของ ด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค มองอีกมุมว่า คำนี้ ไม่เพียงนิยามสถาปัตยกรรมไทย แต่ยังคล้ายกับคำนิยามการเมืองไทยที่เหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด

“ผมค่อนข้างได้รับแรงบันดาลจากการนำเสนอเรื่องแสง-เงา ที่ตกกระทบตามจุดต่างๆ ในโลกนี้ ชวนให้นึกถึงข้อสงสัยว่าโลกกลมจริงหรือไม่? เมื่อไม่อาจรู้ถึงจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด และบ้างก็ชี้ถึงความเชื่อที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรม อย่างน้อยก็สำหรับคนไทย เมื่อเราตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของชีวิต เกิด-ตาย แล้วเกิดใหม่อีกครั้งเหมือนวงจรที่ไม่สิ้นสุด”

เป็นเหมือนคำใบ้ที่พยายามให้เราตระหนัก ว่าควรจะนิยามความเป็นสถาปัตยกรรมให้เป็นอนันต์ เพราะเราต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง และแน่นอนอาคารที่เราสร้างก็มีวันพังทลาย ซึ่งมันคือจุดร่วมที่สำคัญของแนวคิดของทุกชนชาติ” ดวงฤทธิ์คิดเห็นเช่นนี้

ถ้าอย่างนั้น จะเรียกว่า ‘ความหลากหลาย’ เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นอนันต์?

ดวงฤทธิ์คิดเห็นตรงกัน เหมือนความหลากหลายที่ปรากฏผ่านแสง-เงา ถ้าไม่มีแสงก็จะไม่เกิดเงา ไม่มีเงาหากปราศจากแสง ซึ่งในบางครั้งก็แยกไม่ออกว่าอันไหนคือแสงหรือเงาถ้าไม่ได้อยู่คู่กัน

“ผมจะสื่อว่าในสังคมไทย หรืออาจจะรวมถึงไต้หวัน เราอยู่ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย บอกไม่ได้ว่าเราเป็นใคร ถ้าไม่มีคนที่ต่างจากเรา ความหลากหลายคือคีย์ที่บอกว่ามีอะไรคงอยู่ ลองจินตนาการดูว่าทุกอย่างเหมือนกันไปหมดจะเป็นอย่างไร ความหลากหลายคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกสิ่งดำรงอยู่ได้” ดวงฤทธิ์ชวนให้คิดตาม พร้อมย้ำว่า ปล่อยให้หลากหลาย เพราะคือบ่อเกิดของสิ่งที่จะช่วยยืนยันว่า เราเป็นใคร รวมถึงนิยามสถาปัตยกรรมของเรา

มองเห็น แต่ไม่เห็น
ด้วง ดวงฤทธิ์ ยังขยายความไอเดีย The Glass Temple ที่จุดหลักสำคัญไม่ได้เจตนาให้มีความเป็นสถาปัตยกรรมไทย แต่เป็นโปรเจ็กต์ที่ได้ถูกนิยามเป็นอย่างแรกผ่าน ฟาซาด หลังจากเคยเห็นโปรเจ็กต์ที่ใช้วัสดุโปร่งใส มองทะลุเข้าไปจนเห็นโครงสร้างข้างใน กระทั่งได้กลายเป็นเคสตัดดี้ในเวลาต่อมา
ซึ่งอาจจะสร้างโดยเน้นทรรศนะเรื่องกระจก

“แต่ผมย้อนกลับไปที่ความเชื่อของคนไทย ที่นิยามคำว่า แก้ว คือมองทะลุ จึงเป็นที่มาของ The Glass Temple สื่อธรรมชาติของกระจก แบบไม่ใช้กระจก สร้างฟาซาดที่มองเห็นแต่ไม่เห็น มีเสาไม้ก้อง 3 ชั้น เล็ก กลาง ใหญ่ ไม่ได้ตรง แต่เอียงเล็กน้อย เวลาคุณมองทะลุไป เลเยอร์ เล็ก กลาง ใหญ่ จะทำให้คุณเห็นพระพุทธรูปอยู่ข้างใน แต่ไม่ชัดเจน”

“สเกลที่มหึมา เมื่อเดินเข้าไปจะทำให้คุณรู้สึกตัวเล็กและใหญ่ในเวลาเดียวกัน สำหรับผม ใช้ความรู้สึกเป็นจุดสำคัญ”

หมุนตามโลก แต่ตอบโจทย์มวลอารมณ์พื้นที่
ตัดภาพมาที่ มาเรีย และ โรดิโก สถาปนิกจาก BBL ที่ทำงานรายล้อมไปด้วยคนหลากศาสนาและแบ๊กกราวด์ ชวนสงสัยว่ามีเทคนิคค้นหาเอกลักษณ์ให้กับงานอย่างไร มีสไตล์ตะวันตก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นเอเชีย

โรดิโก มองเห็นหลายสิ่งที่คล้ายคลึงระหว่างไทยและไต้หวัน บางจุดเหมือนกันอย่างมาก แม้ภาษาจะต่างกันสิ้นเชิง

“เซนส์ คือสิ่งสำคัญที่สุด ของอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ของประเทศและพื้นที่ ส่วนสำคัญของนิทรรศการนี้ไม่ใช่แค่การสถาปัตยกรรม แต่คือตัวอย่างที่ดี ในการที่ไต้หวันและไทยจัดนิทรรศการคู่กัน Side by Side มันคือ a flow ที่จะทำให้เกิดการ follow” โรดิโกชี้

หันมาที่ สถาปนิก 49 ที่มักดึงเอาเทคโนโลยี-ซอฟต์แวร์มาประยุกต์ กระบวนการแนวคิดแบบตะวันตกได้ส่งผลมากน้อยแค่ไหน?

โต้ง นิธิศ สถาปิตานนท์ จาก สถาปนิก 49 คิดเห็นว่าโลกทุกวันนี้แคบลง เพราะความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากในอดีตรุ่นพ่อต้องไปถึงยุโรปเพื่อเรียนสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งสถาปนิก 49 พยายามตามให้ทันการหมุนไปของโลก ทดลองดีไซน์หลายแบบ ในขณะเดียวกันต้องตอบโจทย์กับเงื่อนไข Sense of Place ในทุกๆ โปรเจ็กต์ ไม่ว่าจะภูมิอากาศ วัฒนธรรม ความเป็นไทย

“แม้ว่าเราจะถนัดสถาปัตยกรรมตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายโปรเจ็กต์ของไทย เช่น The Glass Temple ของพี่ด้วง ที่เป็นโมเดิร์น-ไทย หรือ ‘เวลา’ ซึ่งไม่ใช่แค่ดูออกถึงความเป็นไทยแต่ยังดูอินเตอร์ ตอบโจทย์กับที่ตั้งในแบบที่ผมไม่เคยเจอที่ไหนเหมือน มัน Back and Forward” นิธิศขยายให้เห็นภาพ

วาดหวังเห็นสถาปนิกไทย-ไต้หวัน ร่วมงานกันในอนาคต

(จากซ้าย) กุลธิดา ทรงกิตติภักดี, เซิ้งเฟิง หลิน, ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคํา, อมตะ หลูไพบูลย์, ดวงฤทธิ์ บุนนาค, นิธิศ สถาปิตานนท์, Rodrigo Reverte Martinez-Gil, Maria Eugenia Carrizosa Rivera และยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์

ใส่ความทรงจำ ผสานกลิ่นอาย
หันไปดูโปรเจ็กต์ ศาลาบางปะอิน และ The Glass Temple ที่เหมือนสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน หน้าตาค่อนข้างคล้ายสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ชวนให้สงสัยถึงวิธีการประยุกต์?

อมตะ หลูไพบูลย์ และ ทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคํา ผู้ก่อตั้งบริษัท ดีพาร์ทเม้นท์ ออฟ อาร์คิเทคเจอร์ คว้าไมค์เฉลยความลับโปรเจ็กต์ ศาลาบางปะอิน

ทวิตีย์ เผยถึงวิธีการประยุกต์ว่า พยายามไม่ให้รู้สึกถึงความเป็น Traditional มากเกินไป โปรเจ็กต์แต่ละชิ้นจะค่อนข้างทำให้มีหลายระดับความสัมพันธ์ ส่วนมากจะขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าขออะไรเป็นพิเศษ อยากให้มีกลิ่นอายแบบไหน อย่างในการออกแบบโรงพยาบาล แขกส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ต้องทำให้บรรยากาศของสถานที่มีความชัด โปรเจ็กต์ประเภทนั้นเราจึงค่อนข้างที่จะพยายามปรับเปลี่ยนความเป็นพื้นถิ่น ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความทรงจำของสถานที่ให้เข้าไปอยู่ในโปรเจ็กต์ด้วย

“แต่ในโปรเจ็กต์อื่นๆ เราพยายามเฟ้นหาหลายๆ อย่างเข้ามาผสมผสาน เช่น คอมเมอร์เชียลโปรเจ็กต์ใน กทม. ไม่ให้มีความเป็นอิฐแบบไทยจ๋า แต่อย่างไรก็ดี การออกแบบยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะสภาพอากาศเขตร้อนชื้น ที่ควรเปิดโล่ง ให้ได้เอ็นจอย มันอาจจะทำให้นึกถึงบ้านทรงไทย แต่ไม่ได้มาจากการคิดถึงบ้านทรงไทย มันมาจากการคำนึงถึงบริบทของสถานที่ สภาพอากาศ” ทวิตีย์อธิบาย

ไม่ใช่แค่ออกแบบ ต้องใช้ตา มือ และใจ
ไต้หวัน โด่งดังในเรืองแมทิเรียลและการดีไซน์ รู้สึกอย่างไรกับการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมในบ้านของคุณ?

ในมุมของ เซิ้งเฟิง หลิน จาก Atelier Or จะสอนลูกศิษย์ให้เน้นความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่เชื่อมโยงกับองค์ประกอบ แต่ยังต้องเชื่อมโยงสภาพแวดล้อมและผู้คน และการทำให้นักเรียนเป็นสถาปนิกที่แท้จริง ไม่สามารถหวังได้แค่ในมหาวิทยาลัย

“คุณต้องใช้ตา มือ และใจ นี่คือ 3 อย่างที่ควรจะกลายเป็นคีย์สำหรับนักเรียนสถาปัตย์ คุณต้องใช้เวลาฝึกฝนหลายปีในรั้วมหาลัย

แต่การเรียนรู้ว่าจะเป็นนักออกแบบได้อย่างไร จะไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของการเป็นสถาปนิก”

อธิษฐาน จันทร์กลม

ณัฐธยาน์ เตชนิธิเศรษฐ์