ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ ปาฐกถารื้อสร้างความทรงจำ ‘สิ่งที่ถูกทำลายไปไม่ใช่แค่ อิฐ หิน ปูน ทราย แต่คือจิตวิญญาณ’

20.08.23 | 12:11 น.
ชญานินทร์ ภูษาทอง ภูษิต ภูมีคำ

ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ
ปาฐกถารื้อสร้างความทรงจำ
‘สิ่งที่ถูกทำลายไปไม่ใช่แค่ อิฐ หิน ปูน ทราย แต่คือจิตวิญญาณ’

ยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สำหรับกลุ่ม Saveอโยธยา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเพื่อปกป้องเมืองอโยธยาที่สุ่มเสี่ยงต่อความพินาศ จากโครงการรถไฟความเร็วสูง ‘สถานีอยุธยา’ หลักฐานที่อยู่ใต้ดินรอการขุดค้น อีกทั้งโบราณสถานที่ประจักษ์ต่อสายตาอาจถูกทำลายลงไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ล่าสุด จับมือ Documentary Club ชมภาพยนตร์สารคดี The Destruction of Memory เมื่อพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม ศร. 3004 มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ

ชวนให้ร่วมรับชมกรณีตัวอย่างของความทรงจำที่เสื่อมสลายอย่างน่าเสียดายยิ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี ปาฐกถาพิเศษทรงพลัง “รื้อสร้างความทรงจำในเมืองเก่ากรุงเทพฯ”

Advertisement

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เจ้าของคอลัมน์ ‘พื้นที่ระหว่างบรรทัด’ มติชนสุดสัปดาห์

นักวิชาการผู้ต่อสู้ทางความคิดในประเด็นดังกล่าวตลอดมา

ใจความสำคัญ ดังนี้

การไม่ลงรอยรอยกันระหว่างการเก็บรักษาและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ สาเหตุหลัก เกิดจากความไม่ค่ารู้ที่แท้จริงของวัตถุที่ถูกตีประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันไปของวัตถุแห่งความทรงจำนั้นๆ ซึ่งความไม่รู้หรือการตีความต่างๆ เป็นมูลเหตุสำคัญที่เราสูญเสียมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมตลอดมากมายในหลายสิบปีที่ผ่านมา

ในขณะที่การทำลายโบราณสถานหลายครั้ง เกิดจากความตั้งใจ เกิดขึ้นภายใต้ความตระหนักรู้ดีว่าโบราณสถานนั้นสำคัญต่อผู้คนเป็นจิตวิญญาณต่อผู้คนและสังคม การทำลายที่เกิดขึ้นในหลายกรณีจึงไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างแนวคิดว่าด้วยการอนุรักษ์และการพัฒนา ไม่ใช่เกิดจากการประเมินคุณค่าหรือตีคุณค่าต่างกัน หลายครั้งเกิดขึ้นจากการรู้ รู้เป็นอย่างดีในคุณค่าโบราณสถานว่าสำคัญขนาดไหนจึงทำลายมันลงไป

การทำลายแบบนี้มีเป้าหมายมุ่งตรงไปที่จิตวิญญาณและสังคม เขาต้องการทำลายอัตลักษณ์และตัวตนของผู้คนที่เกาะเกี่ยวผ่านตัวสิ่งก่อสร้างนั้นๆ ด้วยเหตุนี้การทำลายโบราณสถานกรณีดังกล่าว สิ่งที่ถูกทำลายไปไม่ใช่แค่ อิฐ หิน ปูน ทราย แต่มันทำลายจิตวิญญาณ อุดมการณ์ กระบวนการต่างๆ สร้างขึ้นไว้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์สร้างขึ้นไว้เป็นสิ่งก่อสร้างและตัวตนของมนุษย์

ตัวอย่างคือการระเบิดสะพานม็อสตาร์ ในสงครามบอสเนีย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2536 นอกจากตัวสะพานที่เก่าแก่ เป็นหน้าที่ตัวเชื่อมของคน 2 ฝั่ง 2 ฟากแม่น้ำแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมคนทั้งผู้คนและชาติพันธุ์บริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำ เป็นจิตวิญญาณของเมืองและผู้คน เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อกันอย่างสมานฉันท์

ทางด้านตะวันตกของสะพานเป็นฝั่งคริสต์ และทางด้านตะวันออกเป็นอิสลาม การทำลายสะพาน เป็นการทำลายอารยธรรม สิ่งก่อสร้างที่สวยงาม เป็นจิตวิญญาณ เป็นถาวรวัตถุ เป็นสิ่งที่คนในสังคมนั้นคาดหวังว่ามันจะอยู่เป็นชั่วนิรันดร์และอยู่ในชะตากรรมของมนุษย์แต่ละคนเป็นจุดเชื่อมวิญญาณของมนุษย์แต่ละคน

ความตายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าแม้ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามันต้องมาถึงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ผู้คนที่ล้มตายนั้นล้วนเป็นสมาชิกในชุมชน ในสังคม ภาพสะพานที่ถล่มเป็นทั้งหมดของพวกเรา ไม่ใช่ปัจเจกของบุคคลถูกทำลายหรือตายลงไป แต่สะพานนั้นเป็นตัวแทนของทั้งหมด เมื่อทั้งหมดถูกทำลาย ทำให้จิตวิญญาณเราทั้งหมดนั้นสูญสิ้น ความเป็นเราและจิตวิญญาณ ความเป็นตัวตนมันหาย ความหมายของความเป็นมนุษย์ก็ไม่เหลือ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก

สิ่งก่อสร้างหลายชิ้นทำหน้าที่แบบนี้ ด้วยนัยสำคัญเช่นนี้
การรื้อลบทำลายโบราณสถานที่มีสถานะพิเศษทางจิตวิญญาณด้วยความจงใจ สังคมโลกควรจัดเป็นอาชญากรรมของมนุษยชาติ ซึ่งประเทศไนจีเรียมีการดำเนินคดีต่อผู้ทำลายโบราณสถานในลักษณะนี้

มิลาน คุนเดอรา ชาวเช็ก มีข้อเขียนที่ว่า บันไดขั้นแรกของการฆ่าผู้คนคือการทำลายความทรงจำของพวกเขา ทำลายหนังสือ วัฒนธรรม ทำลายประวัติศาสตร์ จากนั้นก็ให้ใครสักคนเขียนขึ้นมาใหม่ สร้างวัฒนธรรมใหม่ เขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ในเวลาไม่ช้าผู้คนก็จะลืมว่าพวกเขาคือใคร มันเหมือนเป็นการทำลายความทรงจำ การทำลายตัวตนอัตลักษณ์ผู้คนเหล่านั้นให้หายไป การทำลักษณะนี้มีความรุนแรงสูงมาก เหมือนเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม

เมื่อพวกเขาไร้จิตวิญญาณก็ไร้ค่า ความหมายก็จะถูกลืม ลักษณะแบบนี้จึงมีสถานะแบบบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ความรุนแรง และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของผู้คนในเชิงกายภาพจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกโบราณสถาน ทุกสิ่งก่อสร้างจะมีคุณลักษณะอย่างนี้ อาคารเก่าและโบราณวัตถุหลายชิ้น ไม่ได้บรรจุความทรงจำ หรือจิตวิญญาณของผู้คน แต่ไม่ได้หมายความว่ารื้อได้ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องอนุรักษ์

สำหรับการรื้อทำลายในพื้นที่กรุงเทพฯมี 3 ลักษณะ

ลักษณะที่หนึ่ง คือ การทำลายมรดกวัฒนธรรมที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา โดยมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นหลัก กล่าวคือ เป็นความขัดแย้งจากสิ่งที่มีค่าทั้งคู่ ระหว่าง ‘การพัฒนา’ และ ‘การอนุรักษ์’ ทางออกของการแก้ปัญหานี้
คือ การผสานและหาสมดุลของทั้ง 2 สิ่ง

ถ้าความต้องการในการพัฒนาชนะ สิ่งที่จะสูญหายไปด้วย คือ จิตวิญญาณที่ฝังอยู่ในโบราณสถานนั้น ยกตัวอย่างเช่น ศาลเจ้าแม่ทับทิม หากมองเงื่อนไขในการรื้อทำลาย ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การทำลายตัวตน ความทรงจำ แต่เขาไม่ได้เห็นค่ามากพอ เพราะมองด้วยการพัฒนาในมุมเศรษฐกิจจากทุนนิยมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ดี ผมก็เคยเขียนว่าไม่เห็นด้วย

อีกตัวอย่างที่ยกขึ้นมาบ่อย คือ ป้อมมหากาฬ เป็นการสูญเสียบ้านไม้ที่อยู่บริเวณนั้น กรณีนี้มันก็เกิดจากการขัดแย้งของการอนุรักษ์และพัฒนาเช่นเดียวกัน ผนวกกับการมองไม่เห็นค่าในจิตวิญญาณของชาวบ้าน จากการพูดคุยกับคนที่ย้ายออกไป แม้เขาไม่ได้ตาย เขามีชีวิตต่อไป แต่อัตลักษณ์ตัวตนของเขาหายไปหมด
แล้ว

ฉะนั้นในหลายกรณี คนที่ย้ายไปอยู่ที่อื่น เขาจะหิ้วความเป็นชุมชนป้อมมหากาฬไปอยู่ที่ใหม่ด้วย มันเป็นหนทางเดียวที่จะรู้สึกถึงความเป็นตัวตนของเขาอยู่

กรณีสุดท้าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 16 ปีที่แล้ว คือ วัดยานนาวา ด้านขวาคือ ลานจอดรถ มันเป็นลานโล่งๆ ที่เราไม่มีความรู้สึก แต่เคยเป็น ชุมชนซอยหวั่งหลี เคยเป็นท่าเรือ เคยมีโรงหนังฮ่องกงตรงนี้ เคยมีผับบาร์ ความทรงจำบรรจุอยู่เต็มไปหมด

เมื่อสิ่งเหล่านี้หายไป ความทรงจำชุดนี้ก็หาย แม้ถูกบันทึกในหน้าหนังสือ ในหน้าข่าวเมื่อ 16 ปีที่แล้ว แต่มันไม่ได้บันทึกโดยคนที่อยู่ในพื้นที่นี้ แม้เขาจะไม่ได้เสียชีวิตทางกายภาพ แต่อัตลักษณ์เขาหายไป เขาอาจจะเดินหน้าสร้างอัตลักษณ์ใหม่ได้ แต่มันก็ไม่เหมือนเดิม เหมือนกับที่เราย้ายไปที่อื่นแล้ว เรารู้สึกแปลกแยก แต่ตรงนี้เขาอยู่มาตลอดชีวิต ผมรู้สึกว่าการสูญเสียนี้มันทรงพลังมาก หลายคนจึงรู้สึกไม่สามารถก้าวต่อไปได้

ลักษณะที่ 2 คือ การรื้อสร้างที่มองไม่เห็นคุณค่า มันสัมพันธ์กับกรณีที่ 1 ซึ่งเกิดจากการร่วมมือของนายทุนที่ไม่รู้คุณค่าของชุมชน ซึ่งเคสส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากกรณีข้างต้น

ลักษณะที่ 3 คือ การรื้อลบสิ่งก่อสร้างความทรงจำกระแสหลักที่ถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อรัฐ อย่างปรากฏการณ์รื้อลบและสร้างใหม่ที่เกิดขึ้นกับศิลปะคณะราษฎร เราเห็นการย้ายอนุสาวรีย์ของคณะราษฎรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ตลอดกว่า 20 ปีมานี้ ความทรงจำของราษฎรได้เปลี่ยนคุณค่ามาหลายชุด แต่ตอนนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย หรือการต่อต้านรัฐประหารไปแล้ว

ความทรงจำชุดนี้มันถูกเพ่งเล็งจากภาครัฐและผู้มีอำนาจที่ถูกจัดให้เป็นคู่ตรงข้ามโดยตรง

อนุสาวรีย์ปราบกบฏ ตั้งอยู่ในวงเวียนกลับรถ ถูกทิ้งร้างเงียบเหงามานานมาก ไม่มีใครคิดจะรื้อทิ้ง แต่เมื่อกลายมาเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณการต่อสู้อะไรบางอย่าง มันจึงถูกรื้ออย่างตั้งใจ ถือเป็นการรื้อจิตวิญญาณบางอย่างออกไป

ตัวอย่างคร่าวๆ ที่พูดมา สรุปว่าการต่อสู้เพื่อรักษาโบราณสถาน โบราณคดี ที่แม้ว่าไม่ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

เราไม่ได้ต่อสู้เพื่ออิฐ หิน ปูน ทรายของมัน แต่เราต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ และจิตวิญญาณที่ฝังอยู่ในนั้นต่างหาก

ชญานินทร์ ภูษาทอง
ภูษิต ภูมีคำ