โครงการโทรเลขระหว่างประเทศ สมัยรัชกาลที่ 5 ทำไมล่าช้า

21.08.23 | 13:05 น.
บ้านพระปรีชากลการที่ยึดมาเป็นที่ทำการกรมไปรษณีย์และโทรเลขที่ปากคลองโอ่งอ่าง

คนไทยรู้จัก “โทรเลข” ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ผ่านหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ใน พ.ศ.2388 ที่รายงานข่าวความสำเร็จการทดลองส่งข้อความด้วยโทรเลขระบบแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

แต่กว่าจะมีโทรเลขใช้จริง ก็ล่วงเลยเวลาจนถึงรัชกาลที่ 5 และเป็นไปอย่างล่าช้ายิ่ง

สาเหตุแห่งความล่าช้า และเบื้องหลังกำเนิดกิจการโทรเลขไทย วิภัส เลิศรัตนรังษี อธิบายไว้ในบทความชื่อ “ปักเสาพาดสาย : การเมืองเบื้องหลังโครงการโทรเลขระหว่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2566

หลังเกิดกบฏซีปอยที่อินเดีย (พ.ศ.2400) รัฐบาลลอนดอนประกาศจะวางสายโทรเลขจากลอนดอน มาถึงอินเดียและจีน หลายประเทศในเส้นทางดังกล่าว สำหรับประเทศไทย รัชกาลที่ 4 ทรงขอให้กงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ เชิญบริษัทโทรเลขเข้ามาเจรจา แต่บริษัทโทรเลขที่รับผิดชอบโครงการนี้ก็มีปัญหาภายในทำให้การดำเนินการ “สะดุด” เป็นระยะๆ นายวิลเลียม เฮนรี รีด เป็นตัวแทนบริษัทเข้ามาประสานงานในไทยหลายครั้ง

พ.ศ.2411 นายรีดเดินทางมาอีกครั้งพร้อมกับหนังสือสัญญา เวลานั้นรัชกาลที่ 5 เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ มีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินที่มีอำนาจตัดสินใจเวลานั้น จากนั้นก็เดินทางไปสำรวจเส้นทางและเจรจากับประเทศอื่นๆ ซึ่งตามกำหนด การวางสายโทรเลขจะแล้วเสร็จภายในระหว่าง พ.ศ.2413-2416 แต่กลับไม่สามารถปักเสาโทรเลขได้แม้แต่ต้นเดียว

Advertisement
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษช่วยเจรจาขอให้ต่อสัญญากับนายรีดอีกครั้ง หากเวลา 6 ปีที่ผ่านไป ราชสำนักสยามก็เปลี่ยนไปจากเดิม เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่นายรีดเคยเจรจาด้วย เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ขณะที่รัชกาลที่ 5 และพันธมิตรทางการเมืองของพระองค์จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในโทรเลขแทน

หากความต้องการจะเข้ามาบริหารโครงการโทรเลขเองของราชสำนักสยาม ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเลือกเส้นทางของที่ประชุมเสนาบดี (ธันวาคม พ.ศ.2417) เส้นทางแรกที่จะวางสายโทรเลขไปหาอังกฤษคือโทรเลขสายปีนัง (กรุงเทพฯ-ปีนัง) ด้วยปีนังคือชุมสายโทรเลขสำคัญของอังกฤษที่อยู่ใกล้กับสยามมากที่สุด เคยสำรวจเส้นทางแล้ว จึงไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

หากจะมีปัญหาในเชิงเทคนิคก็คือระยะทางที่ค่อนข้างไกล แต่ถ้ามองให้เป็นปัญหาทางการเมือง ตลอดเส้นทางโทรเลขสายปีนังจะผ่านหัวเมืองขึ้นของกรมพระกลาโหมซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ทั้งหมด

เมื่อรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรข้อเสนอจากที่ประชุมเสนาบดีแล้วจึงมีรับสั่งว่า หากมีโทรเลขสายปีนังเส้นทางเดียวจะไม่สามารถจูงใจผู้ใช้บริการได้ ควรจะวางสายโทรเลขจากกรุงเทพฯ ไปหาอังกฤษทางทวายเพิ่มอีกเส้นทางหนึ่ง

หากเปรียบเทียบทั้ง 2 เส้นทางนี้พบว่า โทรเลขสายปีนังคือเรื่องระยะทางที่ค่อนข้างไกล แต่มีข้อดีตรงที่การก่อสร้างทั้งหมดอยู่ภายในพระราชอาณาเขต ราชสำนักไปเจรจากับอังกฤษเรื่องต่อสายโทรเลขเท่านั้น โทรเลขสายทวายมีเส้นทางที่สั้นกว่ามาก แต่การก่อสร้างจะเริ่มต้นไม่ได้จนกว่าอังกฤษจะตอบตกลงที่จะวางสายโทรเลขจากย่างกุ้งลงมายังทวาย

สมุหพระกลาโหม (วร บุนนาค)

รัชกาลที่ 5 จึงมีรับสั่งให้ สมุหพระกลาโหม (วร บุนนาค) เป็นตัวแทนสยามไปเจรจากับบริติชราช เนื่องจากกรมพระกลาโหมปกครองหัวเมืองฝั่งตะวันตกและใต้ ในเมื่อโครงการโทรเลขสายทวายพาดผ่านหัวเมืองขึ้นกรมพระกลาโหม จึงเป็นหน้าที่ของสมุหพระกลาโหมในการไปเจรจากับบริติชราช

โดยมั่นพระราชหฤทัยมากว่าอังกฤษจะตอบตกลง เพราะมีรับสั่งให้ทดลองวางสายโทรเลขในพระบรมมหาราชวัง และส่งข้าหลวงโทรเลขออกไปสำรวจเส้นทางที่จะก่อสร้างคือโทรเลขสายกรุงเทพฯ-ปากน้ำ, สายกรุงเทพฯ-ทวาย (กาญจนบุรี) และสายกรุงเทพฯ-ปีนัง ในทันที

ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้อยู่ในเขตปกครองของเสนาบดีตระกูลบุนนาคทั้งหมด โดยโทรเลขสายปากน้ำอยู่ในเขตปกครองของเสนาบดีกรมท่า (เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี-ท้วม บุนนาค) ส่วนโทรเลขสายทวายและปีนังอยู่ในเขตปกครองของสมุหพระกลาโหม (เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์-วร บุนนาค)

ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2417 หลังการหารือกันเรื่องเส้นทางโทรเลข เกิดวิกฤตการณ์วังหน้าขึ้นในพระนคร กินเวลาร่วม 2 เดือน ท้ายที่สุดชัยชนะเป็นของฝ่ายวังหลวง แต่ส่งผลกระทบให้รัชกาลที่ 5 ทรงชะลอการปฏิรูปที่เพิ่งเริ่ม สภาที่ปรึกษาราชการส่วนพระองค์ก็ต้องหยุดประชุมไประยะหนึ่ง หากไม่มีผลกระทบต่ออำนาจและอิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ที่มีเสียงเล่าลือกันว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังวิกฤตครั้งนี้

ต้นปี พ.ศ.2418 บริติชราชปฏิเสธมาอย่างอ้อมๆ เรื่องเส้นทางทวาย ด้วยการเสนอ 3 เส้นทางที่เหมาะสมกว่าคือ 1.เส้นทางมะละแหม่ง-ตาก-กรุงเทพฯ 2.เส้นทางกรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน 3.เส้นทางกรุงเทพฯ-ปีนัง แต่เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงรับปากกับอังกฤษว่าจะวางสายโทรเลขไปเชื่อมต่อด้วย จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะผลักดันโครงการโทรเลขสายปีนังต่อไป และไม่ทรงละความพยายามที่จะโน้มน้าวอังกฤษ

นายโทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ

ขณะที่เส้นทางโทรเลขสายทวายยังเป็นปัญหา ระหว่าง พ.ศ.2417-2420 เส้นทางโทรเลขสายปีนังของสมเด็จเจ้าพระยาฯ มีความคืบหน้ามากที่สุด รัชกาลที่ 5 จึงต้องทรงดึง นายโทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย เข้ามาคุมเชิงสมเด็จเจ้าพระยาฯ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะสมเด็จเจ้าพระยาฯ แก้ปัญหาด้วยการไปเจรจากับบริติชราชโดยตรง

ระหว่างที่ยังตกลงกันเรื่องเส้นทางโทรเลขระหว่างประเทศไม่ได้นั้น ใน พ.ศ.2420 กรมโทรเลขได้เริ่มวางสายโทรเลขภายในประเทศไปแล้ว 2 เส้นทาง คือ โทรเลขสายปากน้ำ (กรุงเทพฯ-ปากน้ำ) และโทรเลขสายกรุงเก่า (กรุงเทพฯ-พระราชวังบางปะอิน)

แต่ก็มีความยุ่งยากเกิดขึ้นเพราะ “โทรเลขสายปากน้ำ” สร้างขึ้นในเขตปกครองของกรมท่า “โทรเลขสายกรุงเก่า” สร้างขึ้นในเขตปกครองของกรมมหาดไทย ส่วนกรมโทรเลขที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการก่อสร้างโทรเลขทั่วพระราชอาณาจักร สมุหพระกลาโหมในฐานะผู้บัญชาการกรมโทรเลขหากไม่มีอำนาจสั่งการเข้าไปยังพื้นที่การก่อสร้างโดยตรง สมเด็จเจ้าพระยาฯจึงพยายามอย่างมากที่จะให้สมุหพระกลาโหมได้เข้าไปมีส่วนในการก่อสร้างโทรเลขสายปากน้ำ ดังที่มีรับสั่งกับเสนาบดีกรมท่าว่า

“แต่ดูกิริยาท่าน [สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์] อยากจะให้ลูกท่าน [สมุหพระกลาโหม] มีแชในการทำนี้ด้วย ด้วยท่านเหนว่าจะเปนชื่อเปนเสียงอยู่…แต่การนี้ฉันวางใจกับเธอ [เสนาบดีกรมท่า] คนเดียว ขอให้คิดการให้ตลอดจนได้ ถ้าการสิ่งไรควรจะแบ่งให้ลูกท่านบ้างก็แบ่งไป นอกนั้นขอให้เธอช่วยเปนธุระทั้งสิ้นให้ตลอดไป”

แนวเส้นทางโทรเลขที่นายวิลเลียม เฮนรี รีด ทำสัญญาว่าจะพาดสายเข้ามาในพระราชอาณาเขตสยาม ช่วงต้นรัชกาลที่ 5

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่ากิจการโทรเลขไทยดำเนินไปบนความขัดกันระหว่าง “อำนาจตามพื้นที่” กับ “อำนาจตามหน้าที่” ของสมุหพระกลาโหมในฐานะผู้บัญชาการกรมโทรเลข แต่ไม่ใช่ต้นสังกัดของขุนนางหัวเมืองตลอดแนวสายโทรเลขดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจสั่งการ

ขณะที่รัชกาลที่ 5 ก็ทรงดึงอำนาจกรมโทรเลขจากสมุหกลาโหมอย่างประนีประนอมที่สุด จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็น อธิบดีกรมไปรษณีย์และโทรเลข ไม่ใช่เพราะเพียงว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอร่วมพระราชมารดาเดียวกับพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นลูกเขยของสมุหพระกลาโหมอีกด้วย

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็แค่เหตุการณ์บางส่วนที่ทำให้กิจการโทรเลขระหว่างประเทศของไทยดำเนินการล่าช้า ส่วนเหตุการณ์และปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ วิภัส เลิศรัตนรังษี ค้นคว้าและเรียบเรียง ขอได้โปรดอ่านเพิ่มจาก “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคมนี้

วิภา จิรภาไพศาล